เสียงเอะอะโวยวายหน้าประตูบ้านทำให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงพากันชะโงกหน้าออกมาดู ช่วงว่างจากงานไร่นา ทุกคนไม่มีอะไรทำ ต่างสวมถุงมือผ้าฝ้ายแล้วพากันมามุง ไม่นานลานบ้านตระกูลซูก็ถูกล้อมแน่น ทุกคนยืดคอรอดูเรื่องสนุกกันอย่างใจจดใจจ่อ
ซูเจี้ยนเย่ขมวดคิ้ว มองหลิวกุ้ยหลานที่ถูกลูกชายคนโตกับลูกชายคนรองประคองอยู่ แล้วถามเสียงเข้มว่า “พวกคุณกำลังเล่นอะไรกัน?”
หลิวกุ้ยหลานที่เดิมทีเปลือกตาหย่อนปรือขึ้นเล็กน้อย มือคว้าแขนซูเจี้ยนหมินไว้แน่น น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับพร้อมจะปลิวหายไปกับสายลม
“ลูกสาม... แม่คงไม่ไหวแล้ว... เมื่อก่อนแม่เลอะเลือนไปเอง แม่ขอโทษลูก ลูกจะ... ยกโทษให้แม่สักครั้งได้ไหม?”
หัวใจซูเจี้ยนเย่สั่นไหววูบหนึ่ง ต่อให้ก่อนหน้านี้เขาจะถูกทำร้ายจิตใจแค่ไหน ต่อให้ตัดขาดกันไปนานแล้ว แต่คนตรงหน้าก็ยังเป็นแม่แท้ ๆ ที่เลี้ยงดูเขามาจนโต
เมื่อเห็นท่าทางร่อแร่ของเธอ ในอกเขาก็อึดอัดราวกับถูกยัดด้วยปุยฝ้ายเปียกชื้น จนหายใจไม่ทั่วท้อง สีหน้าจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนั้นเอง ผ้าม่านประตูห้องด้านในก็ถูกเปิดออก หยาหยาวิ่งขาสั้น ๆ ออกมา ดวงตากลมโตจ้องหลิวกุ้ยหลานอยู่นาน ก่อนจะถามเสียงใสว่า “พ่อคะ คุณย่าคนนี้ใกล้ตายแล้วใช่ไหม?”
ซูเจี้ยนหมินรีบยกมือปิดหน้า ไหล่สั่นระริกพร้อมพูดเสียงสะอื้น “น้องสาม แม่ป่วยหนักไปครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ หมอยังบอกเลยว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
โทษที่พวกเราพี่น้องไร้ความสามารถ หาแต้มแรงงานมาได้ไม่เท่าไร อย่าว่าแต่ซื้อยารักษาแม่เลย แค่ข้าวให้อิ่มสักมื้อยังให้กินไม่ได้ ทุกวันต้องอดบ้างอิ่มบ้าง...”
พูดถึงท้ายประโยค เขายังบีบน้ำตาออกมาได้สองหยด แสดงได้สมจริงเสียจนแทบเชื่อสนิทใจ
พอได้ยินเช่นนั้น ความขมขื่นในใจซูเจี้ยนเย่ก็ยิ่งหนักอึ้ง
