หัวใจที่เพิ่งสงบลงและสีหน้าที่เพิ่งกลับมาเป็นปกติของเธอ พลันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ทำให้ตอนนี้เธอไม่รู้เลยว่าควรเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้อย่างไร
คนใช้เห็นเธอ ก็รีบยิ้มแย้มเดินเข้ามา “คุณนาย อาหารเช้าอุ่นไว้ให้ใหม่แล้ว เชิญไปทานได้เลยค่ะ”
“เอ่อ... อ้อ ขอบคุณ” เธอกลืนน้ำลาย จำต้องฝืนเดินเข้าไปในห้องอาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหวินจ้านในชุดสูทเรียบหรู อาบแสงตะวันยามเช้า ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลาคมคาย มีมิติลึกชัดเจน แม้แต่แนวไรผมยังคมเข้มสมบูรณ์แบบ ราวกับรูปปั้น
ต่างจากผู้ชายเลวทรามที่กระทำรุนแรงเมื่อคืนนี้อย่างสิ้นเชิง
มู่หว่านฉิงยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ได้อย่างสบายใจในตอนแรก ก็เกี่ยวพันกับใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้ใจหวั่นไหวนี้ไม่น้อย
เดิมคิดว่าทั้งคู่จะค่อย ๆ เกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกันเมื่ออยู่ด้วยกันไปนาน ๆ แล้วก็ใช้ชีวิตร่วมกันไปเรื่อย ๆ
ใครจะรู้... สองปีผ่านไป เขาก็ยังไม่คิดจะมองเธอดี ๆ ด้วยซ้ำ
เธอนั่งลงอย่างเงียบเชียบ หยิบช้อนขึ้นมาแล้วก็ค่อย ๆ ตักโจ๊กทานอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ ราวกับแมวน้อยตัวหนึ่ง
แต่ในใจลึก ๆ มู่หว่านฉิงยังคงครุ่นคิดเรื่องการหย่าอยู่
เธอจริงจังนะ
ถึงแม้ทำแบบนี้จะรู้สึกผิดต่อลูกทั้งสอง แต่เมื่อชาติตระกูลไม่เท่าเทียมกัน ความสัมพันธ์สามีภรรยาแสนเปราะบาง การแต่งงานที่บิดเบี้ยวเช่นนี้หากอยู่ต่อไป ก็มีแต่จะทำให้ทั้งคู่ทุกข์ทรมานมากขึ้น
เด็ก ๆ ที่ใช้ชีวิตในครอบครัวแบบนี้ อุปนิสัยและชะตาชีวิตก็ต้องได้รับผลกระทบเช่นกัน
เมื่อโจ๊กในชามพร่องไปกว่าครึ่ง เธอกัดฟันเงียบ ๆ เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม “เรื่องที่ฉันพูดไปเมื่อคืน... คุณลองคิดดูดี ๆ นะ วางใจได้ ฉันจะไม่ขอแบ่งทรัพย์สินของคุณ แล้วก็จะไม่พาลูกไปด้วย”
เธอคิดว่า แค่นี้ก็คงพอพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีลูกไม้กลอุบายอะไรแล้วใช่ไหม
เหวินจ้านเดิมทีกำลังอ่านนิตยสารการเงิน พลางดื่มชาดับอาการมึนเมาอย่างไม่ใส่ใจ
พอได้ยินผู้หญิงเอ่ยปาก ถ้วยชาที่เขายกขึ้นก็ค่อย ๆ วางลง ดวงตาคู่คมที่เคยใสกระจ่างพลันหม่นแสงลงทันที
เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิง ใบหน้าไร้อารมณ์ เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง
มู่หว่านฉิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ใจสั่นระรัว แต่ก็ยังฝืนสงบสติเอาไว้
“เช้านี้คุณปู่เป็นลมหมดสติถูกส่งเข้าโรงพยาบาล อาการย่ำแย่มาก เธอจะดึงดันทะเลาะกับฉันเรื่องหย่าในเวลานี้ อยากให้ท่านจากไปเร็วขึ้นใช่ไหม”
“อะไรนะ” มู่หว่านฉิงเปลี่ยนสีหน้าทันที ช้อนในมือร่วงหล่น มองชายหนุ่มผู้เย็นชาด้วยความกังวลเต็มใบหน้า “คุณปู่เป็นลมหมดสติเข้าโรงพยาบาล? อยู่ ๆ อาการทรุดลงเหรอคะ”
สีหน้าเหวินจ้านยิ่งเครียดหนักขึ้น “ไม่รู้แน่ชัด ต้องรอไปดูว่าหมอว่ายังไง”
มู่หว่านฉิงหมดกะจิตกะใจจะกินข้าว ถ้าไม่ใช่เพราะต้องให้นมลูกแล้วต้องกินให้ได้ ก็คงลุกออกไปทันทีแน่
เธอยกชามขึ้น รีบซดโจ๊กไม่กี่คำจนหมด แล้วหยิบซาลาเปามาถืออีกสองลูก “ไปเถอะ ไปโรงพยาบาล”
เหวินจ้านจ้องมองเธอ แววตาแผ่ประกายพินิจพิเคราะห์ ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย เหมือนจะพูดอะไร แต่ก็หยุดชะงักไว้
เขาไม่เชื่อเลยจริง ๆ ว่า “หลานสาว” ไร้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดคนนี้จะห่วงใยคุณปู่มากถึงเพียงนี้
ก็แค่เพราะท่านผู้อาวุโสเป็นแรงผลักดันให้เกิดการแต่งงานครั้งนี้ เธอก็แค่กลัวว่าถ้าท่านจากไปแล้ว จะไม่มีใครเป็นหลักให้เธออีก
ปากก็บอกว่าจะหย่า แต่ในใจคิดอย่างไร ใครจะไปรู้
บางทีก็อาจเป็นเพียงละครที่ถอยเพื่อรุก คิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้
คิดถึงตรงนี้ เหวินจ้านมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสียใจที่เมื่อคืนเผลอไผลไปชั่วขณะ แล้วไปมีสัมพันธ์กับเธออีก
เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน สีหน้าชายหนุ่มก็พลันซับซ้อนยิ่ง แม้แต่สายตายังรีบเบือนหนีจากกายหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
ก็เพราะเพียงแค่มองนานกว่านี้สักวินาที ภาพอันแสนน่าอายและชวนเร่าร้อนเมื่อคืนก็จะลอยเข้ามาในสมองอย่างควบคุมไม่ได้ มาปั่นป่วนจิตใจ
บ้าไปแล้ว! ผู้หญิงคนนี้มีมนต์เสน่ห์อะไรกันแน่
ทั้งคู่เดินออกไปด้วยกัน
มีคนขับรถอยู่ข้างหน้า มู่หว่านฉิงจึงต้องนั่งด้านหลัง แนบชิดกับชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้
ระหว่างทาง เหวินจ้านรับโทรศัพท์สองสาย ล้วนมาจากบริษัททั้งนั้น
เขาอารมณ์ไม่ดี คุยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นไม่กี่คำก็วางไป
มู่หว่านฉิงรู้ว่าเขาเป็นห่วงคุณปู่ แอบมองใบหน้าด้านข้างของเขาหลายครั้ง พักใหญ่จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก “การผ่าตัดคราวก่อนของคุณปู่ประสบความสำเร็จดีนะคะ หมอบอกว่าถ้าดูแลดี ๆ อีกสักสี่ถึงห้าปีก็ไม่มีปัญหา เพิ่งผ่านมาสองปีเอง... ท่านต้องไม่เป็นอะไรแน่”
เหวินจ้านคิ้วขมวดแน่น ค่อย ๆ สูดลมหายใจยาว กำลังจะอ้าปากตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก
ครั้งนี้ พอมองหน้าจอที่แสดงชื่อผู้โทรเข้า สีหน้าเขาก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นกดรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฮัลโหล เข่อจวิน...”
จากปลายสาย เป็นเสียงหวานนุ่มอ่อนโยนของหญิงสาว แฝงด้วยความเป็นห่วงและความกังวล “พี่จ้าน หนูได้ยินว่าคุณปู่อาการทรุดกะทันหัน เข้าโรงพยาบาลแล้วเหรอคะ”
“อืม”
“อาการเป็นยังไงบ้างคะ”
“ผมยังอยู่ระหว่างทางไปโรงพยาบาล ยังไม่รู้แน่ชัด”
“งั้นเดี๋ยวหนูไปตอนนี้ค่ะ กู้ซินเฉินเดินทางไปทำงานตั้งแต่เช้า ถึงเขาจะรีบกลับก็คงค่ำ ๆ โน่น”
กู้ซินเฉินก็คือสามีของลู่เข่อจวิน แถมยังเป็นเพื่อนซี้ของเหวินจ้านอีกด้วย
พวกเขาทั้งสามคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเด็ก ท่านอากงเหวินก็ไม่ต่างอะไรกับปู่แท้ ๆ ของพวกเขา
เหวินจ้านเอ่ยเสียงต่ำ “ไม่ต้องลำบากเลย ให้เขาทำธุระของเขาเถอะ”
“ค่ะ หนูบอกเขาไว้แล้ว จะกลับไม่กลับแล้วแต่เขาแล้วกัน พี่ก็อย่ากังวลมากไปเลยนะคะ คุณปู่เป็นคนมีบุญ ฟ้าคุ้มครองเสมอ ต้องผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยแน่” ลู่เข่อจวินปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
เหวินจ้านหลุบตาลง สีหน้าผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย “รู้แล้ว ฝนตก ให้คนขับรถเปิดไฟหน่อย ขับช้า ๆ นะ”
มู่หว่านฉิงนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกาย พอได้ยินประโยคนี้ ใจก็วาบขึ้นมา เหมือนถูกมดตัวหนึ่งค่อย ๆ กัด
ดูสิ สุดท้ายเขาก็เป็นคนที่อ่อนโยน รู้จักดูแลคนอื่น เพียงแต่เป้าหมายคือภรรยาของคนอื่นเท่านั้น
บทสนทนาจบลง ในรถก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง
เหวินจ้านกำโทรศัพท์ไว้ นิ่งเงียบไปสองวินาที จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง หันไปมองหญิงสาวข้างกาย
เห็นเธอหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้างดงามวิจิตรดูสงบเยือกเย็น ชัดเจนว่าไม่ได้สนใจกับโทรศัพท์เมื่อกี้เลยแม้แต่น้อย ถ้อยคำที่ชายหนุ่มเตรียมจะอธิบายก็ต้องกลืนกลับลงไป
เธอแต่งงานกับตน ก็เพื่อฐานะ ตำแหน่ง และความมั่งคั่งเท่านั้น จะไปสนใจว่าในใจตนมีใครอยู่กันเล่า
ดังนั้นคำอธิบายนี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรทั้งนั้น
————
ถึงโรงพยาบาล ทั้งคู่ก็เร่งฝีเท้าตรงไปยังห้องผู้ป่วย
เจี่ยงลี่จวนผู้เป็นแม่ของเหวินจ้านเห็นทั้งสองคน ก็ละสายตาจากลูกชายตรงมาที่พวกเขา เอ่ยไม่พอใจ “บอกลูกตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ทำไมเพิ่งจะมา”
ตระกูลเหวินรากฐานลึกซึ้ง ญาติพี่น้องลุงป้าน้าอาลูกพี่ลูกน้องมากมาย วันตรุษจีนสองโต๊ะใหญ่ยังนั่งเบียดกัน
เวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญที่จะแสดงความกตัญญูและความใส่ใจ
มาช้าก็อาจตกเป็นเป้ากล่าวหาได้
เหวินจ้านมองเข้าไปในห้องผู้ป่วยผ่านกระจก เห็นพ่อกับอาใหญ่และลูกพี่ลูกน้องของตนกำลังพูดคุยกับหมอเสียงต่ำ จึงทิ้งประโยคให้แม่อย่างเร่งรีบว่า “เช้านี้ติดธุระนิดหน่อยครับ” แล้วผลักประตูเข้าไป
มู่หว่านฉิงเดินตามหลังเขา ได้ยินก็ฉงนใจ เช้านี้เขาไม่ได้ไปบริษัทนี่ ติดธุระอะไรกัน
กำลังข้องใจ ทันใดนั้นสมองก็ปลอดโปร่งวาบ!
หรือเป็นเพราะเธอตื่นสาย แล้วรอเธอ
แต่ด้วยท่าทีที่เหวินจ้านมีต่อเธอ เขาคงไม่เอาใจใส่ดูแลขนาดนั้นหรอกกระมัง
ลูกชายเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยแล้ว เจี่ยงลี่จวนก็เลื่อนสายตามาที่ลูกสะใภ้อย่างเป็นธรรมชาติ
มู่หว่านฉิงรู้ตัว รีบกล่าวอย่างสุภาพ “คุณแม่คะ”
เจี่ยงลี่จวนมองลูกสะใภ้ สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก “การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของผู้หญิง ในบ้านยังมีแม่นมคนใช้อีกตั้งมากมาย เธออย่าใช้เรื่องจุกจิกพวกนี้ไปทำให้เสี่ยวจ้านเสียเวลาเลย”
เห็นได้ชัดว่า แม่สามีโยนความผิดที่ลูกชายมาช้าล่าช้าให้เป็นความผิดของลูกสะใภ้
มู่หว่านฉิงอยากจะเถียง แต่รอบด้านเต็มไปด้วยคนตระกูลเหวิน
ความคิดที่วาบขึ้นมาจึงต้องเก็บกดลงไป เอ่ยเสียงเบาว่า “ฉันไปดูคุณปู่ข้างในนะคะ”
“ดูอะไรกัน ท่านเพิ่งหลับไป เธอไม่เห็นหรือไงว่าทุกคนก็อยู่ข้างนอกกัน” เจี่ยงลี่จวนตวาดปรามเธอไว้