หมิงงงงง

0068 - บทที่ 11 อั้นโส่ว

13 นาที· 2.9K คำ

# บทที่ 11 อั้นโส่ว

หลังจากถึงฉางอานแล้ว อวี๋ลิ่งก็ถูกคุณพ่อลากไปพักผ่อน อวี๋ลิ่งอ้อนวอนหลายครั้งอย่างน่าสงสารว่าอยากออกไปเที่ยวเล่น ปกติท่านเศรษฐีอวี๋รักอวี๋ลิ่งมาก แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ใจแข็งเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้อวี๋ลิ่งออกไปข้างนอก อวี๋ลิ่งรู้ว่า คุณพ่อต้องการให้ตนพักผ่อนให้เต็มที่ เตรียมพร้อมสุดกำลังสำหรับการสอบในวันพรุ่งนี้ อ่านหนังสือไปได้สักพัก ฟ้าก็มืดลง ยามพลบค่ำ บวกกับฟ้าก็เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอีก ทำให้รู้สึกเหมือนฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ในขณะที่ราตรีค่อยๆ มาเยือน ผู้คนในโรงเตี๊ยมก็ค่อยๆ มากขึ้น ผู้ที่มาพักล้วนเป็นบัณฑิตแทบทั้งสิ้น มีทั้งแก่และหนุ่ม มีทั้งตัวคนเดียว และมาเป็นกลุ่มคณะ เด็กเสมียนในร้านวิ่งจนแทบเท้าไม่ติดพื้น ที่ไหนมีเสียงตะโกน ก็วิ่งไปทางนั้น ชงชา ส่งน้ำ กระตือรือร้นเป็นบ้าเป็นหลัง เถ้าแก่เจ้าของร้านรู้วิธีค้าขาย วันนี้เขาไม่เพียงไม่ขึ้นราคา ยังลดค่าเช่าห้องอีกด้วย และยืนอยู่หน้าประตูคอยต้อนรับบัณฑิตทุกคนที่เข้ามาด้วยตัวเอง ปากก็เอ่ยแต่คำมงคลไม่หยุด อวี๋ลิ่งรู้ว่า นี่คือวิธีการตลาดและโฆษณาอย่างหนึ่งของเขา ฉางอานเทียบกับจิงเฉิงไม่ได้ จุดหมายปลายทางของการสอบเคอจวี่ก็คือการสอบสภาต่วนและการสอบราชสำนักซึ่งจัดขึ้นที่จิงเฉิง ถึงที่นั้นจึงจะได้วุฒิจิ้นซื่อ เลื่องลือไปทั่วใต้หล้า ในเมืองระดับอำเภออย่างฉางอาน สอบได้สูงสุดก็แค่จวี่เหริน ที่จริงเถ้าแก่ก็หมายตาจวี่เหรินนี่แหละ หากมีใครสักคนสอบได้เป็นจวี่เหริน ก็สามารถเป็นขุนนางได้ พวกเขาก็จะกล้าประกาศว่า ท่านนั่นท่านนี่มาพักที่ร้านของข้าแล้วสอบได้ตำแหน่งสูง พวกเขาก็จะพนันขันต่อกับอั้นโส่วของการสอบเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อเช่นกัน แม้ว่าสองอย่างนี้จะไม่มีชื่อเสียงใหญ่โตเท่าจวี่เหริน แต่โรงเตี๊ยมในฉางอานนั้นไม่ใช่น้อย ชื่อเสียงก็ค่อยๆ สั่งสมไปเช่นนี้แหละ ขณะนี้ อวี๋ลิ่งกำลังดูป้ายบนฝาผนังไม้ บนป้ายเขียนว่าใคร เป็นใคร ปีไหน ได้เป็นอั้นโส่ว ได้เป็นซิ่วฉาย สอบได้เป็นจวี่เหริน เถ้าแก่เองก็กำลังประเมินอวี๋ลิ่งอยู่ ผู้สอบแบบอวี๋ลิ่งนั้นหายากยิ่ง เขาเคยเห็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดคือสิบสองปี ส่วนใหญ่อายุสิบห้าสิบหกปี เขาคิดว่าอวี๋ลิ่งไม่มีทางสอบได้แน่ อายุอ่อนเกินไป จะรู้เรื่องอะไร การสอบไม่เพียงแต่สอบวิชาความรู้ แต่ยังสอบความอดทนด้วย! เมื่อราตรีมาเยือน โรงเตี๊ยมก็ค่อยๆ เงียบสงบลง อวี๋ลิ่งหาวหวาบใหญ่ ท่องจำเมิ่งจื่อในใจหนึ่งรอบ ยังท่องไม่จบ คนก็ผล็อยหลับไปแล้ว อวี๋ลิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งหลับตา แล้วคุณพ่อก็มาปลุก ขณะนั้นโรงเตี๊ยมกลับคึกคักอีกครั้ง เด็กเสมียนตะโกนเรียกให้บรรดาท่านบัณฑิตดาวเหวินชวีตื่น เถ้าแก่ร้องบอกดาวเหวินชวีทั้งหลายอย่าลืมถือกระบุงสอบ ร้องบอกให้ตรวจสอบหนังสือรับรอง ตั๋วลอย และผังที่นั่งของตนอีกครั้ง... เสียงร้องนี้ทำให้อวี๋ลิ่งรู้สึกเลื่อนลอย ชั่วขณะนั้นแทบแยกไม่ออกว่าคนยังอยู่ในความฝัน หรือว่านี่คือความฝันอันพิศวง คุ้นเคยนัก คุ้นเคยเหลือเกิน ก้าวออกจากประตูโรงเตี๊ยม ฟ้ายังไม่สว่าง เดินตามฝูงชนมุ่งหน้าสู่สนามสอบ สนามสอบเป็นลานกว้างหลังที่ว่าการอำเภอ ต้องเข้าจากทางทิศเหนือ เรียกกันว่าประตูมังกร เมื่อเดินมาถึงประตูมังกร ฟ้าก็สว่างจ้า บัณฑิตกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ายืนต่อแถว อวี๋ลิ่งประเมินด้วยสายตา เฉพาะผู้ที่เข้าสอบถงจื่อเคาก็ประมาณสองร้อยกว่าคน เห็นคนมาใกล้จะครบแล้ว เสมียนศาลาก็ตีฆ้องไปพลาง ตะโกนเสียงดังไปพลาง "โปรดฟัง จะมีพิธีรับรองแล้ว ผู้รับรองต้องยืนยันว่าไม่มีเจตนาแอบอ้างภูมิลำเนา ไม่ปิดบังการไว้ทุกข์ ไม่ใช้ตัวแทน ไม่ปลอมชื่อ รับรองว่าพื้นเพครอบครัวสะอาดบริสุทธิ์ มิใช่ลูกหลานของโสเภณี นักแสดง นายเวร นายตะราง อีกทั้งตัวเองก็ไม่เคยต้องคดีหรือประกอบอาชีพต่ำช้า..." อวี๋ลิ่งโอบกอดคุณพ่ออย่างแผ่วเบา แต่เดิมคิดว่าการสอบจะไม่ทำให้รู้สึกกระเพื่อมเลยสักนิด แต่ในใจก็ยังตื่นเต้นอยู่บ้าง ตอนนี้ดูท่าใจข้ายังไม่นิ่งพอจริงๆ... "ไหลฝู พ่อจะรออยู่ตรงนี้แหละ ถ้าออกมาแล้วหาเจ้าไม่พบเจ้าอย่าวิ่งเร่ร่อนไปไหน จำไว้นะ ให้ยืนอยู่ตรงนี้แหละ จำได้หรือไม่" "ขอรับ!" ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งสวมอาภรณ์แพรแพรวพราวกำลังจ้องมองอวี๋ลิ่งด้วยความประหลาดใจ ข้างกายเขามีบ่าวไพร่ตามอยู่หลายคน เมื่อได้ฟังเสียงประกาศของเสมียนศาลา เขาก็ส่ายหัว วางหมาปักกิ่งในมือลงอย่างอาลัยอาวรณ์ "ไหลฝู ไปเร็วเข้า คุณชายข้าจะสอบแล้ว สอบได้จะซื้อกระดูกให้กิน!" ในเวลาเดียวกัน ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ลูบไหล่อวี๋ลิ่งเบาๆ ให้กำลังใจว่า "ไหลฝู เจ้าต้องทำได้!" ได้ยินเสียงเรียกไหลฝูทั้งสองมาพร้อมกัน มองทะลุผ่านฝูงชนเห็นหมาปักกิ่งกำลังวิ่งออกไปไกลๆ อวี๋ลิ่งแยกเขี้ยวยิ้ม มองคุณพ่ออย่างขัดใจ "ขอรับ ข้าทำได้!" "ไปเถิด!" มองอวี๋ลิ่งค่อยๆ ห่างไกลออกไปตามแถวนั้น ท่านเศรษฐีอวี๋ก็อดบ่นพึมพำไม่ได้ "แมวนำทรัพย์ หมานำวาสนา ไหลฝู ไหลฝู ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะอะไรเช่นนี้!" ขุนนางเปิดหนังสือรับรองของอวี๋ลิ่ง เพียงแค่เปิดผ่านๆ หน้าเดียว "เข้าไป!" เห็นชื่อของไอจู่ปู้ แม้แต่ชื่อผู้รับรองสี่คนต่อมาก็ไม่แล เรียกมือให้คนถัดไปเข้ามาเลย "คนถัดไป!" ผ่านด่านรับรอง ยิ่งเข้าใกล้ประตูมังกร "คนตรวจค้น" ก็เริ่มเข้ามาค้นตัว เขาทำเช่นนี้เพื่อป้องกันผู้สอบพกพาแผ่นกระดาษที่ลอกคำตอบเข้ามา แต่ท่าทางเกียจคร้านของเขาทำให้อวี๋ลิ่งรู้สึกว่านี่ก็แค่พอเป็นพิธี แค่ลูบคลำไม่กี่ทีก็จบสิ้น แล้วถ้าหากมีคนเขียนคำตอบไว้ในเสื้อผ้าล่ะ ผ่านประตูมังกร ก็เข้าสู่ลานใหญ่ของสนามสอบ ตรงกลางเป็นทางเดินยาว มองเห็นที่นั่งสอบแบบเรียบง่ายเรียงเป็นแถวๆ หลายแถว "การสอบอำเภอปีจีโหย่ว ขุนนางอำเภอเรียกชื่อ แถวเจี่ยจื่อลำดับที่หนึ่ง บัณฑิตอำเภอฉางอาน อวี๋ลิ่ง!" "ศิษย์อยู่ขอรับ!" "นั่งที่ได้!" อวี๋ลิ่งก้าวออกจากฝูงชน โค้งคำนับแก่ผู้คุมสอบ ซึ่งก็คือนายอำเภอจู เพื่อแสดงคารวะก่อน จากนั้นจึงโค้งคำนับขอบคุณแก่ไอจู่ปู้และผู้รับรองอีกห้าคน ขั้นตอนนี้เรียกว่า พิธีขับขานรับรอง ผู้รับรองอีกสี่คนเห็นว่าอวี๋ลิ่งยังเด็กเพียงนี้ ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรขึ้นมาในพริบตา พากันใช้สายตารันทดจ้องมองไอจู่ปู้ ท่านผู้อ่านที่เคารพ โปรดทราบว่าตอนนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ กรุณาคลิกหน้าถัดไปเพื่ออ่านต่อ เนี้อหาหลังจากนี้ยังสนุกเข้มข้นอีกมาก!

ไอจู่ปู้ลูบจมูกอย่างเก้อเขิน "ล้วนเป็นผู้รับรอง พวกเราล้วนเป็นผู้รับรองด้วยกัน!" เพราะจำนวนผู้สอบไม่น้อย ขั้นตอนพิธีขับขานรับรองนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม อวี๋ลิ่งซึ่งเข้าสนามเป็นคนแรก ก็นั่งฝนหมึกไปพลาง มองดูผู้สอบทยอยเข้ามา ความรู้สึกนี้ช่างพิเศษนัก ทั้งที่มันไม่เหมือนกัน ทว่าขั้นตอนการสอบกลับเหมือนจะเหมือนกัน เมื่อคิดไปคิดมา อวี๋ลิ่งก็พบว่าเป็นเพียงแค่ตัวคนไม่เหมือนกันเท่านั้น อวี๋ลิ่งกำลังประเมินคนอื่น คนอื่นเองก็กำลังประเมินอวี๋ลิ่ง เจี่ยจื่อลำดับที่หนึ่ง มีจู่ปู้รับรอง ยังเด็กถึงเพียงนี้ นี่ลูกหลานบ้านไหนกัน การสอบถงจื่อครั้งนี้จะต้องมีถงจื่ออัจฉริยะออกมาอีกแล้วหรือ อวี๋ลิ่งนึกว่าการสอบถงจื่อล้วนเป็นคนหนุ่มหรือเด็กกึ่งหนุ่มกึ่งเด็ก จนกระทั่งเห็นบัณฑิตแถวติงลำดับที่สิบสอง อวี๋ลิ่งถึงได้รู้ว่าตัวเองคิดผิดมากเพียงใด ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่ง ถือกระบุงสอบ ค้ำไม้เท้า เดินก็เดินไม่ค่อยมั่นคง... ให้คนในพิธีขับขานรับรองประคองไปจนถึงที่นั่งของเขา ผู้สอบคนนี้อาจอายุมากแล้ว หรือไม่ก็อ่านหนังสือจนเสียสายตา เขามองคน มองสิ่งของ ต้องยื่นคอออกไปก่อน แล้วหรี่ตามอง บางครั้งยังเอามือดึงหางตาตัวเอง พระเจ้า นี่กลัวว่าจะสายตายาว สายตาสั้น ต้อกระจก ต้อหิน ปัญหาทางจักษุทุกอย่างรวมกันอยู่สักหน่อยกระมัง อวี๋ลิ่งจ้องมองด้วยความสงสัย เขายังพยายามถึงเพียงนี้... ตัวเองมีอะไรจะอ้างว่าไม่พยายามเล่า นายอำเภอจูเห็นผู้สอบเช่นนี้ก็บังเกิดความไม่ชอบใจ อายุปูนนี้ ถึงสอบได้จะเป็นอะไรขึ้นมา คนพรรค์นี้ทำอะไรได้ "พวกตัวดูดกิน!" คำพูดของนายอำเภอนั้นไม่ดัง ทว่าในที่นั้น นอกจากเสมียนศาลาที่ทำพิธีขับขานรับรองก็ไม่มีผู้ใดพูด ดังนั้นคำพูดนี้ของนายอำเภอจูทำให้บัณฑิตทั้งหลายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นายอำเภอกำลังพูดถึงข้าหรือ เมื่อผู้สอบส่วนใหญ่นั่งประจำที่ ประตูใหญ่ประตูมังกรก็ปิดลง การสอบเริ่มอย่างเป็นทางการ... ข้อสอบแจกลงมาแล้ว มีเนื้อหาสอบสองอย่าง หนึ่งคือโคลงห้าพยางค์หกสัมผัส หัวข้อเดียว สองคือต้องคัดลบทความเชิดชูกตัญญู จากความจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์สิบสามเล่ม การคัดคัมภีร์กตัญญูจากความจำนั้นค่อนข้างง่าย จำนวนตัวอักษรก็มีไม่มาก อีกทั้งแม้แต่เมิ่นเมิ่นก็ยังทำได้ โคลงห้าพยางค์หกสัมผัสนั้นยากกว่า ต้องใช้แบบแผนห้าพยางค์ โชคดีที่การสอบถงจื่อซื่อนั้นข้อกำหนดไม่สูง แค่ถูกต้องตามสัมผัสก็พอ อวี๋ลิ่งสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ทำตามสิ่งที่จำไว้ในสมอง การสอบนั้นต้องทำข้อที่ง่ายที่สุดก่อน สุดท้ายค่อยคิดข้อที่ยากที่สุด หยิบพู่กันขึ้น... "ความกตัญญูคือหลักแห่งฟ้า คือความชอบธรรมของแผ่นดิน คือข้อปฏิบัติของราษฎร..." อวี๋ลิ่งเขียนตอบได้อย่างรวดเร็ว ลายมือก็งดงามมาก ต้องขอบคุณบัณฑิตหวัง ขอบคุณประโยคต่อประโยคที่เขาเรียกว่า"ตัวน้อยน่ารัก" ภายใต้คำสอนที่เคร่งครัดของเขา ลายมืออันอัปลักษณ์ของอวี๋ลิ่งได้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับถอนกระดูกเปลี่ยนร่างแล้ว บัณฑิตหวังบอกว่า ให้ยึดข้อกำหนดนี้ฝึกฝนต่อไป อีกยี่สิบปีก็มีหวังจะประสบผลสำเร็จบ้างเล็กน้อย ชาตินี้อาจมีโอกาสเล็กน้อยมากๆ ที่จะสร้าง "มาตรฐานการเขียน" ของตัวเอง ชั่วชีวิตหนึ่ง... ความเสียดายในวัยเด็กของบัณฑิตหวัง เขาไม่อยากเห็นมันเกิดกับอวี๋ลิ่ง เขาดื้อดึงเชื่อว่าเป็นเพราะตอนเรียนหนังสือลายมือของตัวเองไม่ดี จึงทำให้สอบไม่ติดจวี่เหริน ดังนั้นเขาจึงเข้มงวดเรื่องลายมือของอวี๋ลิ่งเป็นพิเศษ นายอำเภอจูเริ่มลาดตระเวนสนามสอบ อวี๋ลิ่งเป็นคนแรก มองดูลายมือของอวี๋ลิ่งแล้วเขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ เมื่อเดินมาถึงแถวที่สอง เขาก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มพึมพำอีก "สอบมาทั้งชีวิต เรียนมาทั้งชีวิต อ่านหนังสือเข้าท้องหมาไปหมดดูของแกสิ เด็กสิบขวบยังเขียนดีกว่าแกอีก..." ตาเฒ่าตกใจกลัวจนหมึกหยดหนึ่งหยดลงบนกระดาษคำตอบ แล้วก็เป็นลมสลบไป นายอำเภอจูเห็นดังนั้นก็พูดเสียงเย็นชา: "หามออกไป" ในสนามสอบถงจื่อ เขาชอบบัณฑิตหนุ่ม เขาคิดว่านี่คือความหวังแห่งอนาคตของต้าหมิง เขาเกลียดที่สุดก็คือพวกอายุมากแล้ว... ดังนั้น หลายปีที่ผ่านมา คนอายุมากที่ยังสอบถงจื่ออยู่ ข้อสอบของพวกนั้นเขาไม่แลดูลย เมื่อนายอำเภอจูตรวจตราสนามสอบเสร็จ อวี๋ลิ่งก็คัดลอกจากความจำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อวี๋ลิ่งกำลังเขียนโคลงห้าพยางค์หกสัมผัส "ลมทองฉางอานมาเยือน ฟ้าดินเปลี่ยนโฉมงาม จักจั่นฤดูหนาวร่ำก้องใบไม้เขียว ใบไม้ต้องน้ำค้างแต้มประกายแดง ดอกเก๊กฮวยริมรั้วเริ่มส่งกลิ่น ดอกอ้อริมฝั่งดั่งหิมะพริ้วพิว จะปีนที่สูงทอดสายตาไกล ใจลอยลิ่วไปถึงสุดขอบฟ้า..." ขณะนี้นายอำเภอจูเดินวกกลับมาแล้ว มาหยุดยืนอยู่ข้างหลังอวี๋ลิ่งอย่างเงียบๆ มองบทกวีของอวี๋ลิ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้ม "งาม เสีย, ไกล ... ถูกต้องตามสัมผัส ดีทีเดียว ดีทีเดียว..." นายอำเภอจูพึงพอใจยิ่งนัก แม้กลอนจะไร้รสกวี แต่ก็ไม่ตรงไปตรงมาจนเกินไป อายุเพียงเท่านี้เขียนได้ถึงเพียงนี้ก็นับว่ายากยิ่งแล้ว พอเห็นได้ถึงวิชาความรู้ที่แท้จริง นายอำเภอจูเดินจากไป อวี๋ลิ่งเห็นว่าน้ำหมึกบนกระดาษคำตอบแห้งแล้ว ก็ยกมือส่งข้อสอบ กลอนดีหรือไม่ดี อวี๋ลิ่งไม่รู้ และความรู้ทางด้านอักษรศาสตร์ก็ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตรวจข้อสอบจะชอบหรือไม่ อวี๋ลิ่งมาก่อน ก็เป็นคนแรกที่ไป ข้อสอบถูกเก็บไป นายอำเภอจูเดินวนอีกหนึ่งรอบแล้วก็ไปเช่นกัน คนที่เหลืออยู่ในสนามสอบอีกสองร้อยกว่าคน เขาไม่อยากดูแล้ว เขาเพิ่งกวาดสายตาปราดเดียว ไม่มีใครเขียนได้ดีกว่าอวี๋ลิ่ง เมื่อเห็นนายอำเภอเอาข้อสอบของอวี๋ลิ่งติดตัวไป ไอจู่ปู้ก็ยิ้ม เขาเดิมพันถูกแล้ว อำเภอฉางอานของข้าราวกับมีถงจื่ออัจฉริยะเกิดขึ้นจริงๆ เห็นไอจู่ปู้ยิ้ม ผู้รับรองอีกสี่คนก็ยิ้มตาม พวกเขาถึงแม้จะกลายมาเป็นผู้รับรองอย่างงุนงง แต่ก็แอบจับตามองอวี๋ลิ่งอยู่ตลอด ในสนามสอบนี้เขาตัวเล็กที่สุด ไม่อยากสนใจก็ไม่ได้ "อั้นโส่ว?" "ชู่ว์ อย่าเพิ่งพูด นายอำเภอไปแล้ว พวกเราไปร่วมดื่มชากับนายอำเภอเถิด!" "ใช่ ไปดื่มชา ดื่มชา..." ท่านผู้อ่านที่เคารพ โปรดทราบว่าตอนนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ กรุณาคลิกหน้าถัดไปเพื่ออ่านต่อ เนี้อหาหลังจากนี้ยังสนุกเข้มข้นอีกมาก!

ห้าคนยิ้ม แล้วยื่นมือเชื้อเชิญกัน ถ่อมตนไปมา จากนั้นจึงแอบออกจากสนามสอบไป ขณะนั้นนายอำเภอจูเปิดข้อสอบของอวี๋ลิ่งอีกครั้ง เขาพบว่าเขาดูถูกอวี๋ลิ่ง สองวรรคสุดท้ายของกลอนอวี๋ลิ่งเขาชอบมาก "ฤดูเปลี่ยนเปลี่ยนไปดังสายน้ำไหล รู้สึกสังเวชต่อชีวิตอันล่องลอย จะชำระฟ้าดินให้ใสสะอาดอย่างไรได้ ให้ใจไปกับเมฆบางอันไกลห่าง" นายอำเภอจูหรี่ตา ส่ายหัว พึมพำกับตัวเองว่า "ฤดูเปลี่ยนเปลี่ยนไปดังสายน้ำไหล รู้สึกสังเวชต่อชีวิตอันล่องลอย หึๆๆ น้องสาม น่าเสียดายที่เจ้าตายเร็วนัก ซุนฉวนถิงที่เจ้าชอบใจน่ะ ตอนอายุสิบสามก็ได้เป็นที่หนึ่งในการสอบถงจื่อ มาบัดนี้ น้องสี่ของเจ้าก็มีแล้ว ฉางอานของข้าก็มีแล้ว หึๆๆ เขาเพิ่งจะสิบขวบเท่านั้น ของข้านี่ยิ่งกว่าคนที่เจ้าชอบอีกนะ ฟังนะ 'ฤดูเปลี่ยนเปลี่ยนไปดังสายน้ำไหล' ฟังสิ ดีอะไรเพียงนี้..." อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่านายอำเภอจูกำลังเอาตัวเองไปเทียบกับซุนฉวนถิง หากอวี๋ลิ่งรู้เข้า คงอายจนเงยหน้าไม่ขึ้น ซุนฉวนถิงน่ะของแท้ตอนสิบสามปีได้เป็นอั้นโส่วอันดับหนึ่ง ส่วนตนไม่ได้สิบขวบจริงๆ ไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ นอกสนามสอบ ท่านเศรษฐีอวี๋เห็นอวี๋ลิ่งออกมาเป็นคนแรก เขาคิดว่าอวี๋ลิ่งทำข้อสอบไม่ได้ ดวงตาลึกล้ำจึงมีแววหม่นหมองลง เขาก้าวเท้าเร็วๆ เดินเข้าไปหา แล้วปลอบว่า "ไหลฝู ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรเลย เจ้ายังเด็ก ปีหน้ามาสอบใหม่ ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร!" "ข้อสอบไม่ยาก" "เจ้าทำหมดแล้วหรือ" "ขอรับ!" "ทำเสร็จก็ดีแล้ว ทำเสร็จก็แสดงว่าทำได้ ทำได้ก็แปลว่ามีความหวัง ไปเถิด เจ้าอยากไปชมหอนาฬิกาไม่ใช่หรือ ไปเถอะ พ่อจะพาไป..." ตอนที่อวี๋ลิ่งใกล้ถึงหอนาฬิกา สนามสอบก็ถูกเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เหล่าหลินเซิงจำนวนมากเริ่มวิจารณ์กระดาษคำตอบ พวกที่ลายมือไม่ดี มีรอยเปื้อนน้ำหมึก ไม่ดูเลยทันที เนื้อหาคัมภีร์กตัญญูที่คัดตามความจำพวกเขาก็ไม่ดู ดูแต่กลอน ถ้ากลอนเขียนดี พวกเขาถึงจะมารวมกลุ่มกันถกเถียง เนื่องจากเป็นการสอบถงจื่อ ข้อกำหนดไม่เคร่งครัดนัก ฉะนั้นความเร็วในการตรวจข้อสอบจึงรวดเร็วมาก "ตามความเห็นของข้าพเจ้า ที่หนึ่งในปีนี้ควรเป็นของบัณฑิตชื่ออวี๋ลิ่งผู้นี้" "มีเหตุผล มีเหตุผล ลายมือสวยงาม โคลงห้าพยางค์หกสัมผัสก็มีมิติลึกซึ้ง ภาษากระชับงดงาม แนวคิดสูงส่งไกล ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมนัก..." นายอำเภอจูพยักหน้า พูดเรียบๆ ว่า "เช่นนั้นก็กำหนดเป็นเขาเถิด วันมะรืนประกาศผลสอบ!"

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้