# บทที่ 12 กระโดดเข้าไปสู่วงการใหม่
นายอำเภอจูเลือกให้อวี๋ลิ่งเป็นที่หนึ่งในการสอบระดับต้น ในใจของทุกคนต่อให้ไม่ยินยอมเพียงใด ก็ต้องกล่าวชื่นชมว่านายอำเภอมีสายตาหลักแหลม ไม่มีใครรู้ว่านายอำเภอจูคิดอะไรอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นายอำเภอจูอารมณ์ดีแล้ว กำลังหยอกล้อกับเจ้าจิ้งหรีดตัวโปรดของเขา บรรพชนของตนใน "หวงหมิงจู่ซวิ่น" ได้ขีดวงล้อมวงหนึ่งให้กับบรรดาลูกหลานในราชสกุลทั้งหมด ท่านผู้เฒ่ากำหนดให้ลูกหลานตระกูลจูต่อจากนี้ไป ต้องไม่ทำเกษตร ไม่รับราชการ ห้ามมิให้ลูกหลานราชสกุลเข้าร่วมสอบเคอจวี่หรือดำรงตำแหน่งใดๆ ให้การดูแลเป็นพิเศษเพียงด้านเบี้ยหวัดเท่านั้น ครั้นบรรพชนหย่งเล่อขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้ว ก็เพิ่มเติมข้อกำหนดอีกสองสามข้อใน "หวงหมิงจู่ซวิ่น" ให้บรรดาศักดิ์ราชสกุลสืบทอดทางสายเลือด แต่ต้องลดระดับลงตามลำดับชั้นในแต่ละรุ่น ตัวเองเป็นลูกหลานของฉินอ๋อง ในตัวมีเลือดเนื้อขององค์ไท่จู่ แต่ทุกวันนี้กลับตกอับถึงขั้นต้องเอาชีวิตรอดด้วยเบี้ยหวัดอันน้อยนิด เกิดมาที่ฉางอาน หากราชสำนักไม่อนุญาต แล้วชาตินี้ก็ไม่ได้ออกจากฉางอานไปไหนเลย ชาตินี้ก็เป็นเหมือนคนพิการคนหนึ่ง มีความสามารถก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งมีความสามารถก็ยิ่งตายเร็ว ภายใต้ระบบ "ฟานจิ้น" ตัวเองเกิดมาก็เป็นเหมือนปรสิตในปากของพวกบัณฑิต ไม่ทำเกษตร ไม่ค้าขาย เกิดมาก็สักแต่กินรอวันตายปรสิตตัวหนึ่ง เดิมทีคิดว่าชาตินี้ก็คงเป็นเช่นนี้ ใครจะรู้ว่าเรื่องราวกลับมาพลิกผันในปีที่สิบแปดแห่งศักราชว่านลี่ ลูกหลานตระกูลจูสามารถเข้าร่วมสอบเคอจวี่ได้แล้ว ช่องทางนี้ในที่สุดก็เปิดออกแล้ว พยายามมาครึ่งชีวิตถึงได้เป็นนายอำเภอ คนนอกไม่รู้ว่าองค์ว่านซุ่ยปีว่านลี่ทำไมถึงทำเช่นนี้ แต่คนตระกูลจูเองรู้ดี พวกบัณฑิตมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อำนาจของพวกเขาก็มากขึ้นเรื่อยๆ องค์ว่านซุ่ยปีว่านลี่ท่านผู้เฒ่าอยู่ในหมู่ขุนนางก็ลำบากมากแล้ว หากไม่ส่งเสริมพวกพ้องตัวเองขึ้นมาในราชสำนักสักหน่อย ต่อไปอำนาจของบัณฑิตก็จะควบคุมไม่ได้แล้ว บัณฑิตทางใต้กล้าถึงขั้นไม่ยอมเสียภาษีแล้ว ต่อไปจะเป็นเช่นไร คิดแล้วก็ให้หนาวยะเยือก องค์ว่านซุ่ยปีว่านลี่ทำเช่นนี้แล้ว แต่ผลกลับน้อยนิด การออกข้อสอบอยู่ในมือขุนนางพวกนั้น การตรวจข้อสอบคัดเลือกคนก็อยู่ในมือคนพวกนั้น ลูกหลานตระกูลจูมีความสามารถก็สอบไม่ได้..... สิบกว่าปีผ่านไป นักอ่านที่เป็นลูกหลานตระกูลจูพอจะสอบเคอจวี่ได้แล้ว แต่ผู้สอบผ่านกลับมีน้อยแสนน้อย เป็นเพราะความรู้ตำราไม่ดีจริงหรือ? ลูกหลานตระกูลจูนับแสนคน กลับไม่มีแม้แต่ขุนนางขั้นห้าที่เข้าราชสำนักได้สักคน? นายอำเภอจูรู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น พวกเขาถือเอาคำสอนบรรพชน กดให้องค์ว่านซุ่ยปีว่านลี่เงยหน้าไม่ขึ้น คำสอนบรรพชน คำสอนบรรพชน..... หากองค์ไท่จู่ยังมีชีวิตอยู่ ให้พวกมันร้อยใจพันกล้าก็ไม่กล้า ตัวเองใช้กำลังทั้งหมด สบโอกาสที่ราชสำนักปราบกบฏปั๋วไป้ บัณฑิตผ่อนปรนข้อจำกัดของแคว้นฉางอาน ตนถึงได้ตำแหน่งนายอำเภอ ราคาคือที่ดินดีพันหมู่ ร่อยหรอจนเหลือไม่ถึงร้อยหมู่ นายอำเภอแม้จะดี ตำแหน่งก็สูง แต่ตัวเองก็ยังออกจากฉางอานไม่ได้ นายอำเภอจูรู้ว่าชาตินี้ของตัวก็ถึงทางตันแล้ว แต่เขาไม่ยอมจำนน ไม่ยอมให้สายเลือดของตนกลายเป็นคนธรรมดา ไม่ยอมให้ลูกหลานฉินอ๋องสูญหายไป ตัวเองคือลูกหลานของฉินอ๋อง ฉางอานนี้แต่เดิมก็คือของตน ดังนั้น เมื่อเห็นอวี๋ลิ่ง และรู้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กไร้รากฐานคนหนึ่ง ความคิดอันบ้าบิ่นก็ปุดขึ้นมาในหัวของนายอำเภอจู เขาจะเลียนแบบก๊กตงหลิน เขาจะส่งเสริมเด็กไร้รากฐานคนนี้ แล้วใช้พลังของตระกูลจูหลบอยู่เบื้องหลัง ให้เขาเข้าไปในราชสำนัก กลายเป็นร่มคุ้มกันสุดท้ายของสายเลือดตน สกุลหยู สกุลจู สองสกุลนี้ถ้าไม่ดิ้นรนต่อสู้ ก็จะถูกพวกบัณฑิตแทะเล็มจนเกลี้ยงแล้ว (หมายเหตุ: สกุลหยูคือสายเลือดของหยุหยง) ดังนั้น มีความคิด อายุยังน้อย ไร้รากฐาน แถมยังรู้จักโลกมนุษย์ อวี๋ลิ่งจึงถูกเขาหมายตาไว้ ให้ผู้ใหญ่สวามิภักดิ์ต่อคนคนหนึ่งนั้นยาก ควบคุมเด็กคนหนึ่ง ไม่ยาก เพียงควบคุมจิตใจก็พอ วิธีการแม้จะไร้ยางอายอยู่บ้าง แต่นายอำเภอจูคิดว่านี่ก็เป็นโชควาสนาของอวี๋ลิ่งเช่นกัน เมื่อมองดูจิ้งหรีดไต่ขึ้นบนหลังมือ นายอำเภอจูก็งึมงำว่า: "แมลงน้อยไร้สมองยังรู้เลยว่าใครดีกับมัน!" เมื่อมองจ้งหรีดไต่เข้าไปในน้ำเต้าแล้ว นายอำเภอจูก็ลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้าไปในเรือนหลังของจวน คนใช้เห็นนายมาแล้ว ก็รีบวิ่งมาต้อนรับ "ท่านนาย ให้หานางขับร้องหรือไม่?" "ไปตามหัวหน้าคณะหลิวมา" "ขอรับ!" หัวหน้าคณะหลิวเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง มีคณะงิ้วอยู่ในมือ เนื่องจากร้องเพลงเพราะ นายอำเภอจูจึงเลี้ยงคนพวกนี้ไว้ในจวน ขุนนางเลี้ยงคณะงิ้วหาใช่เพียงเพื่อฟังเพลง ฟังเพลงเป็นเพียงงานอดิเรกหนึ่ง หญิงจำนวนมากที่ไม่มีทางไปก็ถูกขายเข้าโรงงิ้ว ในโรงงิ้วก็ฝึกฝนการขับร้องฟ้อนรำ ดนตรีหมากล้อม คัดลายมือวาดภาพกับแม่เล้า หญิงเหล่านี้เรียกว่านางเอก เรียกอีกอย่างว่าม้าผอม(ซ่านหม่า) นี่แหละคือจุดประสงค์หลักของจวนขุนนางมากมายที่เลี้ยงคณะงิ้ว ขุนนางให้คณะงิ้วแก่กันและกันในสายตาคนนอกมองว่าเป็นรสนิยมอันงดงาม จะพูดตรงๆ ก็คือการค้าประเวณี "ท่านนาย!" นายอำเภอจูเหลือบมองหัวหน้าคณะหลิวที่ยังมีเสน่ห์เหลืออยู่ ยิ้มแล้วว่า: "คัดคนที่หัวไวสักคน ขยันๆ หน่อย ส่งไปที่คฤหาสน์หนานกงพรุ่งนี้!" หัวหน้าคณะหลิวชะงักไป พยักหน้าเล็กน้อย คฤหาสน์หนานกงอยู่ริมแม่น้ำเว่ยเหอทางเหนือ ใกล้อำเภออู่กง เจ้าของข้างในชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเรียกปราชญ์สันโดษหนานกง มาจากจิงเฉิง อำนาจใหญ่หลวงนัก ดูแลเหมืองแร่ทองคำเงินทองแดงทั้งหมดของหกแคว้นสามสิบเอ็ดอำเภอ ปกติว่างมาก ชอบวาดภาพ ชอบทำตำรา เรียกว่าปราชญ์สันโดษหนานกง "วัยสิบกว่าปีมีไหม!" หัวหน้าคณะหลิวชะงักอีกครั้ง วัยสิบกว่าปีมี แต่ตนเสียดาย สำหรับนางแล้ว พวกนี้คืออ่างทองคำของนาง พอถึงวันออกเรือน ก็มีค่าดั่งพันตำลึงทอง หัวหน้าคณะหลิวใจขมขื่น แต่มิอาจขัดขืนได้ จึงผงกศีรษะ: "บังเอิญมีอยู่คนหนึ่ง!" "ดนตรีหมากล้อมคัดลายมือวาดภาพเป็นอย่างไร?" "ยอดเยี่ยม!" "ชื่ออะไร?" "ฝางฝาง!" นายอำเภอจูเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเรียบๆว่า: "พรุ่งนี้ให้นางมาอยู่ข้างกายข้า วันไหว้พระจันทร์ข้าจะจัดงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศที่นี่ ข้าจะหาที่ทางดีๆ ให้นาง!" "เจ้าค่ะ!" หัวหน้าคณะหลิวไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ นายอำเภอทลายประตู ผู้ว่าการแคว้นกวาดล้างตระกูล อะไร "เจ็ดขั้นงาเล็ก" นายอำเภอคือผู้ปกครองสูงสุดของทั้งอำเภอ กุมอำนาจใหญ่ทั้งหมดในอำเภอ ในบทงิ้วก็ว่าไว้ไม่ใช่หรือ นายอำเภอก็คือ "เจ้าผู้ครองร้อยลี้" ตัวเองเป็นเพียงไพร่ต่ำต้อย อย่าว่าแต่ปฏิเสธเลย ในหน้าเขา แม้แต่สิทธิ์พูดเสียงดังก็ไม่มี อันที่จริงอวี๋ลิ่งหาใช่เพียงคนเดียวที่นายอำเภอจูหมายตา แต่เป็นคนที่อายุน้อยที่สุด หลายปีมานี้ เขาได้ส่งเสริมคนออกไปหลายคนแล้วอย่างเงียบๆ บางคนไปได้ถึงจิงเฉิงแล้ว แต่ความสามารถมีจำกัด ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าราชสำนัก จริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เริ่มจากนายอำเภอจู ในรุ่นพ่อก็เริ่มแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นแอบให้เงินทุนสนับสนุน เพราะตัวเองเป็นนายอำเภอ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย นายอำเภอจูกำลังจัดการเรื่องที่ตนคิดแผนไว้ ส่วนอวี๋ลิ่งกลับล้มไม่เป็นท่าที่หอนาฬิกา ไม่รู้ว่าใครชาติหมากัด งัดเอาอิฐปูพื้นไปก้อนหนึ่ง "ไหลฝู พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับแล้ว!" "อ้อ!" ท่านเศรษฐีอวี๋มองแสงวูบวาบที่ขอบฟ้า คาดว่าพายุใหญ่กำลังจะมา แม้ที่บ้านจะไม่มีธุระสำคัญอะไร แต่การไม่กลับบ้านเขารู้สึกไม่สบายใจ เมื่อมองหอนาฬิกาที่ถูกความมืดมิดกลืนหายไปข้างหลัง อวี๋ลิ่งก็ถอนหายใจเบาๆ เหยียบย่างค่ำคืน กลับไปที่โรงเตี๊ยม เพิ่งเข้าไปก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเสมียนเอ้ "ท่านอวี๋ ยินดีด้วย!" ใจอวี๋ลิ่งเต้นตึกตัก นึกประหลาดใจว่าตนเองก็มีความยินดี เสมียนเอ้ลุกขึ้นยืน มือไพล่หลัง มองอวี๋ลิ่งแล้วพูดช้าๆ ว่า: "นายอำเภอดูกระดาษคำตอบของเจ้าด้วยตัวเอง พึงพอใจนัก เลือกเจ้าเป็นผู้ชนะเลิศด้วยตัวเอง!" อวี๋ลิ่งได้ยินแล้ว ก็ค่อยๆ ยืดตัวตรง เดินไปตรงหน้าเสมียนเอ้ โค้งคำนับจรดพื้น การคารวะครั้งนี้ของอวี๋ลิ่งทำด้วยใจจริง เสมียนเอ้ได้ดึงเขาขึ้นมาจริงๆ เสมียนเอ้หัวเราะแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของท่าทีนี้ "ศิษย์สอบผ่านระดับต้นได้ง่าย แต่ศิษย์ระดับซิ่วฉายนั้นยาก หวังว่าเจ้าจะไม่หลงระเริง ขอให้เจ้าในปีหน้าสอบได้เป็นซิ่วฉาย หากตอนนั้นสอบได้ที่สูง เจ้าจะต้องมีชื่อเสียงก้องต้าหมิงแน่นอน!" "กระผมไม่มีวันลืมบุญคุณของอาจารย์!" เมื่อเห็นอวี๋ลิ่งรู้ความเช่นนี้ เสมียนเอ้ก็วางใจแล้ว ผู้รับรองคือตัวเอง ขอเพียงตัวเองไม่เกิดเรื่อง อวี๋ลิ่งต่อให้สอบซิ่วฉาย ผู้รับรองก็คือตัวเอง หากอวี๋ลิ่งสอบได้ที่สูง บุญคุณก็ยังคงอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ชั้นนี้ เลียนแบบขุนนางเจียงหนาน ตัวเองในอำเภอใช้กลอุบาย อำพรางปกปิดหน่อย บ้านตัวเองก็ยังผ่านพ้นไปอีกหลายสิบปีโดยไม่ต้องเสียภาษี เสมียนเอ้กล่าวลาแล้ว ก่อนจากไปได้ให้เงินท่านเศรษฐีอวี๋ห้าสิบตำลึงอย่างใจกว้าง ท่านเศรษฐีอวี๋ดีใจจนแทบจะตะโกนร้อง สิ่งที่เขาดีใจหาใช่เงิน แต่เป็นบุตรชายของตน ผู้ชนะเลิศ พระเจ้าช่วย ลูกชายของตัวกลายเป็นผู้ชนะเลิศ นี่เก่งกว่าบัณฑิตหวังเสียอีก ตอนนั้นเขาสอบเด็กได้อันดับสิบเจ็ด แค่นี้ยังต้องขบคิดอ่านครึ่งชีวิต ลูกชายของตัวเป็นผู้ชนะเลิศ เป็นที่หนึ่งนะ! บรรดานักเรียนในโรงเตี๊ยมก็ตื่นเต้นวิ่งออกมา จ้องมองอวี๋ลิ่งตาไม่กระพริบ ถึงแม้ในหมู่พวกเขาหลายคนจะเป็นซิ่วฉายแล้ว บางคนก็มาสอบซิ่วฉายครั้งนี้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วมาสอบเข้าระดับต้น คนเหล่านี้พูดได้ว่าล้วนเป็นนักอ่าน แต่ไม่มีใครเลยตอนสอบระดับต้นที่เป็นผู้ชนะเลิศ บัดนี้ผู้ชนะเลิศปรากฏแล้ว อยู่ตรงหน้า จะไม่มองได้อย่างไร ไม่นานนัก ทุกคนก็เริ่มแนะนำตัว อวี๋ลิ่งก็เริ่มต้นการเลี้ยงรับรองมโหฬารครั้งแรกในชีวิต พี่คนนี้ พี่คนนั้น สุดท้ายแล้ว อวี๋ลิ่งก็จำใครได้ไม่กี่คน จำได้แต่พี่โกว ก็คือผู้สอบคนนั้นที่อายุมากจนเป็นตาได้ แซ่โกว ชื่อโกวปู้เจี้ยว เมื่อวานนี้อวี๋ลิ่งกับคนเหล่านี้ยังอยู่คนละโลก เพียงเพราะสอบครั้งหนึ่ง อวี๋ลิ่งกับพวกเขาก็กลายเป็นคนในแวดวงเดียวกัน เมื่อวานอวี๋ลิ่งยังเป็นเกษตรกร เป็นครอบครัวทหาร อวี๋ลิ่งตอนนี้กลับกลายเป็นบัณฑิตแล้ว ชั่วขณะนี้ อวี๋ลิ่งมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อ "พูดคุยหยอกล้อมีแต่ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ไปมาหาสู่ไม่มีไพร่ต่ำต้อย" นี่มันช่างเป็นจริงจนเกินไป เป็นจริงจนเสียดแทงใจ สอบผ่านระดับต้น ก็หมายถึงสามารถบุกทะยานสู่เส้นทางราชการได้ ต่อให้ไม่บุก ก็เหนือกว่าผู้อื่นขั้นหนึ่งแล้ว ต้าหมิงนั้นใหญ่หลวง แคว้น จังหวัด อำเภอ ก็มากมาย ตำแหน่งที่มีขั้นในหน่วยงานเหล่านี้พูดได้ว่าเกือบทั้งหมดล้วนเป็นนักอ่าน สอบระดับต้น แม้เป็นแค่ธรณีประตู.... แต่สำหรับหลายคนก็คือฟ้า ศิษย์ที่สอบผ่านสามารถเป็นขุนนางขั้นเก้าตำแหน่งผู้ช่วยแคว้น สามารถเป็นขั้นเก้าดูแลการตรวจสอบและบัญชีในสำนักตรวจสอบของแคว้น สามารถเป็นเสมียนปกครองในแคว้นหนึ่ง.... ในอำเภอหนึ่งเป็นเสมียนอำเภอ นายทะเบียน.... แน่นอน นี่คือสามารถเป็นได้ แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องดูเส้นสาย ดูอำนาจตระกูลของเจ้า หากไม่มีสถานะนี้ ต่อให้เป็นได้.... ก็ไม่ถึงคิวของเจ้า อวี๋ลิ่งยุ่งจนตัวเป็นเกลียว และยังได้รับหนังสือจากหลายคนที่ส่งมา มีวรรณกรรมปราชญ์ มีพงศาวดาร มีนิยายตลาด แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงมิตรภาพผิวเผิน ผู้คนค่อยๆ สลายไป เจ้าของโรงเตี๊ยมก็มาสมทบด้วย เขาใจกว้างยกค่าห้องให้อวี๋ลิ่ง และเชิญชวนอย่างอบอุ่นว่าปีหน้าสอบขอให้อวี๋ลิ่งมาพักที่นี่อีก อวี๋ลิ่งพยักหน้ารับ เจ้าของโรงเตี๊ยมดีใจ เอาซุปแกะในอ่างน้ำมาให้อวี๋ลิ่ง หลังจากแสดงความยินดีกับอวี๋ลิ่งแล้ว เขาก็ดึงท่านเศรษฐีอวี๋หลบไปข้างหนึ่ง ยัดเยียดเงินให้ห้าตำลึง ตอนที่อวี๋ลิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลับถึงห้องนอนเตรียมจะกินให้อิ่มท้อง ประตูห้องก็ถูกเคาะดัง เปิดประตูดู เด็กหนุ่มอุ้มหมาตัวหนึ่งปรากฏที่ประตู "อวี๋อันดับหนึ่ง?" อวี๋ลิ่งปฏิเสธไม่หยุดปาก เจ้าเด็กนี่ยิ้ม แล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างกับเป็นคนคุ้นเคย เข้ามาแล้วสูดจมูกฟุดฟิด กลืนน้ำลาย แล้วหันไปสั่งว่า: "ไป! เอาซุปแกะในอ่างหนึ่งมาให้นายน้อยด้วย เพิ่มต้นหอม เพิ่มพริกไทย เพิ่มน้ำแกง อ้อ กระเทียมดองเอามาเยอะๆ แล้วเพิ่มเนื้อย่างให้อวี๋อันดับหนึ่งด้วย" "ได้เลย!" อวี๋ลิ่งยืนอ้าปากค้าง มองคุณชายช่างเจรจาคนนี้ กินเก่งขนาดนี้? หากเขาไม่บอก ตัวเองก็ลืมเรื่องกระเทียมดองไปเลย อวี๋ลิ่งไม่รู้จักเขา แต่รู้จักหมาในอ้อมแขนของเขา หมาตัวนั้นหน้ารั้วสนามสอบตอนเช้า หมาตัวนี้มีชื่อเล่นเหมือนกับตัวเอง เรียกว่าไหลฝู เด็กนี่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยวเฝย ผิวขาว รูปก็หล่อกว่าเสี่ยวเฝย นั่นหล่อคิ้วดาบตาดาวจริงๆ ที่คอยังแขวนหยกกรอบทองชิ้นใหญ่ไว้ ดูดีและมีเงิน "ข้าเรียกหรูร่าง ร่างที่แปลว่าถอย" "ข้าเรียกอวี๋ลิ่ง ลิ่งที่แปลว่าป้ายคำสั่ง!" หรูร่างหัวเราะ แล้วพูดตรงๆว่า: "เจ้าข้าอายุไล่เลี่ยกัน ในสนามสอบเจ้าเป็นเอกหนึ่ง ข้าเป็นเอกเจ็ด ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่น พรุ่งนี้อยากเชิญเจ้าไปเที่ยวบ้านข้า ได้หรือไม่?" กลัวอวี๋ลิ่งไม่ตกลง เขารีบว่า: "ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ มีแค่เราสองคน!" อวี๋ลิ่งคิดสักครู่ แล้วผงกศีรษะ: "ได้!" หรูร่างหัวเราะแล้ว: "ใจถึงดี!" อวี๋ลิ่งหัวเราะบ้าง แสร้งถามด้วยความประหลาดใจ: "พี่ร่าง หมาตัวนี้ดีจัง มีชื่อไหม" "มี!" "ชื่ออะไร?" "ไหลฝู!" อวี๋ลิ่งหันหลังไป กัดฟันแน่น ด่าตัวเองในใจอย่างแรง เขาถามเพราะเขาไม่เชื่อ ยังนึกหลอกตัวเองว่าตัวเองฟังผิด บัดนี้คำตอบช่างนองเลือดถึงเพียงนี้ "ปากเสีย อวี๋ลิ่งเจ้านี่ปากเสียจริงๆ ช่างก่อกรรมเวรใหญ่หลวงเสียจริง!"