# บทที่ 2 ค่าชาต่อจากนี้ข้าเป็นคนจ่าย
เมื่อคืนฝนตก กรุงปักกิ่งที่หม่นมัวไปด้วยฝุ่นละอองจึงมีโอกาสได้อาบน้ำชำระล้างเสียที อวี๋ลิ่งนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเสียงลาที่กัดฟันอยู่ในคอกม้า และก็ไม่ใช่เสียงฝนตกปรอยๆ แต่เป็นเพราะอวี๋ลิ่งไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อจากนี้ เขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร พี่เสี่ยวเหล่าหู่ไปแล้ว นายร้อยจิ่นอีเว่ยแซ่ถานคนนั้นให้ลูกน้องพาอวี๋ลิ่งกลับมาที่บ้าน เพิงหญ้าก็กลายเป็นที่พักพิงของอวี๋ลิ่ง แม้จะทรุดโทรม แต่ก็กันลมกันฝนได้ สภาพที่นี่ดีกว่าศาลเจ้าร้างมาก ที่เสี่ยวเหล่าหู่พูดไว้ไม่ผิดเลย สัตว์เลี้ยงในยามนี้ก็เทียบเท่าคนในบ้านคนหนึ่ง ในเพิงนี้ถูกเก็บกวาดจนสะอาดหมดจด อวี๋ลิ่งมองดูลาแล้วรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด อยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่ามีใครมาลูบคลำตอนกลางดึก ก่อนหน้านี้ที่ศาลเจ้าร้าง นอนกันเป็นกลุ่มใหญ่ บางครั้งมีคนนอนหลับไปตอนกลางดึก... กางเกงก็ถูกใครบางคนถอดออก ความเป็นมนุษย์นั้นไม่อาจเอ่ยถึง ไม่อาจศึกษา และไม่อาจทดสอบ กางเกงของเสี่ยวเหล่าหู่ถูกถอดไปแล้วถึงสี่ครั้ง พวกขอทานแก่ๆ นั้นไร้ซึ่งมารยาทและยางอายแล้ว ชีวิตของพวกเขาจบสิ้นแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่าเบื้องหน้าต่อไปนี้ตัวเองจะต้องเผชิญกับอะไร หลังเที่ยงคืนฝนหยุดตก อวี๋ลิ่งก็ทนไม่ไหวแล้ว สลบไสลหลับไป อาจเป็นเพราะเด็กน้อยน่าสงสารเกินไป เจ้าลาสัมผัสได้ถึงความขื่นขมและสิ้นหนทางของเขา มันจึงนอนลงข้างๆ อวี๋ลิ่ง ฟ้าสว่างแล้ว อวี๋ลิ่งยังคงนอนหลับอยู่ กรุงปักกิ่งก็ค่อยๆ ตื่นรู้ ผู้คนบนท้องถนนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในโรงน้ำชาก็ค่อยๆ มีแขกมาดื่มน้ำชายามเช้า ในโรงน้ำชา มีเสื่อกั้นเป็นห้องส่วนตัว ภายในห้องส่วนตัวนั้น นายร้อยถานแห่งจิ่นอีเว่ยที่อวี๋ลิ่งเคยพบเมื่อวานนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานหันหน้าเข้าประตู ด้านข้างของเขามีชายวัยกลางคนที่ยิ้มราวกับพระสังกัจจายน์นั่งอยู่ "ใต้เท้าถาน ตื่นเช้ามาดื่มชาซะขนาดนี้ ไม่เหมือนนิสัยท่านเลย ว่ามา มีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยอีก ต้องออกเงิน หรือออกแรง?" นายร้อยถานกวาดตามองชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม เขาจำรูปลักษณ์แต่ก่อนของเขาแทบไม่ได้ เวลาเพียงสั้นๆ สองปี เขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ย้อนคิดไปตอนที่เคยไปสังหารหลิวรู่กั๋วไอ้กบฏนั่น เขาก็ยังไม่ใช่สภาพนี้ (ps: ในปีที่สิบสี่แห่งรัชศกว่านลี่ของราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1586) หลิวรู่กั๋วซึ่งเป็นช่างฝีมือลุกฮือที่ตำบลฉีโจวและหวงโจว มณฑลหูกวง (ปัจจุบันคือฉีชุนและหวงกัง มณฑลหูเป่ย) จากการลุกฮือของเหมยถัง) เพราะถูกลูกเกาทัณฑ์ลอยบาดเจ็บ นิ้วโป้งของเขาถูกตัด จึงจับกระบี่ไม่อยู่ จึงต้องถอนตัวออกจากกองทัพ เมื่อคิดบัญชีความชอบจากศึก ได้แบ่งเงินมาจำนวนหนึ่ง เขาจึงกลายเป็นเหวียนไว่ แต่ตัวเองกลับรอดชีวิตมาถึงที่สุด ได้เป็นขุนนางขั้นหกคือไป่หู้ สหายที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา บัดนี้ห่างเหินกันราวฟ้ากับดิน และก็เพียงแค่สองปีเท่านั้น นายร้อยถานยิ้ม จิบน้ำชาคำหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา: "ข้ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ข้าดูแล้ว สอบสวนแล้ว ไม่มีพื้นเพ ไม่มีทะเบียนบ้าน ยังเด็กอยู่ เอาไหม?" ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินดังนั้นก็ชะงักหายใจ ไม่รู้เป็นเพราะตั้งแต่เป็นทหารมาเคยสังหารหัวหน้ากบฏมากเกินไปจนต้องชดใช้กรรม หรือเพราะชาติก่อนไม่เคยทำความดี ท่านเศรษฐีอวี๋จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีบุตรชาย เดิมคิดว่าหลังถอนตัวจากกองทัพแล้วจะบำรุงร่างให้ดีขึ้น ขยันอีกสักตั้งเผื่อจะมีลูกชายได้ ปรากฏว่าเมียของตนก็เป็นคนน่าสงสาร ยังไม่ทันได้เสวยสุข ก็ตายเพราะคลอดยาก ตายทั้งแม่ทั้งลูก ก่อนตายยังร้องไห้คร่ำครวญว่าขอโทษสกุลอวี๋ แต่งเข้าสกุลอวี๋มาตั้งครึ่งชีวิต ไม่สามารถทิ้งเชื้อสายไว้ให้ได้ ยามนี้ เหลือเพียงลูกสาวอายุสี่ขวบที่พึ่งพากันไปวันๆ ท่านเศรษฐีอวี๋เพียรพยายามหลังจากที่ภรรยาจากไป ไม่พยายามก็ไม่ได้ ในกองทัพบาดเจ็บมามากมาย ลูกสาวของตนก็เพิ่งสี่ขวบ ถ้าในบ้านไม่มีชายหนุ่มค้ำจุน หากตนจากไปอย่างกะทันหัน ตายก็คงไม่วายหลับตา ท่านเศรษฐีอวี๋กัดฟันแต่งงานใหม่กับภรรยาคนหนึ่ง ปรากฏว่าไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย ไหว้พระพุทธพระโพธิสัตว์แล้ว หาหมอเทวดามารักษาแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้ผล ลูกผู้ชายยามถึงจุดที่อับอายที่สุดในชีวิต ใจยังสู้แต่เรี่ยวแรงไม่พอ ชูขึ้นไม่ไหวแล้ว ท่านเศรษฐีอวี๋ในตอนนั้นก็ยอมรับชะตากรรม แต่แล้วโชคชะตากลับยิ่งเล่นตลก เคราะห์ร้ายก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมคนทุกข์ ภรรยาคนใหม่นั่นตั้งครรภ์ แต่ท่านเศรษฐีอวี๋ที่รู้ข่าวกลับไม่ดีใจเลย ตัวเองก็ใช้งานไม่ได้แล้ว เอาแต่ยุ่งอยู่กับร้านขายผ้าที่ซีอันฝู่และจิงเฉิง ไม่ได้อยู่บ้านหลายเดือน แล้วมันท้องได้อย่างไร? ระยะเวลามันไม่ตรงกันเลย หญิงไร้ยางอายนั่นยังพูดอีกว่าฝันว่ามีแสงสีทองพุ่งเข้าท้องนาง ท่านเศรษฐีอวี๋สังหารคนมานับไม่ถ้วน ที่ไหนจะเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ คว้ามีดมาถาม แผ่ไอสังหารที่สะสมมาจากสมรภูมิออกไป หญิงชั่วนั่นก็สารภาพหมด นางหวังในทรัพย์สมบัติของสกุลอวี๋ จึงคบชู้กับลูกพี่ลูกน้องชาย คิดการชั่วจะขโมยรังนกกางเขนมาเป็นรังของตนเอง รอให้ตัวเองตายไปแล้วค่อยยึดครองทรัพย์สมบัตินี้ วันนี้ น้องชายของตัวเองคิดจะหาลูกชายมาให้? ท่านเศรษฐีอวี๋ไม่รู้ว่าน้องชายของเขาล้อเล่น หรือว่าอยากให้เขามีทายาทจริงๆ "บอกราคามา!" นายร้อยถานยิ้มแล้วพูดเสียงเบา: "ถ้าเจ้าพอใจ ค่าชาเจ้าออก ถ้าเจ้าไม่พอใจ ค่าชาต่อจากนี้ไปข้าเป็นคนจ่าย เงื่อนไขนี้น่าดึงดูดใจไหม!" ท่านเศรษฐีอวี๋ตกใจ ค่าชาต่อจากนี้เขาจะเป็นคนจ่ายให้หมด นั่นต้องมั่นใจขนาดไหน นี่ไม่เหมือนคำพูดที่จิ่นอีเว่ยอย่างเขาจะพูดได้เลย เขาคนนี้ขี้งกจะตาย ท่านเศรษฐีอวี๋หรี่ตายิ้มพูดว่า: "มั่นใจขนาดนี้เชียว?" นายร้อยถานนึกถึงเด็กหนุ่มที่เจอเมื่อวาน ก็ยังคงลืมดวงตาคู่สุกใสนั่นไม่ลง หลายปีที่ผ่านมาเดินทางไปทั่วเหนือใต้ ก็นับว่าเคยพบผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วน พูดตามตรง ไม่เคยเห็นใครมีชีวิตชีวาไปกว่าเด็กหนุ่มเมื่อวานอีกแล้ว "ไปดูหน่อยไหม?" "ไปสิ ถึงดูแล้วไม่ถูกใจก็ไม่เป็นไร ร้านของเจ้ากำลังขาดลูกจ้าง เด็คนั่นเจ้ารับไป สอนสักสามห้าปี เก่งแน่!" พูดไปก็ยกถ้วยชาขึ้น กล่าวเป็นนัยว่า: "ก็แค่อายุมากกว่าเมิ่นเมิ่นไม่กี่ปี เลี้ยงให้โตขึ้นมาก็นับว่าเป็นคนที่รู้จักหัวนอนปลายเท้าดี ลูกเขยก็คือลูก วันหน้าเมิ่นเมิ่นก็จะมีคนคอยช่วยดูแลไม่ใช่หรือ?" ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้มเผล่: "โอ๊ะ ท่านพูดมาแบบนี้ข้าใจคันยิกๆ เลย!" นายร้อยถานยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เดินไปพลางพูดไปพลาง: "ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเพิ่งไปรับลูกจากตระกูลมาเลี้ยง เด็กหนุ่มที่ข้าว่าข้าเองก็อยากเลี้ยง" "คุณชายใหญ่เป็นไงบ้าง?" พอเอ่ยถึงลูกของตัวเองนายร้อยถานก็กลุ้มใจ สภาพของเขาก็คล้ายกับท่านเศรษฐีอวี๋ คือในบ้านไม่มีบุตรชาย แต่เขาดีกว่าท่านเศรษฐีอวี๋อยู่หน่อย เขายังสามารถไปรับเด็กจากตระกูลเดียวกันมาเลี้ยงได้ ((ps: สาเหตุหลักของการหนักชายเบาหญิงคือแรงงาน ซึ่งเป็นความจำเป็นของเกษตรกรรมดั้งเดิม รองลงมาคือเหตุผลเรื่องสายเลือดตระกูลอื่นๆ อีกมาก)) ถิ่นฐานเดิมของท่านเศรษฐีอวี๋อยู่ที่ซีอันฝู่ เป็นชาวฉินเก่าแก่ ด้วยความชอบรบราฆ่าฟันจึงกลายเป็นแหล่งผลิตทหาร มีครัวเรือนทหารมาก ตอนรบกับเยี่ยจงหลิวและเติ้งเม่าเชี่ยก็ตายไปชุดหนึ่ง ตอนรบกับหลิวรู่กั๋วก็ตายอีกชุดหนึ่ง คนสองรุ่นตายเกือบหมดแล้ว! หนุ่มฉกรรจ์ในตระกูลรบกันจนหมดสิ้นแล้ว เอาตัวเองยังแทบไม่รอด แล้วที่ไหนจะมีเด็กมาให้เลี้ยง ในต้าหมิง เมื่อเป็นครัวเรือนทหารแล้ว ชั่วกัปชั่วกัลป์ก็เปลี่ยนไม่ได้ ลูกหลานต้องเข้ารับราชการทหาร เข้ากองประจำการ พ่อตายลูกชายก็ต้องขึ้นมา ไม่มีลูกชายหลานชายก็ต้องขึ้นมา ที่ท่านเศรษฐีอวี๋สามารถหลุดออกมาได้ ก็สุดแล้วแต่ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันไม่สนใจกิจการบ้านเมือง ระบบครัวเรือนทหารเสื่อมโทรม เขาใช้เงินเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นตายในสนามรบ (ps: ในสมัยราชวงศ์หมิง ครัวเรือนที่มีทะเบียนทหาร ต้องเป็นถึงปิงปู้ซั่งซูเท่านั้นจึงจะถอนทะเบียนได้ เพราะฉะนั้นเมื่อกลายเป็นครัวเรือนทหาร แทบไม่มีทางหลุดพ้น) ที่ท่านเศรษฐีอวี๋หลุดออกมาได้ก็สุดแล้วแต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่สนใจอะไรเลย เอาแต่หาเงิน ท่านเศรษฐีอวี๋จึงสามารถหลุดรอดออกมาได้ นายร้อยถานถอนหายใจ สะบัดมือพูดว่า: "อย่าพูดถึงเลย เมื่อวานซืนแอบขโมยป้ายหยกของข้าไปกินฟรีที่เยียนฮวาหูท่ง พอออกมาป้ายหยกก็ถูกใครฉกไปเสียแล้ว เมื่อคืนเพิ่งจะจัดการหวดเสร็จ!" เห็นนายร้อยถานหน้าตาไม่พอใจ ไม่อยากพูดต่อ ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ไม่ซักถามอีก ยามนี้อวี๋ลิ่งตื่นแล้ว นิสัยที่เดิมไม่เคยปล่อยไปตามบุญตามกรรม ในช่วงสามปีนี้ก็กลับกลายเป็นปล่อยไปตามบุญตามกรรม ยังไงก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ใช่หรือ? "พี่ลา ขอยืมรางน้ำล้างหน้าหน่อย" ล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ แล้ว อวี๋ลิ่งรู้สึกโล่งขึ้นมาก เห็นพี่ลาไม่ยอมเงยหน้ากินฟาง อวี๋ลิ่งยื่นหน้าเข้าไปดู "กินดีนี่ มีถั่วดำด้วย!" "ข้าว่าเจ้าควรจะกินบะหมี่นะ" อวี๋ลิ่งนั่งบนรางหินพลางหยิบถั่วดำในรางหินไปด้วย ยื่นมือไปเกาแก้คันให้พี่ลาไปด้วย พี่ลาใจกว้างมาก เห็นอวี๋ลิ่งไม่ได้กินฟางของมัน ก็ใจกว้างปล่อยให้อวี๋ลิ่งเก็บกินถั่วดำ ถั่วดำอวี๋ลิ่งไม่กล้ากินมาก ไม่ใช่กลัวตด แต่กลัวจะทำให้ท้องเสีย แล้วถั่วดำแค่นี้ก็กินไม่อิ่มหรอก แค่แก้หิวกระหายไปเท่านั้น อวี๋ลิ่งเริ่มหิวจริงๆ แล้ว ขณะที่อวี๋ลิ่งกำลังคิดว่าขังตัวเองไว้แบบนี้จะทำอะไร ประตูก็เปิดออก..... คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา คนอ้วนคนหนึ่ง จิ่นอีเว่ยอีกสองคน อวี๋ลิ่งกระโดดลงมาจากรางหิน ยืนอย่างเรียบร้อย แอบเก็บถั่วดำในอุ้งมือกลับคืนรางหิน ท่านเศรษฐีอวี๋ได้พบกับเด็กหนุ่มที่น้องชายตัวเองพูดถึงในที่สุด พูดตามตรง แค่แรกเห็นเขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่เลวเลย เจอคนแปลกหน้าไม่ลนลาน ดวงตามีประกาย! นายร้อยถานตบไหล่เพื่อนรัก ยิ้มแล้วพูดว่า: "เป็นไง?" ท่านเศรษฐีอวี๋พยักหน้า: "ก็ไม่เลว แต่มองดูไม่เหมือนขอทาน แล้วก็ไม่เหมือนขโมย! เหมือนเด็กออกมาจากจวนใหญ่บ้านไหนมากกว่า ฮึ ไม่ใช่พวกค้าลักเด็กหรอกนะ!" นายร้อยถานตบกระบี่ซิ่วชุนที่บั้นเอว: "ข้าจะทำร้ายเจ้าได้ยังไง? ข้าถามมาแล้ว เด็กหนุ่มนี่อยู่ในจิงเฉิงมาสามสี่ปีแล้ว ถ้าออกมาจากจวนใหญ่จริงๆ เขาจะไม่ตามหา?" ท่านเศรษฐีอวี๋ใจสั่นไหวแล้ว เขาไม่ใช่ไม่เคยอยากจะเลี้ยงเด็กสักคน แต่พวกที่เสียบป้ายขายตัวเองอยู่ใต้กำแพงเมือง ไม่มีใครถูกใจเลยสักคน สูดหายใจลึก: "เด็กจำความได้แล้ว กลัวเลี้ยงไม่เชื่องนะ!" นายร้อยถานมองท่านเศรษฐีอวี๋แล้วหัวเราะเยาะ: "คิดมากอีกแล้วใช่ไหม? ใจคนมันก็คือเนื้อหนัง เจ้าดีกับเขา เขาจะไม่รู้ถึงความดีของเจ้าได้ยังไง? บางคนเลี้ยงทาสอมตะยังซื่อสัตย์ภักดีเลย เด็กห้าหกขวบเจ้ากลัวเลี้ยงไม่เชื่อง?" "อีกอย่าง ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าต้องเลี้ยงเป็นลูกชาย นี่ต้องดูที่เจ้า ถึงเป็นลูกไม่ได้ แต่ก็ให้เมิ่นเมิ่นมีคนใช้อยู่ใกล้ๆ สักคนหนึ่งไม่ดีหรือ?" ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินก็ยิ้ม เขาถูกตาอวี๋ลิ่งตั้งแต่แรกเห็น เด็กคนนี้ดูแก่แดด ในตัวมีจิตวิญญาณที่ทำให้ตาพร่าพราย "ตกลง เลี้ยงแล้ว!" ในแววตาไม่เข้าใจของอวี๋ลิ่ง คนอ้วนท้วนคนนั้นเดินตรงมาหาเขา เห็นเขายื่นมือมา อวี๋ลิ่งก็ผงะตัวถอยไปโดยสัญชาตญาณ "เด็กน้อย อย่ากลัว ข้าช่วยเจ้าเอาเศษหญ้าบนหัวออก ดูสิ..." ท่านเศรษฐีอวี๋แบมือออก เผยให้เห็นหญ้าแห้งท่อนหนึ่ง เมื่อมองดูเศษหญ้าในมือของท่านลุงท้วมตรงหน้า แววตาหวาดระแวงในตาอวี๋ลิ่งก็ค่อยๆ จางหายไป นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาสัมผัสถึงความหวังดีจากคนแปลกหน้า สามปีมานี้ อวี๋ลิ่งรู้สึกละครในภายภาคหลอกลวงเขา อะไรที่บอกว่าหิวอยู่พอดีก็มีหญิงงามยื่นซาลาเปาขาวนุ่มนิ่มให้ เหลวไหล ที่ไหนมีซาลาเปาขาวนุ่มนิ่ม ที่ไหนมีหญิงงาม ตอนที่อวี๋ลิ่งหิวจนทนไม่ไหวก็ไปที่วัด บางครั้งจะได้อาหารบ้างเล็กน้อย แต่คนเยอะชะมัด พระที่คุมระเบียบก็ตีคนเจ็บชะมัด "เด็กน้อย ไป กลับบ้านกับข้า!" "บ้าน?" "ใช่ ต่อไปนี้เจ้าก็มีบ้านแล้ว!" มองดูมือที่อ้วนท้วนมีเพียงสี่นิ้ว อวี๋ลิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นมือออกไป สภาพแบบนี้แล้วยังจะกลัวผีอะไรอีก กลัวโดนเชือดไตหรือ? ท่านเศรษฐีอวี๋จูงมืออวี๋ลิ่ง เดินไปถึงประตูก็หันหลังกลับมาทันที: "ค่าชาต่อจากนี้ไปข้าเป็นคนจ่าย!" "ได้!"