หมิงงงงง

0003 - บทที่ 3 พี่ชาย เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา

8 นาที· 1.8K คำ

# บทที่ 3 พี่ชาย เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา

“ข้าแซ่อวี๋ ชื่อเหลียง เจ้าจะเรียกข้าว่าอาลุงอวี๋ หรือท่านอวี๋ก็ได้!” “ท่านอา สวัสดีขอรับ!” ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินก็หัวเราะ เขาเป็นพวกมือสังหารที่ลงมาจากกองทัพ ด้วยนิสัยแล้ว ที่เขาเกลียดที่สุดก็คือความอึกอักลังเล ทำเรื่อง ทำคน ก็เหมือนกันหมด ความใจกล้าของอวี๋ลิ่งทำให้เขารู้สึกถูกชะตา “หิวไหม?” “หิว!” ท่านเศรษฐีอวี๋พยักหน้า เขาดูออกว่าเด็กคนนี้หิวข้าว ตอนที่เข้ามาในบ้านเมื่อครู่ เขาเห็นเด็กคนนี้กำลังเก็บเมล็ดถั่วดำในรางหินกินอยู่ อ้อมไปทางหนึ่ง ในมืออวี๋ลิ่งก็มีหมั่นโถวเกลียวเพิ่มมาสองก้อน นั่งลงบนม้านั่งที่พ่อค้าหาบเร่ตั้งไว้ อวี๋ลิ่งก็เริ่มมื้อเช้ามื้อแรกในแผ่นดินต้าหมิง หมั่นโถวเกลียว ซุปถั่ว แล้วก็เต้าหู้นิ่มอีกหนึ่งถ้วย มองดูของกินพวกนี้ อวี๋ลิ่งก็นึกถึงเสี่ยวเหล่าหู่ขึ้นมา ฟังเขาว่า จักรพรรดิไท่จู่จูหยวนจางโปรดกินเต้าหู้ จักรพรรดิเฉิงจู่จูตี้โปรดกินกิมจิ จักรพรรดิหลงชิ่งจูไจ้จี้โปรดกินไส้ลา เสี่ยวเหล่าหู่บอกว่า ต่อไปถ้าเขามีเงินแล้วจะกินขนมเนื้อห่านให้ทุกมื้อ ขนมเนื้อห่านคืออะไร อวี๋ลิ่งไม่รู้ และก็ไม่เคยกิน แต่การที่ทำให้พี่เสือเฝ้าคิดถึงไม่เลิกราได้ คงจะเป็นอาหารที่อร่อยมาก ๆ การนั่งกินข้าวเป็นครั้งแรก อวี๋ลิ่งยังไม่ค่อยคุ้นเคย เมื่อก่อนล้วนแต่กินในท่านั่งยอง ๆ เวลากินยังต้องระวังหน่อย เผลอแป๊บเดียวก็ถูกแย่งไปเสียแล้ว ตอนนี้... ตอนนี้นั่งอยู่อย่างมั่นคงนี่ อวี๋ลิ่งอดไม่ได้ที่จะขยับตัวไปมา เพราะไม่คุ้นเคย อวี๋ลิ่งจึงกินอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้ลิ้มรสว่ามีรสชาติเป็นเช่นไร ท่านเศรษฐีอวี๋มองดูท่าทางระแวดระวังไม่เป็นสุขของอวี๋ลิ่ง แม้ว่าเด็กคนนี้จะเก็บซ่อนได้ดี แต่เขาก็ดูออก เด็กคนนี้ประหม่ามาก ท่านเศรษฐีอวี๋แสร้งทำเป็นเรียบเฉย พูดเสียงเบาว่า “ไม่ใช่ข้าไม่อยากซื้อให้ แต่ว่าข้างนอกไม่สะอาด เดี๋ยวกลับไปอาบน้ำ ตอนเที่ยงกินที่บ้าน ดีกว่าข้างนอกเยอะ!” ท่านอวี๋แสดงความหวังดีออกมาอีกครั้ง ความหวังดีจาง ๆ ทำให้อวี๋ลิ่งวางตัวไม่ถูก ได้แต่ส่งเสียง ‘อืม’ เบา ๆ ทว่าประโยคที่ว่าข้างนอกไม่สะอาดของท่านอวี๋นั้น ก็ไปสะกิดความทรงจำเลวร้ายบางอย่างของอวี๋ลิ่งขึ้นมาทันที คำพูดของท่านอวี๋ไม่ผิด จิงเฉิงสกปรกจริง ๆ ถนนหนทางล้วนเป็นทางดิน วันที่แดดจ้าฝุ่นก็ตลบฟุ้ง พอเจอวันฝนตกก็เฉอะแฉะเป็นโคลนตม ถ้าแค่นี้ก็แล้วไป นี่ยังพอทนได้ ปัญหาคือมันยังจะซ้ำเติมให้แย่เข้าไปอีก! คนที่ถ่ายทุกข์ตามที่สาธารณะมีมากเกินไป มี 'ขี้' มากเกินไป หลังฝนตก ถนนเฉอะแฉะด้วยโคลน ขี้ที่มีสีสันชัดเจนไหลไปตามกระแสน้ำ กระเพื่อมอยู่ในบ่อน้ำขัง เวลารถม้าแล่นผ่านมาไว ๆ ต้องรีบปิดปากทันที ไม่งั้นก็ได้กินขี้แน่ หลังฟ้ามืดแล้ว ซอกซอยก็อย่าเข้าไป อวี๋ลิ่งที่ใส่รองเท้าฟางเดินเข้าไปครั้งหนึ่ง เผลอไปเหยียบขี้เข้า ขี้มันซอกซอนไปตามร่องรองเท้าฟางขึ้นมาเต็มฝ่าเท้าในพริบตา แล้วก็ซอกซอนเข้าไปในซอกนิ้วเท้า... สัมผัสเย็นเยียบนั้น ถึงตอนนี้อวี๋ลิ่งคิดขึ้นมาในหัวก็ยังหวาดกลัว นี่มันจิงเฉิงนะ จิงเฉิงแห่งต้าหมิงที่มีขุนนางใหญ่น้อยพักอาศัยอยู่มากมาย ยังมีสถานที่ที่เรียกกันว่า 'ฝูงนกร้อยตัวห้อมล้อมหงส์' ที่แห่งนั้น ต่อให้เป็นเทพไป ก็ต้องเสียน้ำตาให้ พอถึงหน้าร้อน ก็แสบตาจริง ๆ มิน่าถึงต้องพรมน้ำทำความสะอาดถนน เอากระดาษรองพื้น อวี๋ลิ่งไม่มีเวลามาฟูมฟาย ฟ้าดินจะกว้างใหญ่แค่ไหน ก็สู้การอิ่มท้องไม่ได้ ต่อให้ท่านอวี๋คนนี้จะมีแผนร้ายกับตน ตนเองก็ต้องกินข้าวให้อิ่มก่อน ความรู้สึกหิวโหยมันทรมานเกินไป ภายใต้การบีบคั้นของความหิวโหย คนก็คือสัตว์ป่า ล้วนเป็นสัญชาตญาณดิบ เพื่ออาหารสักคำ จะทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็ได้ เลียริมฝีปาก อวี๋ลิ่งก็พบว่าตนเองยังไม่อิ่มเลย แต่ในท้องพอมีอะไรบ้าง สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นเยอะในพริบตา อวี๋ลิ่งเริ่มครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น พลางคิด พลางจดจำเส้นทางที่คุ้นเคยเสียจนจำขึ้นใจ อาจจะกลัวว่าเขาจะวิ่งหนี กินข้าวเสร็จแล้วท่านเศรษฐีอวี๋ก็จูงมือเขาอีกครั้ง แต่ไม่ได้ออกแรง แค่กำเบา ๆ ไว้ มองดูมือขาวนุ่มของท่านเศรษฐี อวี๋ลิ่งก็รู้สึกละอายใจ มือตนเองเหมือนตีนไก่ เดินผ่านมาสามถนน ท่านอวี๋ก็หยุดลงที่หน้าจวนแห่งหนึ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทางประตูข้างมีหัวโผล่ออกมาครึ่งหัว ชั่วอึดใจต่อมาประตูใหญ่ก็เปิดออก ประตูปิดลง ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ปล่อยมือของอวี๋ลิ่ง เอ่ยแนะนำด้วยตนเองว่า “นี่คนเฝ้าประตู ท่านจาง!” “ท่านจาง สวัสดีขอรับ!” “อืม~” ผ่านฉากกำแพงเข้าไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือเรือนสี่ประสาน เป็นเรือนสี่ประสานที่ใหญ่มาก ในลานบ้านมีต้นพุทราต้นหนึ่งใหญ่ กิ่งก้านสาขาของต้นพุทราที่แผ่ออกมานั้นมีชิงช้าผูกห้อยอยู่ มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งโดดลงมาจากชิงช้า อวี๋ลิ่งรู้ว่าเด็กหญิงคนนั้นชำเลืองมองดูเขาครั้งหนึ่ง อาจเป็นเพราะในบ้านมีคนแปลกหน้ามา เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จึงวิ่งไปอย่างรวดเร็ว วิ่งเข้าหาท่านอวี๋ที่ย่อตัวลงไปรับ กระโจนเข้าใส่ในอ้อมกอดของเขา ซบศีรษะลงในซอกคอ “พ่อ!” เสียงร้องเรียกหวานหูนุ่มนวลฟังรื่นหู เคหสถานอันเงียบสงบพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในเสียงร้องเรียกนี้ มีความเป็นผู้คน มีรสชาติบางอย่างที่มิอาจเอ่ยได้ ท่านเศรษฐีอวี๋หันมามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง พูดเสียงเบาว่า “เมิ่นเมิ่น เจ้าไม่ใช่ว่าอยากได้พี่ชายหรือ คนนี้มาเป็นพี่ชายเจ้า ดีไหม?” อวี๋ลิ่งพบว่าเด็กหญิงคนนั้นมองเขาอีกครั้ง แล้วแสยะยิ้ม “ดี!” ท่านเศรษฐีอวี๋ชะงักไป เขารู้จักลูกสาวของตนดีกว่าใคร ๆ ตั้งแต่แม่ของนางจากไป นิสัยก็กลายเป็นเงียบขรึม ไม่พูดไม่จา ไม่ชอบพูด เจอคนก็หลบ ท่านเศรษฐีอวี๋รู้ดีว่า ลูกสาวถูกเสียงร้องครวญครางยามเจ็บท้องคลอดของแม่นางทำให้ตกใจกลัว จนจิตใจบกพร่อง วัยนี้เป็นวัยที่เด็กซนมากที่สุด แต่เมิ่นเมิ่นกลับเงียบจนน่าเป็นห่วง “เจ้ารู้ไหมว่าพี่ชายคืออะไร?” “รู้ ซื่อฮวาฮวาก็มีพี่ชาย เจ้าแกะดำน้อยก็มีพี่ชาย พี่ชายก็คือพี่ชายใหญ่ เป็นคนที่คอยปกป้องน้องสาว เขาก็คือพี่ชายของข้า!” ท่านเศรษฐีอวี๋นิ่งตะลึงไป... ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นประโยคที่ต่อเนื่องกันยาวที่สุดที่เด็กคนนี้พูด ปกติแล้วล้วนเป็น ค่ะ ทราบแล้ว อืม... เห็นพ่อของตนไม่เชื่อ เมิ่นเมิ่นก็พูดต่อว่า “พ่อ ท่านลืมแล้วหรือ ข้าล้วนบอกท่านแล้ว ก่อนหน้านี้ข้ากับพี่ชายยืนอยู่ในที่สูงมาก สูงมาก มีคนตัวเล็ก ๆ มากมายอยู่รอบข้าง มีคนตัวใหญ่ ๆ มากมายอยู่ข้างล่าง...” “ข้ากับพี่ชายตามหาพ่อด้วยกัน หาแล้วหาเล่า หาอยู่นานมาก... ถามคนไปมากมาย พวกเขาก็ไม่เอาข้ากับพี่ชาย พี่ชายบอกว่าเขาจะลงไปก่อน พอหาเจอแล้วจะมาเรียกข้า” เมิ่นเมิ่นที่อยู่ในอ้อมกอดพูดไปพูดมาร่างกายก็พลันสั่นขึ้น พูดอย่างขาด ๆ หาย ๆ ว่า “แต่พี่ชายไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ข้ากลัวอยู่คนเดียว ก็เลยกระโดดลงไป ลืมตาขึ้นมาก็เห็นพ่อ แต่น่าเสียดายที่พี่ชายหายไป...” ท่านเศรษฐีอวี๋ฟังแล้วรู้สึกขนหัวลุกไปทั่วร่าง เนื้อตัวก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ ตั้งแต่ลูกสาวพูดเป็น เธอก็มักจะพูดเรื่องพวกนี้อยู่บ่อย ๆ อย่างขาด ๆ หาย ๆ มองดูฟ้า บอกว่าเธอกับพี่ชายเคยอยู่ข้างบน ข้างบนยังมีคนตัวเล็ก ๆ คล้ายกับเธออีกมากมาย พวกเขาล้วนอยู่ตัวคนเดียว ล้วนไม่มีพี่ชาย มีแค่เธอคนเดียวที่มีพี่ชาย หมอตำแยบอกว่า อาการแบบนี้ในเด็กนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะชาติที่แล้วยังลืมไม่หมด รอกินข้าวธัญพืชห้าอย่าง กระหม่อมตรงคิ้วปิดแล้ว ก็จะดีเอง เป็นเด็กมีญาณปัญญาติดตัวมา ต่อไปเป็นคนมีวาสนาเชียวนะ! พูดไปเมิ่นเมิ่นก็เงยศีรษะขึ้นมาทันที ใช้นิ้วชี้ไปทางอวี๋ลิ่งพลางพูดเสียงดังว่า “เขาก็คือพี่ชายของข้า พี่ชายของข้ามาตามหาข้าแล้ว พ่อ พี่ชายมาตามหาข้าแล้ว!” ท่านเศรษฐีอวี๋ฟังแล้วก็รู้สึกได้แต่เพียงเย็นวาบไปทั้งร่าง คำพูดเหล่านี้เขาสาบานได้ว่าไม่เคยสอนเด็กเลย ก่อนหน้านี้ก็จะมีพึมพำเล็กน้อยอยู่บ้าง นึกว่าเป็นอย่างที่หมอตำแยบอก กินข้าวธัญพืชห้าอย่างแล้วก็จะดีขึ้น ไม่คิดว่าวันนี้... เคยได้ยินมาว่าพระชั้นผู้ใหญ่สามารถจดจำการบำเพ็ญในชาติก่อนได้ ตอนนั้นฟังแล้วก็แค่คิดว่าเป็นเรื่องตลก ไม่คิดว่าวันนี้ หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็นพรหมลิขิตกันแน่นะ? “เด็กน้อย เจ้ามีชื่อหรือไม่?” “มี!” “ชื่ออะไร?” “อวี๋ลิ่ง!” ท่านเศรษฐีอวี๋สูดหายใจเย็นเฮือก รีบพูดว่า “เด็กน้อย แล้ววันเดือนปีเกิดของเจ้าล่ะ?” อวี๋ลิ่งเกาศีรษะ คนแรกที่เขาพบที่นี่ก็คือเสี่ยวเหล่าหู่ ถูกเสี่ยวเหล่าหู่โอบกอดปกป้อง เสี่ยวเหล่าหู่พาเขาไปบ่อนพนัน ไปเป็นนักล้วงกระเป๋าด้วยกัน ความทรงจำก่อนหน้านั้นว่างเปล่า วันเดือนปีเกิดนั้นย่อมเป็นวันเกิดของชาติก่อน “ปีไหนเกิดจำไม่ได้ จำได้เพียงว่าวันเกิดคือวันที่ยี่สิบแปด เดือนสองของทุกปี” สีหน้าท่านเศรษฐีอวี๋เปลี่ยนไปอย่างมาก วันเกิดของเด็กคนนี้ดันตรงกับวันเกิดของเมิ่นเมิ่นลูกสาว พอคิดถึงที่ลูกสาวบอกว่าพี่ชายไปก่อนแล้ว หัวใจของท่านเศรษฐีอวี๋ก็สั่นคลอน เมิ่นเมิ่นไถลตัวลงจากท่านเศรษฐีอวี๋ เดินตรงไปยังตรงหน้าอวี๋ลิ่ง มองอวี๋ลิ่งอย่างจริงจัง เมื่อประสานสายตากัน เด็กน้อยก็ยิ้มออกมา “พี่ชาย เจ้ามาหาข้าจนเจอแล้ว อุ้มหน่อย~~~” อวี๋ลิ่งไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเด็กหญิงกางแขนออกมา อวี๋ลิ่งก็ดึงเสื้อผ้าบนตัวอย่างเก้อเขิน ตบบ้อง ๆ อย่างแรง “ตัวข้าสกปรก!” แม้ปากจะพูดอย่างนั้น อวี๋ลิ่งก็ยังย่อตัวลง เด็กหญิงพุ่งเข้ามา โอบคออวี๋ลิ่งไว้ หัวเราะอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะก้องสะท้อนไปทั่วลานบ้าน “พี่ชาย หลังจากที่เจ้ากระโดดลงไปจากตรงนั้นแล้วไปไหนมา?”

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้