# บทที่ 11 บุคคลในตำนาน
"พี่ลิ่ง มันกลัวแล้ว!" "เจ้ารู้ได้ยังไง!" "หลังมันงอแล้ว เหงื่อก็แตก!" เสี่ยวเฝยที่ผ่านเรื่องเลวร้ายในโลกมนุษย์มากับตัว ย่อมอ่อนไหวกว่าเด็กทั่วไป เพราะมีปมด้อยจึงอ่อนไหว เขาจะใส่ใจทุกข์สุขของทุกคนรอบข้างมาก อวี๋ลิ่งได้ยินก็ยิ้ม เพราะเขาก็สังเกตเห็นว่าเถ้าแก่จางมีท่าทางไม่เป็นธรรมชาติหลังจากเห็นกระดาษแผ่นนั้น อันที่จริงเรื่องพวกนี้อวี๋ลิ่งเข้าใจดี ไม่มีใครไม่ชอบเงิน วิธีทำบัญชีของเถ้าแก่จางละเอียดมาก แบ่งเงินห้าสิบกว่าตำลึงนี้ออกเป็นส่วนย่อยๆ หลายส่วน ย้ายไปแทรกในบัญชีอื่น ดังนั้น แต่ละบัญชีก็จะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ในหนึ่งปีมีบัญชีมากมาย สะสมไปเรื่อยๆ ก็ตบตาผ่านไปได้ง่ายๆ อวี๋ลิ่งยังได้ยินมาว่า จริงๆ แล้วเสมียนบัญชีทุกคนก็ยักยอกกันทั้งนั้นนิดหน่อย ตราบใดที่ไม่ใช่จำนวนมหาศาล นายจ้างก็จะทำเป็นหลับหูหลับตา สะดวกแก่การถือไพ่เหนือกว่า อวี๋ลิ่งก็ไม่ได้คิดจะขยายเรื่องให้ใหญ่โต ในเมื่อเถ้าแก่คือจางโหย่วเหวย ก็ต้องเป็นแผนการของท่านอา ต่อให้ตอนนี้ฐานะพ่อค้าจะสูงขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่เป็นที่ต้อนรับ ท่านเศรษฐีอวี๋คงไม่โง่ลดตัวลงไปเอง ดังนั้น เถ้าแก่จางก็คืออีกตัวตนหนึ่งของที่บ้าน (ป.ล. ต้นราชวงศ์หมิงฐานะพ่อค้าต่ำที่สุด ถึงช่วงกลางและปลายถึงได้เลื่อนขึ้น สามารถใช้เงินซื้อตำแหน่งขุนนางได้ ข้าคิดว่าราชสำนักไม่มีเงินแล้ว เป็นวิธีหาเงินวิธีหนึ่ง) แต่อวี๋ลิ่งกลับยืนกรานโดยตลอดว่า นี่คือของของเมิ่นเมิ่น ปกติจะฉกฉวยเศษสตางค์เล็กน้อยก็ช่างเถอะ แต่นี่ห้าสิบกว่าตำลึงไม่ใช่น้อย ในเมื่อเอามาแล้ว ก็ต้องคืนกลับไป อวี๋ลิ่งใช้ชีวิตบนท้องถนนในจิงเฉิงมาสามปี เขารู้ดีนักว่าห้าสิบกว่าตำลึงนี้มันเป็นเงินเท่าไหร่ เงินหนึ่งตำลึงซื้อข้าวสารได้สองหาบกว่า ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ข้างนอกเกิดภัยพิบัติติดๆ กัน ข้าวขึ้นราคา แต่ก็ยังซื้อได้ไม่น้อย (ป.ล. ตามบันทึก "หมิงฉื่อ·ซื่อฮั่วจื้อ" และเอกสารประวัติศาสตร์อื่นๆ หนึ่งหาบคือประมาณ 100 ถึง 150 ชั่งในปัจจุบัน ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าประมาณ) นี่คือข้าวสาร ถ้าเปลี่ยนเป็นข้าวปลายก็จะได้มากกว่านั้นอีก ตอนอวี๋ลิ่งกับเสี่ยวเหล่าหู่อยู่ช่วงขอทาน แม้แต่ข้าวสารก็ไม่เคยเห็น อาหารที่กินก็คือข้าวมีรำ ก็ถือเป็นของดีเลิศแล้ว อวี๋ลิ่งกับเสี่ยวเหล่าหู่รอดมาได้ก็เพราะพึ่งพากันและกัน เงินที่ขโมยมา อะไรก็ซื้อไม่ได้ ต้องแอบเอาไปซื้อเกลือและรำทั้งหมด เอาผักป่า เกลือนิดหน่อย และรำต้มรวมกันเป็นน้ำแกง ไม่กินเกลือร่างกายก็จะบวม ต่อให้ท้องไม่หิว ก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่นิดเดียว ผักกาดฤดูใบไม้ผลิ ตานฮวงเหอฤดูร้อน่ ผักขมฤดูร้อน ผักเบี้ยตัวเมีย ผักฮุยเถียวฤดูใบไม้ร่วง กุยไช่ป่าฤดูหนาว... ผักป่าเหล่านี้ อวี๋ลิ่งหลับตาก็รู้ว่ามันมีหน้าตาเป็นยังไง อวี๋ลิ่งมาที่บ้านท่านเศรษฐีอวี๋ได้เดือนกว่าแล้ว อวี๋ลิ่งได้กินข้าวสารสามครั้ง เวลาที่เหลือก็คือข้าวกล้อง ข้าวกล้องที่ร่อนแล้วครั้งหนึ่ง นี่ก็นับเป็นเสบียงชั้นดีแล้ว (ป.ล. ฟังยายข้าเล่า ตอนแกเป็นเด็กสิ่งที่กินคือรำ ยังไม่ใช่ว่าจะได้กินทุกวัน) ท่านเศรษฐีอวี๋สำนึกถึงวิกฤตมาก เงินในมือเก็บเอาไว้หมด เขาซื้อเสบียงไว้ในบ้านมากมาย อวี๋ลิ่งคำนวณดูแล้ว นับทุกคนในบ้าน ตามการกินวันละสองมื้อ ก็พอกินถึงสองปี อ่านหนังสือ ฝึกเขียนคัด เล่นกับเด็กๆ ไปร้าน กลายเป็นเส้นทางชีวิตของอวี๋ลิ่ง เดิมทีเส้นทางนี้มีแค่สามคน แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีเพิ่มขึ้นอีกคน "เจ้าอย่าตามข้าเลย!" อวี๋ลิ่งมองถานป๋อฉางที่เหมือนพลาสเตอร์แปะตามตัว รู้สึกจนปัญญา ตั้งแต่สามวันก่อนที่เจอเขา สองสามวันมานี้เขาจะมาปรากฏตัวตรงเวลาที่หน้าร้าน เจ้าหมอนี่คือลูกเลี้ยงของนายร้อยถาน ลูกคนจนต้องรับผิดชอบบ้านตั้งแต่เด็ก ลูกคนรวย...โตเกินวัย คงเป็นเพราะกินดี เจ้าหมอนี่ตัวโตสูงใหญ่ จริงๆ แล้วเพิ่งอายุสิบสี่ปี นั่นก็คือตอนอายุสิบสี่ปีเขาก็เริ่มขึ้นหอนางโลมแล้ว อบายมุข เหล้า พนัน ด้านชู้สาว ชู้สาวถูกจัดให้อยู่ลำดับแรก นั่นก็อธิบายได้ดีพอว่าสิ่งนี้มันน่ากลัวกว่าสองอย่างที่เหลือ เขาอายุยังน้อยก็ติดสิ่งนี้เข้าแล้ว... ดังนั้น การคุกเข่าอยู่กลางสายฝนนั่นไม่น่าสงสารเลยสักนิด ตรอกดอกไม้เพลิง อวี๋ลิ่งคุ้นเคยดี คุ้นเคยกับผู้คนข้างในนั้นดี อวี๋ลิ่งรู้จักพวกนาง พวกนางไม่รู้จักอวี๋ลิ่งก็เท่านั้น ผู้หญิงที่นั่นอายุน้อยที่สุดห้าหกขวบ แก่สุดสามสิบกว่าปี แต่โดยมากแล้วเป็นวัยแรกแย้มสิบห้าสิบหกปี ฟ้ามืดเมื่อไหร่ เสพสุขเมามาย ในตรอกก็เต็มไปด้วยคนรับใช้รอคอยสารพัด ซอกซอยในตรอกข้างๆ นั่น ส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนพวกนี้ "ก่อนหน้านี้ป้ายหยกของข้าใช่ไหมที่เจ้าขโมยไป อย่าปฏิเสธเชียว ถึงตอนนั้นข้าจะดูไม่ค่อยชัด แต่ข้าไม่ได้โง่ ข้าว่าเป็นเจ้าแน่!" "ไม่ใช่ข้า!" ถานป๋อฉางเห็นอวี๋ลิ่งดักดานไม่รับรู้อะไร ก็จนปัญญาพูดว่า: "เรื่องป้ายหยกข้าไม่พูดถึงแล้ว ถุงเงินข้าก็น่าจะถูกฉกไปด้วยนะ เจ้าเอาผ้าเช็ดหน้าในนั้นคืนข้ามา!" "ไม่ใช่ข้า!" "นั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าที่เหอฮวาให้ข้า มันสำคัญกับข้ามาก ปักชื่อเราสองคนไว้ข้างบน..." "ผ้าเช็ดหน้าคืออะไร?" ถานป๋อฉางมองดวงตางุนงงของอวี๋ลิ่ง สูดหายใจลึก เขาเริ่มสงสัยนิดๆ ว่าตัวเองจำผิดหรือเปล่า พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็ยิ่งลังเล รู้สึกว่าตัวเองจำผิดจริงๆ อวี๋ลิ่งที่กินข้าวอิ่มหนำต่อเนื่องมาหนึ่งเดือนกว่า ตอนนี้เปลี่ยนโฉมไปแล้วจริงๆ ตัวสูงขึ้น ผิวขาวขึ้น ร่างเล็กผอมแห้งแต่เดิม ตอนนี้ก็ดูกลมกลึงขึ้นมา "เจ้ามีเงินไหม?" อวี๋ลิ่งส่ายหน้า: "ไม่มีเงิน!" "พรุ่งนี้ข้าจะคืนเจ้า!" "ไม่มีเงิน!" "ท่านอวี้ก็จริงๆ เลย ร้านตั้งใหญ่โตขนาดนี้ คนงานตั้งเจ็ดแปดคน ไฉนเลยไม่ยอมดีกับลูกตัวเองบ้าง เหมือนพ่อข้าไม่มีผิดเลย ไม่ยอมให้เงิน?" ถานป๋อฉางผิดหวังนิดหน่อยแล้วจากไป ตอนนี้นายร้อยถานให้ถานป๋อฉางแค่วันละสามอีแปะ พอกินมื้อหนึ่ง แต่ถ้าจะไปตรอกดอกไม้เพลิง ไปไม่ได้แน่ เงินแค่นี้แม้แต่ให้เป็นรางวัลเด็กรินน้ำชายังไม่พอ ถานป๋อฉางไปแล้ว เสมียนภาษีคนหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากที่ไหน เท้าหน้าพึ่งก้าวข้ามธรณีประตู เสียงอันดังน่ารำคาญก็ดังขึ้นในร้าน "ท่านเศรษฐีอวี๋ ท่านเศรษฐีอวี๋ เดือนห้ามาถึงแล้ว ภาษีก็ควรต้องจ่ายแล้ว ข้างบนมีคำสั่งมา อีกไม่กี่วันจิงเฉิงจะมีแขกผู้มีเกียรติมา ต้องโรยทรายเหลืองปิดถนน มีเงินก็ออกเงินหน่อย ไม่มีเงินก็ออกแรง!" เถ้าแก่จางโหย่วเหวยยิ้มแย้มเดินเข้าไปหา ประคองเสมียนภาษีที่อายุน้อยกว่าเขามากให้นั่งลง แล้วตัวเองถึงนั่ง น่าสงสารเขากล้าแค่วางก้นลงบนเก้าอี้แค่ครึ่งเดียว เว่ยสือซานก็รู้งานยกน้ำชาร้อนมาให้ "โอ้โฮ ข้าน้อยสงสัยแต่เช้าว่านกสาลิกาไฉนถึงได้ร้องไม่หยุด ที่แท้ก็เป็นเพราะเสมียนสวีมาหรือนี่เอง ท่าทางกรำฝุ่นกรำทรายนี่ ช่างลำบากจริงๆ น่าสงสารแท้ คนผอมลงเลย เสมียนสวีอย่าหาว่าข้าน้อยปากมาก ท่านต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองหน่อยนะขอรับ..." เสมียนสวีคงถูก "เลีย" จนชินชาไปแล้ว คำพูดนี้แม้แต่อวี๋ลิ่งยังฟังแล้วขนลุกขนชันไปทั้งตัว เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไร แม้แต่เปลือกตายังขี้เกียจยก เป่าฟองบนถ้วยชาแล้ว เสมียนสวีก็พูดเรียบๆ ว่า: "เมื่อกี้ก็ได้ยินที่พูดแล้ว เดือนห้ามาถึง ภาษีก็ควรต้องจ่ายแล้ว งานเกณฑ์แรงงานก็มาด้วย!" เถ้าแก่จางโหย่วเหวยยิ้มตอบ: "เสมียนสวีโปรดวางใจ เดือนนี้เพิ่งเริ่ม ข้าน้อยก็ไปหานายหน้ามาแล้ว ได้ให้นายหน้ายื่นเสียภาษีแทนแล้ว ภาษีจ่ายหมดแล้วขอรับ!" (ป.ล. สมัยราชวงศ์หมิง วิธีการเสียภาษีของพ่อค้ามีภาษีพ่อค้าและภาษีนายหน้าสองอย่าง เรียกว่า "หยาฉางหวนเถี่ยหยิน" นายหน้าจะรับเหมาภาษีพ่อค้ารายปีในรูปแบบ "เปาน่าสุ่ยหยิน" ยื่นให้ราชสำนัก ไม่ใช่แบบที่เราเห็นในทีวีที่ให้ศาลาว่าการมาเร่งเก็บ) เสมียนสวียิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบ กลับมองอวี๋ลิ่งที่หน้าประตูพูดว่า: "เด็กนี่คือใคร? หน้าไม่คุ้นเลย!" "โอ๊ย สมองข้าน้อยนี่ ลืมแนะนำไปเลย ท่านสวี ผู้นี้คือเสี่ยวตงจยาของเรา เพิ่งมาจากซีอันฝู่ก่อนหน้านี้ไม่นาน หลังจากนี้ก็จะอยู่ใต้ชื่อนายท่านของพวกเราแล้วขอรับ!" เสมียนสวียิ้มแล้วกวักมือเรียกอวี๋ลิ่ง อวี๋ลิ่งก็เดินเข้าไปอย่างมีมรรยาท เสมียนสวีใช้รูจมูกมองสำรวจอวี๋ลิ่งอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นก็พูดว่า: "ข้าเองก็เคยเห็นคนจากซีอันฝู่มามาก ชอบฟังพวกเขาพูดที่สุดเลย วันนี้มาเจออีกแล้ว เจ้าหนูพูดให้ฟังหน่อยสองสามคำสิ!" ถึงอวี๋ลิ่งจะไม่ชอบน้ำเสียงและแววตามองคนของคนนี้เอามากๆ แต่เขาก็รู้ว่านี่มันไม่ใช่การอยากฟังสำเนียงซีอันฝู่ เขากำลังทดสอบว่าตัวเองเป็นเด็กซื้อมาหรือเปล่า ถ้าใช่... เขาก็จะเอาจุดนี้มาบีบเจ้าได้ กินให้อิ่ม กินให้จุกแล้วถึงจะยอมจากไป ต่อให้เจ้ามีทะเบียนบ้าน ถ้าเขาจะแกล้งเจ้า เขาก็มีวิธีเป็นร้อยเป็นพันที่ไม่ซ้ำกันมาแกล้งเจ้าได้ "เจ้าจะมั่วอีก ก็โยนของนี่แตกเลย~" "ชามชาของท่านนี้ ได้กลิ่นก็สุดยอดเลย!" "ท่านผู้นี้ใจดี๊ดี ใจดี๊ดีจริงๆ..." อวี๋ลิ่งพูดสามประโยคติดต่อกัน ชมเสมียนสวีไปสองประโยค เสมียนสวียิ้มอย่างมีความสุข ที่หางตา แววผิดหวังจางๆ วาบผ่านไป เด็กคนนี้มาจากซีอันฝู่จริงๆ รวดเดียวหมดชาในถ้วย เสมียนสวีลุกขึ้นมองจางโหย่วเหวยแล้วพูดว่า: "สงสัยตอนข้าเข้าประตูมาพูดอะไร เจ้าคงไม่ได้ฟังสักคำ ข้าพูดถึงงานเกณฑ์แรงงาน อีกเดี๋ยวก็จะมีท่านผู้ใหญ่มาจิงเฉิง ถนนสายหลักในเมืองหลวงต้องโรยทรายเหลือง ออกเงินหรือออกแรง?!" จางโหย่วเหวยรีบบอก: "แบบเดิมขอรับ ออกเงิน ออกเงิน!" "สิบตำลึง มอบให้ข้า ที่เหลือพวกเจ้าก็ไม่ต้องสนแล้ว รู้ว่าค้าขายไม่ง่าย พวกเราเองก็รู้จักกันมานาน คนทำงานเกณฑ์แรงงาน ข้าจะไปหาให้!" เถ้าแก่จางโหย่วเหวยเดินเข้าไป หันหลังให้ประตู เศษเงินเล็กๆ เจ็ดแปดก้อนถูกยัดใส่มือเสมียนสวีอย่างไม่ให้ใครรู้ "ท่านขอรับ ช่วงปีเดือนนี้ค้าขายไม่ง่ายเลย..." เสมียนสวีชั่งน้ำหนักในมือแล้ว ยิ้ม ถอนหายใจพูดว่า: "เฮ้อ ขุนนางผู้นี้ก็รู้ เจ้าอย่างนี้ก็ได้ เจ้าให้สักห้าตำลึง ที่เหลือข้าจัดการเอง!" "โอ๊ย ท่านจาง ดูสมองข้าน้อยนี่สิ ลืมไปแล้วว่าคุณชายที่บ้านโตแล้ว ผ้าฝ้ายม้วนนี่ท่านเอาไปเถอะ นี่เป็นของที่จวนสั่งไว้เมื่อวาน เพิ่งทำเสร็จเมื่อเช้านี้เองขอรับ!" เสมียนสวีตบหน้าผากตัวเองแรงๆ หนึ่งที ยิ้มพูดว่า: "โอ๊ย สมองข้านี่นะ ทำไมถึงลืมทุกอย่างไปหมดเลย สามตำลึง สามตำลึง!" เสมียนสวีไปแล้ว เถ้าแก่จางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก "อาจาง เสมียนสวีขุนนางใหญ่มากหรือขอรับ?" เถ้าแก่จางถอนหายใจพูดเบาๆ: "ไม่ใหญ่หรอก แค่ขั้นเก้าชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง แต่อำเภอใหญ่ยังสู้เจ้าหน้าที่เฉพาะการไม่ได้ ขั้นเก้าตัวเล็กๆ นี่ต่างหากที่พวกเราไม่อาจยั่วกรายได้!" "จิ่นอีเว่ยก็ไม่ได้หรือขอรับ? ยกชื่อท่านน้าถานออกมาก็ไม่ได้หรือ?" เถ้าแก่จางได้ยินก็ยิ้ม อดทนอธิบายให้อวี๋ลิ่งฟังว่า: "เสมียนสวีมาจากด่านภาษีฉงเหวินเหมิน ที่นี่ถูกขนานนามว่า 'ด่านภาษีอันดับหนึ่งใต้หล้าต้าหมิง' เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทนักเชียว!" อวี๋ลิ่งเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็น...ของฮ่องเต้ เห็นเถ้าแก่จางดูเหนื่อยล้า ก็รู้จักกาลเทศะไม่เอ่ยปากถามอีก บัณฑิตหวังพูดไว้ไม่มีผิดเลย ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเอาแต่จำได้ว่าหาเงิน ศาลาว่าการเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก วันแรกเก็บเงินได้ วันที่สองเริ่มถมถนน ผู้คนนับพันวุ่นวายอยู่หนึ่งวันเต็ม อวี๋ลิ่งก็นั่งยองๆ อยู่ริมถนนดูอยู่หนึ่งวัน พวกทำงานโยธานี่ชุ่ยมาก นึกว่าจะเอาดินเหลืองถมเต็มถนนสายหลักจริงๆ ที่แท้ก็แค่เอาหลุมตามถนนกลบให้เต็ม พอวันที่สาม ประตูเมืองเปิด ข้าราชการศาลาว่าการกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ากรู่กันออกมาบนถนน ถานป๋อฉางก็มาอีก เขายังแต่งตัวเป็นพิเศษอีกด้วย "ไป ไปดูเรื่องสนุกกัน!" "ไม่ไป ไม่มีอะไรน่าสนใจ!" ถานป๋อฉางได้ยินก็รีบบอก: "บอกว่าเจ้าเป็นเด็กอมมือเจ้ายังไม่ชอบฟังอีก เจ้ารู้ไหมว่าวันนี้ใครจะมาจิงเฉิง?" "ใคร?" "ฮวามู่หลาน!" อวี๋ลิ่งรู้สึกจริงๆ ว่าหมอนี่มีอาการป่วยหนัก ป่วยหนักระยะสุดท้ายแล้ว เด็กโง่ก็รู้ว่าฮวามู่หลานไม่ใช่คนในยุคนี้แท้ๆ เขากลับบอกว่าคนที่จะมาคือฮวามู่หลาน เห็นอวี๋ลิ่งจ้องเขม็งใส่ตัวเองแบบแก่เกินวัย ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ ถานป๋อฉางรู้สึกว่าตัวถูกดูหมิ่น จึงรีบบอกว่า: "ฉินเหลียงอวี้ ผู้ตรวจการสือจู้สืบตระกูล!" อวี๋ลิ่งลุกพรวดขึ้นมา ดีใจใหญ่: "ไป ไปเร็ว!" ไม่ใช่ว่าอวี๋ลิ่งตื่นเต้นอะไร แต่เป็นเพราะอวี๋ลิ่งอยากเห็นจริงๆ ว่าแม่ทัพหญิงที่ได้บรรดาศักดิ์สูงในบันทึกประวัติศาสตร์หน้าตาเป็นยังไง เล่ากันว่า จักรพรรดิฉงเจินตลอดพระชนม์ชีพมีบทกวีที่ตกทอดมาทั้งหมดห้าบท ในนั้นสี่บททรงเขียนให้ฉินเหลียงอวี้ ก็พอจะเห็นได้ว่าสตรีนางนี้เก่งกาจปานใด คนตื่นเต้นไม่ใช่แค่อวี๋ลิ่ง คนทั้งจิงเฉิงเหมือนจะมากันหมด ห้อมล้อมสองฟากถนน จับจ้องที่ประตูเมือง พวกเขาก็สงสัยเหมือนกันว่าแม่ทัพหญิงหน้าตาเป็นยังไง ยังไงซะการออกรบก็เป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงเป็นแม่ทัพนี่มันแปลกจริงๆ ต้องดูให้เห็นหน้าตาหน่อย ใช่หลังใหญ่เอวหนา กำลังมหาศาลถึงขนาดวิ่งบนแขนได้ไหม... อวี๋ลิ่งตามถานป๋อฉางไปเจอที่เหมาะๆ แห่งหนึ่ง ที่เหมาะๆ นี้ถานป๋อฉางกับเพื่อนอีกสองสามคนรวมเงินกันหกอีแปะเช่า ตำแหน่งสูง วิสัยทัศน์ดี เงินนี้ไม่เสียดายเลย เวลายังไม่ถึง ถนนก็อัดแน่นไปด้วยคนแล้ว ระหว่างรออยู่นั้น อวี๋ลิ่งก็เห็นร่างคุ้นตาคนหนึ่งในฝูงชน ท่านโกว! อวี๋ลิ่งสุดลมหายใจลึก อดพึมพำไม่ได้ว่า: "ท่านโกว รบกวนท่านรออีกสักสองสามวัน รอท่านปู่คิดวิธีดีๆ ออกก่อน แล้วจะมาส่งมึงตาย!" เสียงกีบม้าดังกึกก้องดังมาจากไกลๆ เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้น ทุกคนต่างเขย่งเท้า เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว เห็นแล้ว... มองฉินเหลียงอวี้ในชุดเกราะทั้งร่าง อวี๋ลิ่งก็อดพึมพำไม่ได้ว่า: "เท่ชะมัด!" (ป.ล. ขอบคุณพี่น้องที่ส่งรางวัลให้ ทำให้สิ้นเปลืองกันแล้ว ข้าไปเขียนต้นฉบับต่อนะ!)