หมิงงงงง

0012 - บทที่ 12 รอให้ฉันโต

12 นาที· 2.8K คำ

# บทที่ 12 รอให้ฉันโต

สิ่งเดียวที่อวี๋ลิ่งเสียดายคือไม่ได้เห็นหน้าตาของฉินเหลียงอวี้ชัด ๆ นี่เป็นเพราะข้อเสียที่ตัวเขาเตี้ยเกินไป ตอนที่ฉินเหลียงอวี้เดินมาถึงถนนตรงหน้าต่าง ขอบหน้าต่างกับแนวสายตาดันทำมุมบังกันพอดี แถมยังมีธงในมือองครักษ์ซ้ายขวาโบกสะบัดไปมา กว่าจะมองเห็นอีกครั้งก็เหลือแค่แผ่นหลังแล้ว มองไปที่แผ่นหลังบนหลังม้า อวี๋ลิ่งอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าคนผู้นี้ช่างสูงเสียจริง สูงกว่าหญิงใด ๆ ที่เขาเคยพบ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นหน้าตรง ๆ แต่ภาพของสตรีที่ขี่ม้าตัวสูงใหญ่นั้นก็ยังตราตรึงในใจอวี๋ลิ่ง ดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณห้าวหาญ “ทำไมนางถึงเข้าวังตอนนี้ กบฏหยางอิ้งหลงสงบเมื่อปีที่ยี่สิบแปด นี่ก็ผ่านมาเจ็ดแปดปีแล้ว ไม่น่าจะมาให้ปูนบำเหน็จตอนนี้ได้นี่นา!” ที่คนผู้นี้พูดก็ไม่ผิด หลังจากศึกใหญ่ปราบกบฏหยางอิ้งหลง ฉินเหลียงอวี้ได้ความดีความชอบที่หนึ่ง แต่หลังจากหยางอิ้งหลงพ่ายแพ้สิ้นชีพ ฉินเหลียงอวี้ก็ไม่ได้ร้องขอความดีความชอบจากราชสำนักแต่อย่างใด “นี่เจ้าก็ไม่รู้สิ ข้าได้ยินมาว่าสามีของนาง หม่าเชียนเฉิง ร่างกายอ่อนแอมีโรค นางมาครั้งนี้ก็เพื่อเข้าในวังขอสมุนไพร สิบวันให้หลังก็จะกลับไปแล้ว!” ผู้คนได้ยินดังนั้นก็พากันอุทานเสียงเดียวว่า “ขอสมุนไพร?” “หม่าเชียนเฉิงเป็นอะไรไป?” “จริงด้วย เจ้าพูดมาได้ครึ่งเดียว เขาเป็นอะไรไป?” ถานป๋อฉางเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจพูดมากไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เฮ้ย พวกเอ็งว่า ถ้าวันหน้าข้าได้แต่งเมียแบบนี้จะดีแค่ไหน?” “ไม่ดี ไม่ดี สูงเกินไป ฝีมือการต่อสู้ก็เก่งเกิน ถ้าแต่งกลับบ้านจริง ๆ ด้วยร่างแบบไม้ไผ่ลู่ลมของอู๋ม่อหยาง ไม่ช้าก็เร็วคงถูกตีตาย!” “คุณชายอย่างข้าก็ฝึกยุทธ์อยู่” “เพลงหมัดตีนกระจอกของเจ้า จะไปสู้ใครได้?” ... อวี๋ลิ่งฟังเงียบ ๆ รู้สึกว่าช่างน่าสนใจยิ่งนัก คนประเภทเดียวกันย่อมอยู่รวมกัน สิ่งของชนิดเดียวกันย่อมแบ่งกลุ่มกัน ผู้ที่สามารถเล่นกับถานป๋อฉางได้ล้วนเป็นลูกหลานขององครักษ์เสื้อแพร ดังนั้นเรื่องที่หม่าเชียนเฉิงร่างกายอ่อนแอมีโรค พวกเขาล้วนรู้แจ้งเป็นอย่างดี “อ้าว เด็กรับใช้นี่ใคร?” เงาร่างของฉินเหลียงอวี้มองไม่เห็นแล้ว ทุกคนถึงเพิ่งรู้ว่าในกลุ่มของพวกตนยังมีเด็กน้อยอยู่ด้วย ทันใดนั้นก็มีคนอดถามออกมาไม่ได้ ถานป๋อฉางได้ยินจึงรีบแนะนำว่า “นี่คือบุตรชายท่านเศรษฐีอวี๋แห่งร้านผ้าอวี๋จี้ ข้าพามาเอง!” “ลูกหลานพ่อค้า?” “เฮ้ย อู๋ม่อหยาง คำพูดของเจ้านี่ใช้ไม่ได้เลยนะ พ่อของเขาเคยมีมิตรภาพร่วมเป็นร่วมตายกับพ่อข้า เจ้าด่าเขาก็เท่ากับด่าข้า อย่าหาว่าข้าพลิกหน้าล่ะ!” อู๋ม่อหยางควงแขนถานป๋อฉางพลางหัวเราะว่า “บอกก่อนก็สิ้นเรื่อง ดูเจ้าสิ” เมื่อได้ยินประโยคนี้ ความรู้สึกของอวี๋ลิ่งที่มีต่อถานป๋อฉางเปลี่ยนไปมากทีเดียว ถึงแม้การชอบไปตรอกบุปผาจะไม่ถูกต้อง แต่ความถูกผิดในจิตใจกลับไม่มีปัญหา ถานป๋อฉางหันมามองอวี๋ลิ่งแล้วพูดว่า “พี่ลิ่ง คนพวกนี้ล้วนเป็นพวกเดียวกัน พ่อของแต่ละคนล้วนรับราชการในจิ่นอีเว่ย มาทำความรู้จักกันไว้ ต่อไปก็จะต้องคลุกคลีกันในปักกิ่งนี่ ยังไงก็ต้องรู้จักกัน” อวี๋ลิ่งประสานมือคารวะทุกคน เด็กน้อยเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ทำความเคารพอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ ข้าง ๆ ยังมีเด็กหญิงตัวเล็กกว่าเขายืนอยู่ ทุกคนล้วนอดหัวเราะออกมาดัง ๆ ไม่ได้ อู๋ม่อหยางมองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง จู่ ๆ ก็ระลึกถึงอดีตที่ป้าสะใภ้เล่าให้ฟัง ป้าสะใภ้บอกว่าตอนนางอายุสามขวบก็อยู่บนหลังบิดา พี่ชายวัยหกขวบแบกนางตัวน้อย ๆ ไว้บนหลัง ฤดูร้อนต้นฤดูก็ไปปลูกข้าวในนา ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยวก็จะแบกนางไปเก็บรวงข้าวในนา ป้าสะใภ้บอกว่านางเติบโตมาแบบนี้ เขาเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องโกหก เป็นการเล่นกลเม็ดทางอารมณ์ของป้าสะใภ้ ตอนนี้เมื่อได้พบอวี๋ลิ่ง เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริง “ต่อไปหากมีเรื่องอะไรก็ขานชื่ออู๋ม่อหยางของข้า พ่อข้าก็เป็นไป่หู้เหมือนพ่อของถานป๋อฉางนั่นแหละ แถวเมืองบูรพานั่นขานชื่อข้ารับรองว่าได้ผลแน่!” อู๋ม่อหยางอาจคิดว่าตัวเองพูดแรงไปก่อนหน้านี้ หรืออาจเป็นเพราะอวี๋ลิ่งกำลังจูงมือเมิ่นเมิ่น ทำให้เขาระลึกถึงอดีตที่ป้าสะใภ้เล่าให้ฟังก็เป็นได้ ถึงได้ยื่นไมตรีดี ๆ มาให้ อวี๋ลิ่งยิ้มและผงกศีรษะว่า “ตกลง!” เมื่อจดจำชื่อของคนเหล่านี้ไว้แล้ว อวี๋ลิ่งก็จูงมือน้องสาวเดินจากไป ตอนเสี่ยวเฝยมา เขายืนอยู่ตรงนั้น พออวี๋ลิ่งลงมาจากชั้นบนเขาก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนไม่ได้ขยับเลยด้วยซ้ำ ความอดทนเช่นนี้น่าทึ่งนัก คนที่มีความอดทนถึงเพียงนี้สมควรไปตกปลากับตาเฒ่าเหล่านั้นริมคลองเมืองดีกว่า แม้ในคลองจะไม่มีปลา เขาก็ดักจับมันมาได้อยู่ดี “เห็นแม่ทัพใหญ่หรือไม่?” เสี่ยวเฝยผงกศีรษะ “เห็นขอรับ นางยังโบกมือทักมาทางนี้ด้วย!” “จริงหรือ?” “จริงขอรับ!” อวี๋ลิ่งฟังแล้วแทบอยากจะร้องไห้ นึกว่าอยู่ที่สูงจะมองได้ไกลและชัดกว่า ที่ไหนได้กลับไม่ดีเท่าอยู่ข้างล่าง บาปแท้! “รูปงามหรือไม่?” เสี่ยวเฝยครุ่นคิดแล้วก็ยิ้มจนเขี้ยวเหงือก “ไม่สู้แม่ข้าหรอกขอรับ!” อวี๋ลิ่งฟังแล้วอึ้งไป จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าเสี่ยวเฝยพูดถูกต้องยิ่งนัก ในสายตาของเด็ก คนที่ดีงามที่สุดในใต้หล้าคือมารดาของตัวเองโดยแท้ ไม่มีใครดีงามไปกว่ามารดาของตัวเอง “ขี้ไก่เหนียว?” เมื่อเห็นใบหน้าดำคล้ำไม่เห็นน้ำยาล้างมาหลายปีของสุนัขเฒ่า อารมณ์ดีของอวี๋ลิ่งพลันสลายหายไปในพริบตา เพิ่งจะนึกถึงเขาเมื่อครู่ ที่ไหนได้ก็มาปะกันเข้าแล้ว เวรกรรมหนอ เวลามาเจอคู่อริขึ้นมาจริง ๆ! สุนัขเฒ่าพินิจอวี๋ลิ่งอย่างละเอียดรอบคอบ เมื่อครู่มองจากข้างหลังเห็นแล้วเหมือนจึงลองตะโกนเรียก พอมองใกล้ ๆ ที่ไหนได้ ก็คือเขาจริง ๆ ถึงแม้จะดูดีขึ้นกว่าเดิม แต่คิ้วตากลับไม่เปลี่ยน ขี้ไก่เหนียวคือสมญานามของอวี๋ลิ่ง ใน “พรรคขอทาน” แท้จริงแล้วทุกคนล้วนมีสมญานามทั้งนั้น เสี่ยวเหล่าหู่ก็เป็นสมญานาม เพราะเสี่ยวเหล่าหู่ชอบแยกเขี้ยว นิสัยดุเด็ดเผ็ดร้อน ก็เลยถูกเรียกขานว่าเสี่ยวเหล่าหู่ อวี๋ลิ่งเพราะยังเล็ก จึงถูกเสี่ยวเหล่าหู่อุ้มอยู่ตลอด ก็เลยถูกตั้งชื่อน่าขยะแขยงว่าขี้ไก่เหนียว ชื่อนี้สุนัขเฒ่าเป็นคนตั้ง ดูถูกเหยียดหยามมากกว่าการใช้งานจริง “ขี้ไก่เหนียว ไม่คิดเลยนะว่าเป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย? อ้าว ไหงอวบขึ้นมาได้ล่ะนี่ ถูกบ้านไหนซื้อไปหรือเปล่า บอกข้ามา ข้าจะต้องไปเยี่ยมเยือนแน่” อวี๋ลิ่งพูดอย่างเย็นเยียบว่า “จำคนผิดแล้วกระมัง!” สุนัขเฒ่าลูบคางหัวเราะหึ ๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะทอดสายตาไปที่เมิ่นเมิ่นที่อวี๋ลิ่งจูงมืออยู่ พอเห็นหน้าตาน่ารักน่าชังของเมิ่นเมิ่น ก็อดปากไม่ได้และก็เริ่มอีก “อ้าว แม่นางน้อยคนนี้หน้าตาดีนี่นา ถ้าได้ขายเข้าเรือนหลีหยวน เลี้ยงอีกสองสามปีก็เป็นม้างามชั้นยอดได้ มีคำพูดว่าไงนะว่า...” สุนัขเฒ่าเกาหัว จู่ ๆ ก็หัวเราะกาก “ตอมกันเป็นฝูง ใช่ ตอมกันเป็นฝูง~~~” “พ่อมึงตาย!” อวี๋ลิ่งอดรนทนไม่ไหว พูดถึงเขา ยังไงอวี๋ลิ่งก็ทนได้ แต่จะมาว่าเมิ่นเมิ่นไม่ได้ คำว่าม้างาม ไม่เคยเป็นคำดี อวี๋ลิ่งกระโจนเข้าใส่ แล้วก็ถูกเหวี่ยงกลับออกมาอย่างแรง “ไอ้ลูกเวร จะมาตีข้าหรือรออีกหลายปีเถอะ!” เสี่ยวเฝยไม่รู้ไปหยิบเอาเหล็กแหลมที่ลับจนคมมาจากไหน เห็นอวี๋ลิ่งถูกถีบล้ม ก็ก้มหน้าก้มตาพุ่งเข้าใส่ ทิ่มแทงเข้าไปที่ต้นขาสุนัขเฒ่าหนึ่งที เขาจำคำสอนที่แม่สอนมาได้อย่างแม่นยำ หมาให้ร้ายคนมันไม่เห่า ถ้าจะลงเขี้ยว ก็ต้องกัดให้ตาย กัดไม่ตายมันก็จะตีเอ็งตาย นี่คือความรู้สึกของแม่เสี่ยวเฝยหลังจากที่พ่อตาย นางสอนบทเรียนนี้ให้กับบุตรชาย นางไม่อยากให้ลูกชายเป็นคนซื่ออีกต่อไป ในโลกยุคนี้ คนที่มีชีวิตอย่างทุกข์ทนที่สุดก็คือคนซื่อ พ่อของเขาก็ซื่อเกินไป ตายก็ตายไป ไม่กล้าแม้แต่จะเอาหัวชนตายที่หน้าประตูบ้านคหบดี เหล็กแหลมในมือเสี่ยวเฝยมีติดตัวเสมอ ตอนที่เขาโตขึ้นก็เตรียมจะใช้มันล้างแค้นให้พ่อ นี่ก็เป็นความหวังเดียวในตอนนี้ของเขา ซี่คราดเหล็กที่หัก เขาลับมันจนคมอย่างยิ่ง เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองกำลังมีเรื่อง เมิ่นเมิ่นก็อ้าปากสะอื้นร้อง ผู้คนสัญจรไปมาบนถนนไม่น้อย พอเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ คนเข้าไปช่วยห้ามกลับไม่มี แต่คนมุงดูไม่น้อย สุนัขเฒ่าเจ็บปวดจนแค้น เงยหน้าคำรามว่า “ไอ้ลูกผสมสองตัวนี่!” เสี่ยวเฝยถูกถีบลอยกระเด็น แม้สุนัขเฒ่าจะคลุกคลีกับขอทานนักล้วงกระเป๋า แต่เขาหาใช่ขอทานไม่ เขาเป็นคนมีทะเบียนบ้านถูกต้องตามกฎหมายในเมืองหลวง อย่าได้คิดว่าขอทานก็เป็นแค่ขอทาน แท้จริงแล้วขอทานไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด ถึงแม้พวกเขาจะสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น ไม่มีนาไม่มีที่ เป็นคนอนาถาน่าสงสารที่ต้องเที่ยวขอทานไปตามถนน แต่การที่คนอนาถานั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็ย่อมมีวิถีทางของมัน คนอย่างสุนัขเฒ่านี้ในภาษาเฉพาะเรียกว่า “ฉี่เหมิน” ซึ่งต่างคนละเรื่องกับพวกนักเลงที่ชอบรังแกคนตามถนน เมืองปักกิ่งแบ่งเป็นสี่ย่าน แต่ละย่านจะมี “โถวเหยิน” หนึ่งคนเรียกว่า “ถวนโถว” ตอนอวี๋ลิ่งเป็นขอทาน สิ่งที่ต้องจ่ายทุก ๆ เดือน ในภาษาเฉพาะของขอทานเรียกว่า “เซี่ยนกั่ว” ของพวกนี้ก็เหมือนกับองค์กรขายตรงที่อวี๋ลิ่งเคยเจอ คือเป็นระบบพีระมิดลดหลั่นกันลงมา ชั้นแล้วชั้นเล่า ชั้นหนึ่งขูดรีดอีกชั้นหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าชั้นบนสุดคือใคร สุนัขเฒ่าเป็นแค่ระดับล่าง อวี๋ลิ่ง “เซี่ยนกั่ว” ให้สุนัขเฒ่า สุนัขเฒ่า “เซี่ยนกั่ว” ให้กับนายเวรในศาลากลาง นายเวรก็จะ “เซี่ยนกั่ว” ขึ้นไปอีก อย่ามองว่าขอทานหนึ่งคน“เซี่ยนกั่ว”แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่นอกจากขอทานแล้วยังมีฉินเหมิน, เชียนเหมิน, ชางเหมิน อีก สามปีของการเป็นขอทาน อวี๋ลิ่งค่อย ๆ เข้าใจว่า “อู่ฮวา” และ “ปาเหมิน” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ “ห้าค่ายแถว” และ “ค่ายแปดทิศ” อู่ฮวาปาเหมินคืออีกชื่อของคนทุกชั้นวรรณะนั่นเอง ธุรกิจของคนเหล่านี้ใหญ่หลวงนัก หลอกลวงต้มตุ๋น ปล้นฆ่าเผาเรือน ทำอะไรก็มีทั้งนั้น ในนี้ยังพอจะได้เห็นพวกไป๋เหลียนเจี้ยวที่ผ่านพ้นราชวงศ์ถัง ซ่ง หยวนมาได้เป็นครั้งคราว เงินเหล่านี้เมื่อรวมเข้าแล้วจะไม่ใช่เงินเล็กน้อยอีกต่อไป มันคือทรัพย์สมบัติอันมหาศาล ตอนแรกอวี๋ลิ่งยังวาดฝันว่าจะอาศัยความสามารถจากการมีสองชีวิตมาสร้างแก๊งขึ้น พอรู้เรื่องพวกนี้แล้ว อวี๋ลิ่งก็ตัดความคิดนี้ทิ้งทันที พี่ใหญ่ของแก๊งต้องอยู่ในราชการแน่ อวี๋ลิ่งเดาว่าคนชั้นบนสุดนั้นเป็นไปได้ว่าไม่ใช่ก็ต้องเป็นพวกจิ่นอีเว่ยหรือไม่ก็สองกรมตงกับซี ในตอนนี้ ไม่ว่าใครจะมาตั้งแก๊ง หากข้างหลังไม่มีคนมือยาวสาวได้หนุนหลัง ในแผ่นดินเมืองหลวงแห่งนี้ ตราบใดที่ไปแตะต้องผลประโยชน์ของใครสักคน ใครก็ตามที่มาก็ต้องตาย ตายอย่างไร้สุ้มเสียง อวี๋ลิ่งรู้ดีแก่ใจ ตัวเขาเองก็แค่ล้วงป้ายหยกได้คล่องมือนิดหน่อย ผ่านไปเพียงคืนเดียว ฝ่ายนั้นก็สืบหาได้อย่างละเอียด นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยกำลังคนแค่ร้อยกว่าคนในสังกัดของถานไป่หู้ เมืองหลวงนั้นกว้างใหญ่ มีประชากรมากเกือบล้านคน! พวกเขากลับสามารถเจาะจงค้นหาเป้าหมาย แล้วก็จู่โจมจัดการ แถมยังแม่นยำถึงเพียงนี้ นี่ก็สามารถชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เสี่ยวเฝยไม่มีทางสู้สุนัขเฒ่าได้ สุนัขเฒ่ากินดี ตัวล่ำ กำยำ มีแรง แถมยังโตกว่าเสี่ยวเฝยด้วย ในยุคสมัยนี้ หากไม่ออกอาวุธลับ กำลังกายก็คือหลักประกันในการต่อสู้ ทั้งสองคนถูกทุบถูกเขวี้ยงลงไปนอนกอง สุนัขเฒ่ายิ้มแสยะย่องเข้ามา เตรียมจะสั่งสอนเด็กทั้งสองอย่างสาสม รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่ทันจาง เขาก็กระเด็นลอยออกไป แล้วคนผู้หนึ่งก็เข้ามานั่งคร่อมแล้วกดสุนัขเฒ่าตบดังฉาด ๆ เสียงกระทบดังแปะ ๆ นั้นฟังดูไพเราะสดใสยิ่งนัก มือหนึ่งตบอีกมือหนึ่งก็ด่า “ตูบตาบอดบัดซบนัก มารังแกเสี่ยวตงเจียของพวกข้าหรือ ดูการตบ!” อวี๋ลิ่งอ้าปากจะด่า เสี่ยวเฝยก็ยื่นมือมาปิดปากอวี๋ลิ่งแน่น “พี่ลิ่ง อย่าด่า ด่าคนผิดกฎหมายจะถูกเฆี่ยน!” “แม่ง...” ในสมัยต้าหมิงจะด่าคนมั่วซั่วไม่ได้ ไม่งั้นจะต้องถูกจำคุกจริง ๆ หญิงรับใช้ด่านาย, ลูกหลานด่าพ่อแม่และปู่ย่าตายาย, อนุภรรยาด่าพ่อแม่และปู่ย่าตายายของสามี กรณีเหล่านี้คือโทษถึงประหารด้วยการรัดคอ สุนัขเฒ่าสามารถเอาชนะอวี๋ลิ่งและเสี่ยวเฝยได้ แต่เขาไม่มีทางสู้กับหลี่จินเป่า พนักงานใหญ่ของร้าน ถึงสู้ได้ก็ไม่กล้าสู้ เพราะเขาผ่านการตรวจสอบไม่ได้ อู่ฮวาปาเหมินแม้น่ากลัว แต่ข้อเสียก็คือออกหน้าสู่แสงสว่างไม่ได้ หากเข้าไปเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน ศาลากลางก็จะเข้าแทรกแซง คนตัวเล็กอย่างสุนัขเฒ่าเข้าศาลากลางแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องบนย่อมไม่มีทางเหลียวแลเขา เมื่อเห็นหลี่จินเป่าตบสุนัขเฒ่า อวี๋ลิ่งก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก สุนัขเฒ่าเองก็ร้องขอชีวิตใหญ่ บอกว่าตัวเองตูบตาบอด จำคนผิด หลี่จินเป่าคุมจังหวะดีมาก ดูจากการที่ตบแต่ปากไม่ลงมือหนัก ก็รู้ได้ว่าเขาไม่อยากทำให้เรื่องบานปลาย ตบไปได้สักสองสามที หลี่จินเป่าก็ลุกขึ้นยืน สุนัขเฒ่าถลึงตาลนลานวิ่งหนีไป พอลนลานวิ่งเข้าไปในตรอก ความเจ็บปวดจี๊ดจ๊าดที่ต้นขาก็เพิ่งมาเยือน เขาก้มมองดู เมื่อเห็นต้นขาอาบเลือดก็ส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างน่าเวทนา “ไอ้เวรตะไล กูคงต้องเสียเงินอีกแล้ว!” หลี่จินเป่าใช้มือเบา ๆ ปัดเนื้อดินตามตัวอวี๋ลิ่ง “เสี่ยวตงเจีย โชคดีที่ผู้จัดการใช้ข้ามาดูว่าทำไมท่านถึงยังไม่กลับมา ผู้น้อยมาช้าไป เสี่ยวตงเจียไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ!” อวี๋ลิ่งซาบซึ้งในความช่วยเหลือ จึงยิ้มให้ “น้ำใจในวันนี้ ข้าจะต้องบอกกับท่านอาอย่างแน่นอน!” หลี่จินเป่ายิ้มจนเขี้ยวเหงือกออกมา อุ้มเมิ่นเมิ่นขึ้นเอง แล้วเดินก้าวใหญ่ ๆ กลับไปทางร้าน อวี๋ลิ่งมองเสี่ยวเฝย เสี่ยวเฝยมองอวี๋ลิ่ง ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม แม้ทั้งคู่จะถูกตี แต่กลับรู้สึกสนิทสนมกันขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ในสายตาของอวี๋ลิ่ง เสี่ยวเฝยถือได้ว่าเป็นคนที่มีความกล้าคนหนึ่ง “พี่ลิ่ง รอข้าอีกสามปี สามปีให้หลัง ข้าจะตีเขาให้ตาย!” อวี๋ลิ่งผงกศีรษะ ในใจของเขา ณ วินาทีนั้นเกิดการตัดสินใจขึ้นแล้ว เขารอไม่ไหวถึงสามปี เขาจะต้องจัดการสุนัขเฒ่าให้สิ้นซากภายในสามเดือน เพราะว่า เขาสมควรตาย! อวี๋ลิ่งมองเหล็กแหลมในมือเสี่ยวเฝย ก็อดสงสัยไม่ได้ “ก็ไม่เห็นเจ้าเคยลับ ถึงได้แหลมขนาดนี้ได้ยังไง?” เสี่ยวเฝยเก้อเขินเล็กน้อย “ข้าแอบลับอยู่ตรงร่องน้ำหลังบ้านขอรับ!” “ทำไมข้าถึงไม่รู้?” “ตอนไปขี้...” อวี๋ลิ่งฟังแล้วพูดไม่ออก ทำได้แต่ภาวนาให้สุนัขเฒ่าไปหาหมอดี ๆ แล้วรีบรักษาบาดแผล เพราะในร่องนั้นมีแต่โคลนตมสกปรก แม่ครัวทุกวันก็ไปเทกระโถนปัสสาวะที่นั่น น้ำที่ไหลออกจากร่องตรงไปลงคลองเมืองโดยตรง อวี๋ลิ่งล้วงออกมาได้สองเหรียญทองแดง แล้วยัดใส่มือเสี่ยวเฝย “เอาไปซื้ออะไรที่ชอบเถอะ” เสี่ยวเฝยเพิ่งเคยเห็นเหรียญเงินเป็นครั้งแรก ยิ้มอย่างมีความสุขจนเห็นเหงือก “พี่ลิ่ง รอข้าเป็นเสี่ยวเฝยอ้วน!” “ได้ ข้ารอให้เจ้าเป็นเสี่ยวเฝยอ้วน”

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้