หมิงงงงง

0060 - บทที่ 3 ทำให้ตัวเองมีค่า

11 นาที· 2.5K คำ

# บทที่ 3 ทำให้ตัวเองมีค่า

อวี๋ลิ่งขนหนังสือของตัวเองทั้งหมดเข้ามาในลานบ้าน

ว่างจากงาน อวี๋ลิ่งจับบันไดปีนขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาเล็กๆ ที่ใช้เก็บเครื่องมือการเกษตรกับเมล็ดพันธุ์

จะเรียกว่าห้องใต้หลังคาก็ไม่ถูกเสียทีเดียว น่าจะเรียกว่าชั้นลอยจะเหมาะกว่า

พื้นทำจากท่อนไม้วางเรียงกันเป็นตับ เวลาเดินก็จะมีฝุ่นร่วงพรูๆ

เมื่อกวาดตามอง อวี๋ลิ่งก็พบว่าตัวบ้านตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกใจเขา

หน้าบ้านคือฉางอาน หลังบ้านคือภูเขาหนานซาน อวี๋ลิ่งเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบภูเขา

แต่ในภายหลังน่ะ พอถึงวันหยุดเป็นต้องเข้ากลางหุบเขาทุกที

จะถามว่าเข้าภูเขาไปทำอะไร อวี๋ลิ่งก็บอกไม่ได้หรอกว่าทำอะไร รู้แต่ว่าชอบไป

ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลเจาะจงอะไร

ภูเขาหนานซานหลังบ้านแม้ต้นไม้จะไม่ได้มากมาย แต่ทางไกลออกไปนั้นมี มองเห็นสีเขียวร่มรื่น

ทุกอย่างตรงหน้าแม้จะเทียบกับซื่อเหอย่วนในจิงเฉิงไม่ได้ แต่กลับมีความกว้างขวางที่ซื่อเหอย่วนเทียบไม่ติด

ให้ความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน

อาจเป็นเพราะคำว่า "บ้าน" ได้ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำ อวี๋ลิ่งคิดไว้หมดแล้วว่าจะปรับปรุงลานบ้านย้อนยุคให้ถูกใจตัวเองยังไง

อวี๋ลิ่งเชื่อว่าตัวเองทำสำเร็จ

ตัวเองมีเสี่ยวเฝย มีหรูอี้ มีหลิวจิ่วที่ขยันขันแข็ง และมีหลิวโย่วที่ตาถึงงานเร็ว

ข้างกายมีคนตั้งมากขนาดนี้ ค่อยๆ ปรับวันละนิดก็เสร็จได้

ขณะที่อวี๋ลิ่งกำลังหมกมุ่นอยู่กับการปรับปรุงบ้านเก่า ในลานบ้านก็พลันมีเสียงร้องไห้ดังขึ้น...

อวี๋ลิ่งก้มมองลงไป ป้าสะใภ้ใหญ่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ตรงธรณีประตูครัว เด็กน้อยข้างๆ คนหนึ่งกำลังมองดูด้วยความสงสัย

บางทีหล่อนอาจรู้สึกว่าร้องไห้คนเดียวมันกระไรอยู่ นางจึงกอดเด็กน้อยคนนั้นเข้ามาในอ้อมแขนพลางยื่นมือไปบิดก้นเด็กอย่างแรงทีหนึ่ง...

ดูราวกับไม่มีอะไร ทว่าถูกอวี๋ลิ่งที่อยู่บนที่สูงมองเห็นชัดแจ๋ว

"ลูกที่น่าสงสารของแม่เอ๋ย พวกเจ้าตายอย่างทุกข์ทรมาน พวกเจ้าพี่น้องเพิ่งจากไป แม่ก็ถูกรังแก พ่อเอ๋ย ลืมตาดูหน่อยเถิด..."

ป้าสะใภ้ใหญ่ร้องไห้ เด็กก็ร้องไห้ ลุงใหญ่ก็นั่งยองๆ คร่ำครวญอยู่ตรงนั้น

ชาวบ้านที่ช่วยงานเมื่อครู่ยังไปไม่ไกลก็พากันวกกลับมา

ต่างชูหูฟัง ขมวดคิ้ว ส่งเสียงถอนหายใจเป็นพักๆ

เรื่องดูละครดูละคอนสนุกๆ แบบนี้พวกเขาชอบดูที่สุด

ถอนหายใจนั้นหลอก ขมวดคิ้วนั้นแค่ภายนอก ชูหูฟังนั่นแหละคือธาตุแท้

ท่านเศรษฐีอวี๋กลัดกลุ้มใจเหลือเกิน ตัวเองที่บ้านไม่มีเมีย ครั้นนางเป็นสะใภ้ใหญ่ ตัวเองอ้าปากก็กลายเป็นผิด

เรื่องระหว่างผู้หญิงด้วยกัน ผู้ชายอย่างไรก็แทรกปากไม่ได้

ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นไม่มีหูมีตา ข่มเหงคนอื่น

อวี๋ลิ่งหัวเราะพลางเลื่อนตัวลงจากบันได เขาคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ที่สุด

ในชนบท ทำไมที่ดินนิดเดียวก็ยกให้ใครไม่ได้

เพราะถ้าแกหวังดีให้หรือให้ยืมเขา ต่อไปก็ไม่ใช่ของแกอีก

ทั้งที่แกหวังดีให้เขาปลูกผัก แต่ต่อไปที่ดินผืนนี้ก็จะกลายเป็นของเขา เขายังบอกได้อย่างหน้าชื่นอกตรมว่านี่ใครยกให้เขา...

ก็ป้าสะใภ้ใหญ่ของตัวเองนี่แหละ ไม่ได้คิดแบบนี้รึ?

อวี๋ลิ่งนึกว่านางจะรอ คิดว่าเป็นเรื่องของคนในครอบครัวก็ค่อยๆ ถกกันในหมู่คนบ้านเดียวกัน

คาดไม่ถึงว่านางจะร้อนใจถึงเพียงนี้ ฉีกหน้ากากกันตรงๆ

อวี๋ลิ่งเดินพลางสยายผม พุ่งเข้าไปในลานก็ล้มตัวกลิ้งไปมา

รับมือกับสภาพแบบนี้ พูดเหตุผลกันมันไร้ผลแล้ว...

คนเลวก็ต้องใช้คนเลวปราบ มนตราเท่านั้นถึงจะเอาชนะมนตราได้

"แม่ผู้น่าสงสารของข้าเอ๋ย เจ้าตายอย่างอนาถแท้ๆ เจ้าทิ้งพวกข้าสองพ่อลูกจากไป เราเชื่อฟังเจ้ากลับมาบ้านแล้ว เจ้าลืมตาดูบ้านนี้หน่อยเถิด~"

แม่ครัวแอบอยากหัวเราะ แต่นางรู้ว่าหัวเราะไม่ได้

นางสะกิดเมิ่นเมิ่นเบาๆ เมิ่นเมิ่นก็พุ่งเข้าหาอวี๋ลิ่ง นางไม่รู้อะไรเลย

แต่พี่ชายร้องไห้ นางก็ร้องไห้ด้วย

เมิ่นเมิ่นเบ่งเสียงร้องไห้ลั่น

ถ้าจะพูดถึงการร้องไห้ การอาละวาดหวังดี ใครต่อใครที่อยู่ตรงนี้รวมกันก็ยังไม่แน่ว่าจะสู้ประสบการณ์ของอวี๋ลิ่งได้

ต้องขอบคุณภายหลังที่พัฒนา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ...

ล้วนเป็นแก่นแท้...

"ท่านปู่เอ๋ย ท่านลืมตาดูหน่อยเถิด หลานกับน้องสาวเพิ่งกลับมา บ้านก็จะถูกคนอื่นยึดเอาแล้ว บางคนแก่ก็แก่แล้ว แต่ข้าเพิ่งกลับมาก็มาเล่นงานข้าแล้ว~~~"

"บรรพบุรุษเอ๋ย นี่คือบ้านของเรานะ ท่านลืมตาดูหน่อย ขนาดน้ำสักอึกก็ยังไม่ทันได้ดื่ม คนอื่นก็มาตีฝีปากใส่พ่อข้าแล้ว รังแกข้าไม่มีแม่~~"

"แม่ของข้าเอ๋ย ข้ากับพ่อข้าช่างอาภัพนัก ป้าสะใภ้ใหญ่รังแกพวกเราไม่มีแม่..."

ทุกคนนิ่งงัน

คิดได้ว่าอวี๋ลิ่งกับเมิ่นเมิ่นตัวเล็กแค่นี้ก็ไร้แม่ หัวใจก็อดเวทนาไม่ได้

แววตาของคนกลุ่มหนึ่งที่มองป้าสะใภ้ใหญ่เริ่มไม่ชอบมาพากลแล้ว

บ้านหลังนี้เป็นของใคร ทุกคนในใจรู้ดี

การร้องไห้ของอวี๋ลิ่งเป็นท่วงทำนองร้องไห้แบบโบราณของเขตติดต่อซูหลู่หว่าน มีทั้งการเล่าเรื่อง มีทั้งทำนองเล็กกระทัดรัด

แค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็นำสมัยมากแล้ว

ท่าโดดเท้าพร้อมด่าแบบคู่ของสวีโจว วิธีตบมือร้องไห้เสียดสีของเหลียนหยุนก่าง แล้วก็วิธีก่นด่าร้องไห้ในวัฒนธรรมงานศพของซู่โจว อวี๋ลิ่งไม่กล้าใช้พร่ำเพรื่อ

นี่คือท่าไม้ตาย ขืนใช้ไปอาจทำให้คนเป็นลมตายได้ง่ายๆ

แต่ถ้าป้าสะใภ้ใหญ่ของตัวเองยังคงไม่รู้จักดีชั่ว

มุ่งมั่นจะรังแกที่บ้านตัวเองไม่มีผู้หญิงมาปะทะคารม อวี๋ลิ่งก็จะใช้ท่าไม้ตายพวกนี้

ป้าสะใภ้ใหญ่หวังดี ท่านเศรษฐีอวี๋ไม่มีทางไปต่อกร

เหตุผลเดียวกัน อวี๋ลิ่งหวังดี ครอบครัวป้าสะใภ้ใหญ่ก็ไม่มีทางไปต่อกรได้เหมือนกัน

ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย เรื่องอื่นไม่ต้องพูด แค่ประเด็นนี้นางก็แพ้แล้ว

"เลิกร้องกันได้แล้ว!"

ในที่สุดลุงใหญ่ก็ลุกขึ้น เสียงตวาดกึกก้องทำให้ลานบ้านเงียบสงัด

แม้คำพูดจะเป็นหยุดเรื่องวุ่นวายนี้ แต่อารมณ์โกรธกริ้วทั้งหมดกลับพุ่งมาที่อวี๋ลิ่ง

ท่านเศรษฐีอวี๋สาวเท้าตรงไปข้างหน้าอวี๋ลิ่ง อวี๋ลิ่งเป็นลูกของเขา ถ้าผู้เป็นพี่ชายจะทำไม่ดีกับเด็ก เขาก็ไม่อาจทนได้

"ปิดประตูใหญ่ อย่าปล่อยให้คนนอกเห็นเป็นเรื่องขบขัน!"

ประตูใหญ่ปิดลง คนข้างนอกก็หมดโอกาสดูเรื่องสนุกแล้ว

ที่จริงใครผิดใครถูก ทุกคนรู้แก่ใจดี แต่ไม่มีใครเลือกข้าง

"พี่ใหญ่ นี่จวนของข้า!"

อวี๋ไฉมีสีหน้าเคร่งเครียด ได้ยินก็เอ่ยอย่างไร้อารมณ์ว่า:

"ข้าไม่ได้บอกว่าจวนไม่ใช่ของเจ้า หลายปีมานี้เจ้าไปแล้ว ห้าหกปีไร้ข่าวคราว ข้าเป็นพี่ใหญ่ ในบ้านนอกบ้านล้วนเป็นข้ากับพี่สะใภ้เจ้าที่จัดการ"

"น้องอวี๋เหลียงซาบซึ้งพี่ใหญ่ยิ่ง!"

"จวนหลังนี้ ถ้าไม่มีข้าเฝ้าดูแล ถ้าไม่มีคนอยู่ในบ้านค้ำจุนไว้ ตอนนี้ที่เจ้าเห็นก็คงเป็นแค่กองอิฐดิน จะมีอะไรอีก!"

ท่านเศรษฐีอวี๋ก้มหน้าลง

ป้าสะใภ้ใหญ่ลุกขึ้นยืน เท้าสะเอว ทั้งใบหน้าไร้รอยน้ำตาแม้แต่นิด

กวาดตามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง ก็เริ่มนับนิ้วชี้แจงขี้แจง

"น้องสาม เจ้าจากไปหลายปี ตอนตรุษสารท บูชาบรรพบุรุษ ดูแลสุสาน ล้วนเป็นพี่ใหญ่ทั้งนั้น ตอนนี้เจ้ากลับมาก็จะให้พวกเราย้ายออก..."

ว่าไป ว่าไป นางก็ร้องไห้อีก

"ไร้ความกตัญญู คนเราทำไมถึงไร้ความกตัญญูได้ถึงเพียงนี้~"

เรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี นางกลับพลิกมาพูดอีกด้าน

ทั้งที่มันเป็นเรื่องของนางที่ไม่ถูก แต่กลับกลายเป็นความผิดของพ่อ พ่อกลายเป็นคนไร้ความกตัญญู

อาจเป็นเพราะเรื่องบูชาบรรพบุรุษ ดูแลสุสานมากระทบใจของพ่อ

ในสายตาที่ไม่เข้าใจของอวี๋ลิ่ง พ่อหันกลับไปหยิบเงินแท่งหนึ่งออกมาจากห่อสัมภาระ

"เรื่องเมื่อครู่เป็นความผิดของข้า ต่อไปข้าจะจัดการให้เรียบร้อย ที่กลับมาคราวนี้หนึ่งคือเรื่องการจัดตำแหน่ง สองคือพาเจ้าเด็กอวี่ลิ่งมารับการยอมรับในตระกูล..."

ท่านเศรษฐีอวี๋จูงมือเมิ่นเมิ่นกับอวี๋ลิ่ง แนะนำอย่างกระตือรือร้นว่า:

"นี่คือลูกชายของข้า อวี๋ลิ่ง นี่คือลูกสาวของข้า เมิ่นเมิ่น มา ทักคนอื่น นี่คือท่านลุงของเจ้า นี่คือท่านป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า..."

"ท่านลุง ท่านป้าสะใภ้ใหญ่..."

อาจเป็นเพราะเงินแท่งนั้น หรือเพราะท่าทีจริงใจของพ่อ บรรยากาศผ่อนคลายลงไปมากในทันที

ลุงใหญ่ลูบเนื้อลูบตัว เอ่ยอย่างเรียบๆ ว่า:

"กลับมาก็ดีแล้ว ข้าไปเก็บกวาดบ้านให้หน่อย คืนนี้พอทนกันไปสักคืน"

พูดมาถึงตรงนี้ก็เป็นอันจบ ลุงใหญ่ลากจูงป้าสะใภ้ใหญ่จากไป

ที่ว่าเก็บกวาด จริงๆ ก็ไม่เห็นขยับอะไรเลย แค่เข้าไปในห้องนอน

"น้องสามเอ๋ย รอเดี๋ยวนะ ข้าจะไปเก็บห้องข้าง"

ได้ยินคำพูดนี้ของท่านพี่สะใภ้ พ่อมองไปที่ห้องเล็กข้างห้องโถงใหญ่ หันมายิ้มแหยๆ ให้อวี๋ลิ่ง แล้วพับแขนเสื้อขึ้น

ป้าเฉินรู้ว่ากลับบ้านต้องทำอะไร พับแขนเสื้อปุ๊บ ความคล่องแคล่วว่องไวในตัวก็พลุ่งขึ้นมาทันที

ย้ายกระทะเหล็กลง ถือถังน้ำ...

เสี่ยวเฝยยกแท่นหินในลานตั้งขึ้น วางกระทะใบใหญ่ทาบบนนั้น หิ้วถังน้ำออกประตูไป

เขาจำได้แม่น ตอนมาผ่านแม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่ง...

กวาดตามองกลุ่มคนที่กำลังวุ่นวาย ป้าสะใภ้ใหญ่ถุยน้ำลายลงพื้น

"ก็ไม่รู้ไปหาลูกป่ามาจากไหน ไอ้ท่าไม่อายนั่นดูก็รู้ว่าไม่ใช่เด็กตระกูลดี ทั้งผู้หญิงสองคน เด็กสี่ห้าคน ถุย..."

"เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อย!"

"ข้าชีวิตอาภัพนัก ถึงต้องมาเจอคนไม่เอาไหนอย่างเจ้า พรุ่งนี้ไปเรียกลูกสาวกลับมา..."

......

"ลูกพ่อ บ้านเล็กเรือนน้อย เรื่องต๊อกต๋อย ผู้คนก็คับแคบ ที่บ้านก็เป็นอย่างนี้ เทียบกับจิงเฉิงไม่ได้ ใจกว้างๆ หน่อยนะ!"

อวี๋ลิ่งตบมือพ่อเบาๆ หัวเราะแล้วว่า:

"ในคัมภีร์ไม่ใช่บอกว่าหลังคาแต่ละหลังย่อมมีคัมภีร์ที่อ่านยากเล่มหนึ่งหรือ มารยาทสังคมก็คือวิชาความรู้ พ่อวางใจเถิด เราไม่รังแกใคร แต่ใครก็อย่าคิดมารังแกเรา!"

"เรื่องนี้พ่อจัดการจะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าข้าจัดการก็ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ถ้ายังทะเลาะกันอีก ข้าจะไปเป็นเพื่อนต่อไป พ่ออย่าพูดอะไร..."

อวี๋เหลียงเห็นว่าอวี๋ลิ่งเข้าใจทุกอย่าง ก็ปลอบใจว่า:

"ลำบากเจ้าแล้วล่ะ พรุ่งนี้จัดการที่พักให้เรียบร้อย เจ้าพักผ่อนก่อนสักสองสามวัน พอค่วงเจียนเอาป้ายอาญาสิทธิ์ของพ่อมาส่ง พ่อก็จะส่งเจ้าไปเรียนหนังสือ!"

อวี๋ลิ่งพยักหน้า พลันสงสัยถามว่า:

"พ่อ ไม่ใช่ว่าพ่อบอกว่ารอบๆ ฉางอานมีนิคมทหารอีกหลายแห่งหรอกหรือ นิคมทหารอยู่ที่ไหน ทำไมข้ามองไม่เห็นล่ะ?"

ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินก็หัวเราะลั่น ชี้ไปที่ลานบ้านว่า:

"เด็กโง่เอ๊ย ที่อยู่อาศัยของครัวเรือนทหารมันสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน บัดนี้เจ้ากลับมาบ้านแล้ว เจ้าว่านิคมทหารคืออะไร ตอนนี้เจ้าก็อยู่ในนิคมทหารนี่ไง!"

"หมู่บ้านนี้คือกองทหารตั้งถิ่นฐาน?"

"ใช่ หมู่บ้านนี้ก็คือกองทหารตั้งถิ่นฐาน รอบฉางอานมีสามสิบเอ็ดอำเภอ แต่ละอำเภอล้วนมีนิคมทหารหนึ่งแห่ง ในเมืองยังมีเชียนหู้ฝ่ายป้องกันอีกสองแห่งกับกองทหารอีกสี่กอง"

"มากมายขนาดนี้เชียว?"

ท่านเศรษฐีอวี๋หัวเราะ ชี้ไปทางเหนือเสียงเบา:

"ป้องกันพวกต๋าจึทางเหนือไง อย่ามองว่าพวกมันยอมศิโรราบต่อเรา ลับหลังก็ปะทะกันไม่หยุดหรอก!"

อวี๋ลิ่งคิดๆ ดู จู่ๆ ก็ลดเสียงถามว่า: "พ่อกลับมาคราวนี้ยังเป็นไป่หู้อยู่หรือไม่?"

"ก็คงใช่นะ!"

"เป็นขุนนางขั้นหก อำนาจไม่น้อยเลยนะ นายอำเภอยังขั้นเจ็ดเลย!!"

ท่านเศรษฐีอวี๋ลูบหัวอวี๋ลิ่งเบาๆ รู้ว่าอวี๋ลิ่งกำลังคิดอะไร

แต่อำนาจแบบนั้นมีแค่ไป่หู้สืบตระกูลเท่านั้นที่มี ต้องมีคนใต้บังคับบัญชาถึงจะใช้ได้ ไป่หู้ที่ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชา ใครจะไปสนใจ

"คิดอะไรของเจ้าล่ะ ราชสำนักเราใช้อำมาตย์ฝ่ายบู๊เป็นหลัก ไป่หู้ก็พอมีอำนาจอยู่บ้าง แต่จะมีประโยชน์อันใดกัน?

เจ้ามองสิ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีสักร้อยครัวเรือนไหม?"

"ถึงมีอำนาจจริง แต่ก็เป็นคนบ้านเดียวกัน คนละแวกเดียวกัน เจ้าจะไปควบคุมยังไง?

มีแต่เวลาออกรบถึงจะมีประโยชน์บ้าง ยามปกติก็ฝึกซ้อม จับโจร แต่หลักๆ ก็คือเพาะปลูก!"

อวี๋ลิ่งเงียบไป

ความคิดของอวี๋ลิ่งตอนอยู่ระหว่างทางคืออาศัยฐานะไป่หู้ของพ่อมาเปิดเส้นทาง

มาบัดนี้ดูแล้ว เส้นทางนี้มิอาจใช้ได้ ก็ตอนขากลับมามองเห็นคนกลุ่มนี้ที่บ้าน...

แม้แต่คนของตัวเองยังสามัคคีกันไม่ได้ แล้วจะทำอะไรได้?

ถ้าพ่อไม่บอก อวี๋ลิ่งก็คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ช่วยขนหนังสือก็คือทหารในกองตั้งถิ่นฐาน

บนตัวพวกเขามองไม่เห็นเงาของทหารแม้แต่น้อย

นิคมทหารมีแต่ชื่อไร้สภาพที่แท้จริง

อวี๋ลิ่งเดิมคิดว่าจะอาศัยฐานะนี้ในการรวบรวมคน

มาบัดนี้ดูแล้ว นี่มันใช้ไม่ได้เลย แม้แต่ในตระกูลอวี๋ คนของตัวเองยังมักได้ใจคับแคบถึงเพียงนี้

คนนอกก็ไม่ต้องพูดถึง

ดังนั้น...

หากต้องการดึงผู้คนมารวมกันอยู่ข้างกายจริงๆ ก็ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น

ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตามอยู่ข้างกายเขามีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยว พวกเขาถึงจะเข้ามา

เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องเล่าเรียนหนังสือแล้ว ยิ่งเด็กยิ่งสร้างผลงานได้ยิ่งดี ยิ่งโดดเด่นยิ่งดี

แบบนี้คุณค่าของตัวเองก็จะสูงขึ้นตาม

"ท่านพ่อ พรุ่งนี้เราช่วยกันเก็บกวาดห้องใต้หลังคานั่นเถิด ตรงนั้นทัศนียภาพดี ทั้งเงียบสงบ ข้าเตรียมจะสอบถงเซิงในวันที่แปดเดือนแปดต้นฤดูใบไม้ร่วงนี้!"

ท่านเศรษฐีอวี๋เงยหน้าขึ้นทันที มองอวี๋ลิ่งอย่างไม่อยากเชื่อ

เขาชอบฟังคำพูดฮึกเหิมของเด็กที่สุด ได้ยินก็ตบอก น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยว่า:

"จริงหรือ?"

อวี๋ลิ่งสวมกอดพ่อเบาๆ เอ่ยเสียงต่ำว่า:

"ตระกูลอวี๋ควรนับถือพ่อเป็นใหญ่ นับถือพ่อเป็นเกียรติ นับถือพ่อเป็นบรรพชน"

(ps:ต่อไปในบทความที่ใช้คำว่า "ฉางอาน" แทน ซีอาน ไม่งั้นเวลาตรวจสอบบทความนานเกินไป เมื่อวานเกือบเกิดเรื่องผิดพลาด ขอบคุณทุกท่านที่เตือน องค์หญิงหลิวมีโอรสคือจูโหยวเจี่ยน ข้าเขียนผิดเป็นจูโหยวเซี่ยว)

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้