หมิงงงงง

0061 - บทที่ 4 หาใดสูงส่งเท่าวิชาความรู้

14 นาที· 3.3K คำ

# บทที่ 4 หาใดสูงส่งเท่าวิชาความรู้

ครอบครัวเดียวกันนอนปูเสื่อบนพื้นบ้านตัวเองอยู่หนึ่งคืน อวี๋ลิ่งคิดว่าการกลับบ้านตัวเอง บ้านที่ไม่มีใครดูแลมานานหลายปี หญ้ารกขึ้นรก สารรูปกำแพงแตก กระเบื้องมุงหลังคาโหว่ งูหนูวิ่งพล่าน คงมีแต่ภาพซากปรักหักพังรกร้าง แต่ความเป็นจริงกลับเป็นว่า... ในบ้านไม่มีหญ้าขึ้น แต่ในบ้านมีคนอยู่ แล้วคนคนนี้ก็ไม่ยอมไปไหน นางคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นของนางแล้ว พวกอวี๋ลิ่งก็คือพวกโจร ตอนนี้ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ไม่ทำข้าวให้ครอบครัวนั้นกินแล้ว นางนอนอยู่บนเตียง เปิดหน้าต่าง นอนถอนหายใจเสียงดังลั่นไม่หยุด จงใจให้คนได้ยิน จงใจให้คนอื่นคิดว่านางน่าสงสาร ไม่รู้ว่าคิดถึงเรื่องที่คับแค้นใจอะไรอยู่ บางทีก็ส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเป็นพักๆ ลุงใหญ่ไปแล้ว คงไปเรียกคน ห้องใต้หลังคาถูกเก็บกวาดสะอาดแล้ว เพื่อให้แมวสองตัวชินกับบ้าน เสี่ยวเฝยเอาฟางมาฟั่นเชือก มัดแมวทั้งสองไว้กับขาโต๊ะเล็ก อวี๋ลิ่งเตรียมตัวจะสอบถงเซิงแล้ว ถ้าจะสอบก็ต้องสอบให้เต็มที่ ต้องสอบให้มีชื่อมีเสียง เทียบกับบัณฑิตแห่งต้าหมิงแล้ว อวี๋ลิ่งไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย ความรู้ยุ่งเหยิงในหัวพวกนั้นกลับกลายเป็นข้อด้อยของอวี๋ลิ่ง กระดาษขาวย่อมวาดภาพง่าย ปัญหาคืออวี๋ลิ่งไม่ใช่กระดาษขาว ที่บนนั้นถูกขีดเขียนจนยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว อวี๋ลิ่งได้แต่ระมัดระวังค่อยๆ ลบเขียน ให้มันดูกลมกลืนขึ้นมา แต่ใช่ว่าอวี๋ลิ่งไม่มีข้อได้เปรียบ ข้อได้เปรียบของอวี๋ลิ่งก็คือเคยผ่านความยากลำบากของการไม่เล่าเรียนมากับตัวเอง ไม่ต้องมารู้ตัวทีหลัง ไม่ต้องให้อาจารย์ถือไม้เรียวไล่หลังบังคับเรียน ไม่ต้องถูกบังคับให้ฟังหลักเหตุผลที่มีประโยชน์แต่ฟังไม่เข้าหู อวี๋ลิ่งจะบังคับตัวเองให้ขยันเรียน สัญญากันไว้กับเสี่ยวเหล่าหู่ว่าจะพบกันในท้องพระโรง ถ้าตัวเองไปไม่ได้ ครั้งนี้ที่ต้องจากกันก็คงต้องจากกันทั้งชาติแล้วล่ะ ตัวเองจะทนดูเสี่ยวเหล่าหู่ไปผูกคอตายกับต้นไม้คดได้อย่างไร ดังนั้น... รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร การอ่านหนังสือจะนำอะไรมาให้ นี่คือข้อได้เปรียบใหญ่สุดของอวี๋ลิ่ง อวี๋ลิ่งคนเดิมไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกคนโบราณพวกนั้นทำไมต้องสร้างชื่อเสียง ทำไมต้องเสนอตัวไปยื่นบทความและโคลงกลอนถึงหน้าจวนขุนนาง ต้องทำเป็นสันโดษไว้ตัวเพื่อตีวงสร้างชื่อเสียงของตัวเอง ผ่านการขบคิดวันคืนมานี้ อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจแล้ว เพราะชื่อกับผลประโยชน์นั้นเชื่อมถึงกัน มีชื่อก็จะมีผลประโยชน์ ขอเพียงมีชื่อเสียง ก็เข้ารับราชการเป็นขุนนางได้ พอไม่ถูกใจก็ถอยกลับเข้าป่าเป็นเมฆาลอยนกกระเรียน ก็ไม่ต้องลำบากอะไร... เพราะจะมีคนที่ดั้นด้นมาหาคุณถึงที่ส่งของให้ในสิ่งที่คุณต้องการ อวี๋ลิ่งหยิบตำราที่บัณฑิตหวังตั้งใจรวบรวมไว้ให้ตัวเองขึ้นมา เห็นอักษรแดงที่อาจารย์ขีดเน้นไว้ อวี๋ลิ่งก็ยิ่งสำนึกบุญคุณอาจารย์ที่ชอบด่าตัวเองว่า "เจ้าตัวดี" คนนี้ ปากอาจารย์ดุร้าย แต่น้ำใจอบอุ่น อาจารย์เขียนไว้ในตำรา บอกว่าถ้าจะสอบตอนนี้ก็ต้องศึกษาปาจู่เหวิน ก็คือการพังฝา รองรับฝา ตั้งปุจฉา เข้าประเด็น ตั้งวรรค วรรคกลาง วรรคท้าย รวบรัด แปดส่วนนี้ เพราะมีทั้งสิ้นแปดวรรค จึงเรียกว่าปาจู่เหวิน บัณฑิตหวังเขียนอธิบายทั้งแปดส่วนนี้ไว้ละเอียดมาก อวี๋ลิ่งอ่านจนปวดหัว บัณฑิตหวังบอกว่า ต้องเริ่มลองเขียนปาจู่เหวินตั้งแต่ตอนนี้เลย แต่จะเขียนส่งเดชไม่ได้ เวลาเขียนต้องจำไว้ว่าให้ใช้ประโยคคู่ขนาน ถ้าเป็นเมื่อก่อน อวี๋ลิ่งไม่เคยมีความคิดที่เป็นรูปธรรมกับความยากของการสอบ อวี๋ลิ่งก็ไม่มีอารมณ์ไปศึกษาค้นคว้าเรื่องพวกนี้ ซับซ้อนเกินไป ตอนนี้... ตอนนี้อวี๋ลิ่งเข้าใจแล้ว ในตำราซื่อซูอู่จิงมีจำนวนอักษรจำกัด แต่เนื้อหาที่นำมาออกสอบแต่ละครั้งก็ต้องคัดมาจากในนั้น แล้วข้อที่เคยออกไปแล้วก็ใช้ซ้ำอีกไม่ได้ ดังนั้นพวกผู้คุมสอบจึงคิดอุบายขึ้นมาอย่างหนึ่ง พวกเขาเอาประโยคบนกับประโยคล่างในซื่อซูอู่จิงมาฉีกทิ้งก่อนจะนำมาตั้งคำถาม โดยหยิบเอาอักษรไม่กี่ตัวตรงกลางมาใช้เป็นข้อสอบ แน่นอนว่า โดยแท้แล้วการสอบก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการแก้โจทย์ แต่มันวัดแนวคิดหลัก บทความทั้งหมดจะแทรกความคิดของผู้สอบเองไม่ได้ ต้องลอกเลียนตามที่ปราชญ์โบราณบัญญัติความเห็นไว้ นั่นคือต้องไปคาดเดาความคิดของปวงปราชญ์แล้วมาเขียนบทความ ผู้วางมาตรฐานข้อนี้คือ "อาจารย์ปราชญ์" — จูซี ที่บัณฑิตหวังบอกว่ามีหวังสองส่วนที่จะสอบผ่านในครั้งเดียวนั้นก็หาใช่การดูถูกอวี๋ลิ่งแต่อย่างใด พอได้มาทำความเข้าใจกระจ่างแล้ว อวี๋ลิ่งกลับคิดว่ามีหวังแม้แต่ส่วนเดียวก็ไม่มี บทความซื่อซูสองบท โคลงห้าพยางค์หกสัมผัส ซื่อซูวัดความรู้วัฒนธรรม โคลงห้าพยางค์หกสัมผัสวัดความสามารถในการประพันธ์ แม้เนื้อหาการสอบจะค่อนข้างเป็นพื้นฐาน แต่ก็ต้านทานสมองที่ว่างเปล่าขาวโพลนของอวี๋ลิ่งไม่ได้ ขณะที่อวี๋ลิ่งกำลังครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนว่าควรเริ่มอ่านจากตำราเล่มไหนก่อนดี ข้างนอกประตูก็พลันโหวกเหวกโวยวายขึ้นมา มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งกรูเข้ามา ป้าสะใภ้ใหญ่ที่นอนอยู่บนเตียงดีดตัวขึ้นทันใด จากนั้นก็ส่งเสียงร้องไห้ดังสนั่น ชายฉกรรจ์สวมเสื้อผ้าหยาบกร้านผู้หนึ่งตรงเข้าลานบ้าน มองไปยังหีบที่วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็ลากถูไถไปทางประตูใหญ่ ก่อนโยนลงไปดังโครมอยู่นอกประตู "คนนอกถิ่นจะมารังแกคนหรือไง นี่คือบ้านของแม่ข้า กลับมาแล้วก็เที่ยวอ้างบารมีมารังแกคน รังแกคนใช่ไหม ยังมีกฎหมายอยู่อีกหรือไม่~~" อวี๋ลิ่งหัวเราะออกมา กำลังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะทลายวงล้อมยังไง จะหาทางพบหน้าขุนนางยังไง จะก้าวออกไปยังไง... โอกาสก็มาถึง! ก่อนหน้านี้จะทำอะไร พ่อก็บอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน กระดูกหักก็ยังมีเอ็นเชื่อมถึงกัน ก็เลยต้องทน ก็เลยต้องยอม มาวันนี้เข้าทางดีแล้ว เขาไม่ยอม มองดูผู้หญิงหลายคนที่คล้ายหน้าคล้ายตาป้าสะใภ้ใหญ่วิ่งเข้ามาในบ้าน อวี๋ลิ่งเดาว่านี่คงเป็นลูกสาวของลุงใหญ่ เป็นคนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ มิน่าลุงใหญ่เช้าตรู่ออกจากบ้านตั้งแต่มืด ที่แท้ก็ไปตามคนมาช่วยนี่เอง อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่าคืนวานผ่านไปป้าสะใภ้ใหญ่เจออะไรถึงได้เดือดดาลจนนอนไม่หลับทั้งคืน ปากจัดมาหลายปี ครั้งแรกที่เอาเปรียบไอ้หนูคนนึงไม่ได้เลย อวี๋ลิ่งไต่ลงจากบันไดมามองหน้าพ่อที่บูดเบี้ยวราวกับกำลังท้องผูก อวี๋ลิ่งรู้ว่าพ่อกำลังกลัดกลุ้มอีกแล้ว ไปรบราชการอยู่ต่างบ้านหลายปีทำให้พ่อคิดว่าตัวเองติดค้างอะไรครอบครัว "หลิวจิ่ว หรูอี้ มองข้าทำไม นี่มันบ้านเรา ฟาดเลย ฟาดให้ตายไปข้างหนึ่ง ให้ตายสิ ไอ้บ้านั่นกล้ามาอาละวาดถึงหน้าบ้านข้า โยนของของข้าออกไปนอกบ้าน" หลิวจิ่วกับหรูอี้กระโจนเข้าไป หลิวจิ่วกับหรูอี้สองคนอายุสิบห้าหกปีพอดี อายุเท่านี้กำลังเลือดร้อน เป็นอย่างที่ชาวบ้านเขาชอบพูดกันว่าพวกห้าวไม่กลัวตาย เด็กอายุเท่านี้ ถ้าจะเอาจริงกับเจ้า มือแยกไม่ออกว่าบางเบาหรือหนักหน่วงนะ พอบอกว่าจะเล่นงานหนัก ไม่ช้าก็เล่นงานหนัก ไม่ได้มีคำกล่าวรึว่า ไม่กลัวไอ้เฒ่าหัวไม้ กลัวไอ้พวกเด็กแว้น อวี๋ลิ่งก็ไม่ได้คิดเรื่องจะหนักมือหรือเบามืออะไร ถ้าไม่จัดการครอบครัวนี้ให้หลาบจำ ต่อไปอยู่บ้านอ่านหนังสือก็อ่านไม่ได้สงบหรอก นางมาอาละวาดกับเจ้าได้ทุกวัน นางมีเวลาให้เต็มที่ อวี๋ลิ่งไม่อยากวุ่นวาย อยากอ่านหนังสือเงียบๆ เตรียมตัวสอบถงเซิง แล้วกลับไปจิงเฉิงเท่านั้น หลิวจิ่วกับหรูอี้ลงมือแล้ว เป็นคนที่เคยผ่านถนนในจิงเฉิงมาแล้วทั้งนั้น จะบอกว่าเรื่องต่อสู้ไม่มีประสบการณ์ก็เป็นไปไม่ได้ คนหนึ่งเน้นโจมตีด้านบน อีกคนเน้นด้านล่าง ชายฉกรรจ์ที่เพิ่งวางก้ามแสดงอำนาจครู่เดียวก่อนหน้านี้ถูกจัดการล้มลงทันที หรูอี้ยื่นมือไปคว้าเป้า กระชากเข้าแรงหนึ่งที ชายคนนั้นขดตัวงอเข้าหากันทันใด และแผดเสียงร้องเหมือนหมูถูกฆ่า "ไปแจ้งทางการ มีใครไปแจ้งทางการให้บ้าง ถ้าไม่มีข้าจะฟาดเจ้าหัวขโมยบุกรุกเรือนคนนี้ให้ตายคามือแล้วนะ ตามราชนิติธรรมแห่งราชวงศ์เรา โทษฐานปล้นชิงทรัพย์ในเวลากลางวัน..." มือหนึ่งถือหนังสือ ผมหวีเป็นทรงผู้ใหญ่ พูดจาไม่หวั่นเกรงและมีหลักการเป็นขั้นตอน อวี๋ลิ่งที่สงบนิ่งไม่หวั่นไหว เพียงปรากฏกายก็สะกดคนทั้งปวงไว้ได้ ในหัวของทุกคนล้วนผุดคำสามคำขึ้นมาเอง "บัณฑิต"! คำพูดของอวี๋ลิ่งสิ้นเสียงลง ไม่มีใครกล้าแม้แต่ส่งเสียงอึกทึก บุกรุกเรือนปล้นชิงทรัพย์ โทษประหารเชือดเนื้อแล่เอ็น ฟังแล้วก็น่าขนลุก ทุกคนล้วนไม่เคยเล่าเรียน จึงไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แล้วถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ จริงๆ แล้วอวี๋ลิ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการบุกรุกเรือนปล้นชิงทรัพย์ของต้าหมิงจะถูกลงทัณฑ์ประหารเชือดเนื้อแล่เอ็นหรือไม่ อวี๋ลิ่งต้องการก็คือชิงพูดให้อีกฝ่ายสะดุ้ง ทำให้ตัวเองยืนอยู่บนจุดที่ชอบธรรม แล้วให้บทเรียนที่ยากจะลืมแก่ชายคนนี้ เชือดลิง ให้นกกระจาบดู "หรูอี้ มัดไอ้หมอนี่ไว้ จัดการเสร็จแล้วก็ไปแจ้งทางการ รอให้ท่านเจ้าหน้าที่มาแล้วค่อยว่ากัน ข้าเป็นบัณฑิตผู้ทรงธรรม จะมาถูกคนรังแกเช่นนี้ได้อย่างไร!" อวี๋ลิ่งพูดจาเที่ยงธรรมน้ำเสียงขึงขัง มองไปยังฝูงชนที่มุงดูแล้วว่า: "ยังมีกฎหมายอยู่อีกหรือไม่ ยังมีหลี่ฟ้าอยู่อีกหรือไม่" ชายคนนั้นถูกมัดตัว พ่อท่าทางไม่วางใจ หลายครั้งเดินเตรียมจะเข้ามาเกลี้ยกล่อมอวี๋ลิ่ง แต่กลับถูกพี่เย่รั้งมือไว้แน่น "ท่านน่ะห่วงสายสัมพันธ์ญาติพี่น้อง แต่พวกเขาห่วงท่านบ้างหรือเปล่า เมิ่นเมิ่นกับท่านพี่ลิ่งเพิ่งกลับถึงบ้าน ผู้หลักผู้ใหญ่พวกนี้ในบ้านเคยให้สีหน้าดีๆ บ้างหรือเปล่า บอกไว้ว่าวันนี้จะย้ายออก ก็ย้ายออกแล้วหรือยัง" "ท่านอวี๋ เรื่องใหญ่ท่านไม่เคยเลอะเลือน ทำไมเรื่องนี้ถึงได้มืดมัวเช่นนี้ล่ะ ฟังท่านพี่ลิ่งเถอะ รอให้คนจากหลาหยาเหมินมา ข้าจะไปแจ้งทางการ" ท่านเศรษฐีอวี๋ทนดูต่อไปไม่ไหวกล่าวว่า: "นั่นมันเจ้าบ้านของพี่สาวใหญ่บ้านอวี๋ลิ่งนะ" พี่เย่หัวเราะตอบ: "ท่านก็รู้มิใช่หรือ นี่มันเหมาะเจาะพอดีอย่างไรเล่า พี่สาวกับน้องชายเป็นรุ่นเดียวกัน สองคนมาวัดกัน รุ่นผู้ใหญ่ไม่ก้าวก่าย ดูซิว่าใครแน่กว่ากันล่ะ" พี่เย่ควบม้าไปแล้ว เขาไปแจ้งทางการจริงๆ เจ้าหน้าที่หลาหยาเหมินมาเร็วมาก คนที่มาคือเสมียนอำเภอคนหนึ่ง (จู่ปู้) ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูร้อนแล้ว เขาจะลงพื้นที่ตรวจตราหมู่บ้านก็แค่พอเป็นพิธี อากาศอย่างนี้จริงๆ เขาเองก็ไม่อยากมา แต่ไม่มาก็ไม่ได้นะ ต้องเอาข้าวร้อยหาบไปให้ทายาทของพระธิดาชายาตำหนักแปดนี่นา (ปล. ฉางอานจวิ้นจู่ จูซื่อ พระราชนัดดาในหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง) เมืองฉางอานกับอำเภอโดยรอบพวกนี้ ครึ่งหนึ่งของผลผลิตข้าวต้องตกเป็นของพวกคนใหญ่คนโตในฉางอาน ถ้าไม่คอยดูสักหน่อย หากทำให้คนของพวกเขาไม่พอใจขึ้นมา ทางเดินของตัวเองก็คงสิ้นสุดแต่ตรงนี้ นอกจากทายาทของพระธิดาชายาแล้ว ในเมืองฉางอานก็ยังมีลูกหลานตระกูลจูอีกไม่น้อย คนพวกนี้ไม่ทำมาหากินอะไร ต้องพึ่งพาอำเภอรายรอบฉางอานนี่แหละเลี้ยงดู ต่อให้เก็บเกี่ยวไม่ดีแค่ไหน ของที่ต้องให้คนพวกนี้ก็ขาดตกบกพร่องไปแม้แต่ส่วนเดียวไม่ได้ เมื่อได้ยินว่าชาวบ้านวิวาทกันถึงขั้นลงไม้ลงมือ ท่านจู่ปู้ไอ้ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที สิ่งที่ท่านสนใจใช่ว่าจะมีคดีให้สืบ แต่สนใจว่าทะเลาะกันทำไม เขาท่านเองก็กำลังหัดเขียนหนังสือตามอย่างพวกบัณฑิตในจิงเฉิง แต่ขัดสนเรื่องฝีมือการประพันธ์นัก เขียนเรื่องราวซาบซึ้งตรึงใจออกมาไม่ได้ เขาจึงหันเหไปอีกทางเลือกหนึ่ง คือเขียนเรื่องเล่าชาวบ้าน จากเรื่องผีสางนางไม้พวกนั้น (ปล. ราชวงศ์หมิงคือยุคพีกของการเขียนนิยาย 《สามก๊ก》 《108 วีรบุรุษเขาเหลียงซาน》 《ไซอิ๋ว》 และ《จินผิงเหมย》 ฯลฯ) ท่านจู่ปู้ไอ้พอรู้ข่าวก็ดีอกดีใจรีบรุดมา... พอเห็นขุนนาง ป้าสะใภ้ใหญ่ทั้งครอบครัวก็หงอหมด อวี๋ลิ่งพอเห็นขุนนางก็วิ่งขึ้นห้องใต้หลังคาทันที หนีบหนังสือของจูซีเล่มหนึ่งกับหนังสือที่องค์ชายรัชทายาทพระราชทานให้อีกเล่ม แล้วยิ้มแย้มเดินเข้าไปทักทาย "ศิษย์อวี๋ลิ่ง คารวะท่านผู้นำ!" ท่านจู่ปู้ไอ้เห็นเด็กหนุ่มครึ่งค่อนคนผู้หนึ่งโค้งคำนับตน เอ่ยปากเรียกอาจารย์ ก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่คือบัณฑิตคนหนึ่ง เก็บท่าทีดูแคลนเล็กน้อย พลั้งปากถามไปว่า: "เจ้าเป็นคนไปแจ้งความหรือ" "เป็นศิษย์เองที่ไปแจ้งความ" "เรื่องอะไร" อวี๋ลิ่งบรรยายเรื่องราวอย่างละเอียดละออรอบหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าตนคือครัวเรือนทหารที่หนีทัพกลับมา บอกแต่เพียงว่าตนเป็นศิษย์ที่เดินทางกลับจากจิงเฉิงเพื่อเตรียมตัวเข้าสอบ แล้วก็เผยให้เห็นตราประทับสีแดงบนหนังสืออย่างไม่ได้ตั้งใจ หนังสือเล่มนี้ใหญ่ผิดธรรมดา อีกทั้งหาตัวเทียบตามท้องตลาดไม่ได้ ต่อให้อวี๋ลิ่งไม่จงใจอวด ท่านจู่ปู้ไอ้ก็มองเห็น อวี๋ลิ่งเพียงแค่ต้องการให้ท่านเห็นชัดเจนขึ้นอีกหน่อยก็เท่านั้น "นี่หนังสืออะไรหรือ" "ครั้งไปจิงเฉิงได้พบท่านองค์ชายรัชทายาทโดยบังเอิญพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรัชทายาทไม่รังเกียจที่ศิษย์โง่เขลา พระราชทานหนังสือให้กำลังใจ และหยิบยื่นให้ศิษย์หนึ่งเล่มตามอัธยาศัย" อวี๋ลิ่งกำลังโกหก แต่คำโกหกนี้ อวี๋ลิ่งฟันธงว่าขุนนางคนนี้ไม่มีทางกล้าไปสอบทวนความจริง หนังสือเป็นของจริง องค์ชายรัชทายาทให้มาก็เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ว่าให้กำลังใจนั้นไม่จริง ท่านจู่ปู้ไอ้ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นองค์ชายรัชทายาท ได้ยินดังนั้นจึงรีบค้อมเอวถาม: "ขอชมสักพักหนึ่งได้หรือไม่" "ท่านผู้นำเชิญ" ของที่ออกมาจากในวัง คุณภาพย่อมไม่ขี้เหร่แน่นอน ของพอถึงมือ เพียงลูบกระดาษ เพียงมองหมึกพิมพ์ ท่านจู่ปู้ไอ้ก็รู้ว่าเด็กนี่พูดความจริง ท่านจู่ปู้ไอ้กวาดตามองอย่างอิจฉาอยู่สองสามแวบ แล้วจึงยกมือสองข้างประคองคืนให้ "เกิดอะไรขึ้น" อวี๋ลิ่งเล่ากระบวนการและผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่เกิดอีกครั้งอย่างละเอียด รอบนี้ท่านจู่ปู้ไอ้ตั้งใจฟังแล้ว "บ้านคือของเจ้า" "ท่านผู้นำโปรดไต่สวนได้ตามสบาย ศิษย์ใช้ปราชญ์จูซีสาบานได้ หากศิษย์..." ท่านจู่ปู้ไอ้มองไปยังหีบที่ถูกทุ่มจนแตกใบนั้นแล้ว ก็โบกมือไปทีหนึ่ง "คุมตัวไว้" พวกพลฉกรรจ์รับใช้ติดตามที่มากับเขาพุ่งกรูออกมา ลากตัวลูกเขยของป้าสะใภ้ใหญ่ไปจากที่นั่น ป้าสะใภ้ใหญ่ร้องไห้อีกแล้ว ลูกสาวนางก็ร้องไห้ ครั้งนี้น้ำเสียงผิดไปอย่างชัดเจน ไม่มีเค้าลำพองใจอย่างก่อนหน้านี้ เห็นขุนนางท่านนี้กำลังจะไป อวี๋ลิ่งก็ก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปหาแล้วกล่าวอย่างเคารพว่า: "ศิษย์ตั้งใจจะไปสอบถงเซิงในภายภาคหน้า ท่านผู้นำคือขุนนาง คืออักษรเทพ จะขอรับอานุภาพบารมีอักษรจากท่านสักหน่อย" ท่านจู่ปู้ไอ้ดีใจแทบไม่เป็น ถ้าเป็นผู้ใหญ่เรียกเขาว่าอักษรเทพ เขาคงรังเกียจหนักเข้าไปอีก เพราะถึงตอนนี้เขาก็เป็นเพียงถงเซิงคนหนึ่ง สอบถงเซิงถึงแม้เขาจะผ่าน แต่ก็สอบไม่ได้ลำดับหนึ่งกับลำดับสอง เพราะถงเซิงลำดับหนึ่งกับสองเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม "ลู่เคอ" ต้องผ่าน "ลู่เคอ" ถึงจะนับเป็นซิ่วฉายกง ดังนั้น เขาจึงยังไม่นับว่าเป็นซิ่วฉายเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นเด็กหนุ่มเรียกเขาว่าอักษรเทพ เขาก็จะดีใจ เพราะเด็กไร้เดียงสาไม่มีความผิด แล้วเด็กจะมีจิตใจไม่ดีอะไรไปได้เล่า "รับอานุภาพยังไง" อวี๋ลิ่งหยิบหนังสือที่ประพันธ์โดยจูซีออกมา และกล่าวอย่างเคารพว่า: "ขอเชิญท่านผู้นำลงนามชื่อบนหนังสือให้ด้วย พอศิษย์อ่านหนังสือทีหลังจะได้ระลึกถึงท่านผู้นำ มีชื่อของท่านผู้นำอยู่ด้วย ศิษย์จะต้องสอบร้อยครั้งผ่านร้อยครั้งแน่..." ท่านจู่ปู้ไอ้หัวเราะออกมา รับพู่กันที่อวี๋ลิ่งส่งให้ และบรรจงเขียนชื่อของตน มองแววตาเคารพนบนอบในดวงตาของอวี๋ลิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตาอวี๋ลิ่ง "ตั้งใจเล่าเรียน ถึงอายุสิบห้าต้องไปสอบถงเซิงให้ได้นะ" "ศิษย์เตรียมตัวสอบในเดือนแปดปีนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ" ท่านจู่ปู้ไอ้ฟังแล้วประหลาดใจ: "สอบปีนี้เลยหรือ อายุกี่ขวบแล้ว" "สิบขวบ" จิตใจของท่านจู่ปู้ไอ้พลันคึกคักขึ้นมา อายุแค่นี้ก็ไปสอบ ถ้าสอบติดก็ต้องเป็นเทพยุวชน หากตนเป็นคนค้ำประกัน หากตนอยู่ในนั้นด้วย... ชื่อเสียง... ตนก็ไม่ได้ต้องเสียอะไรอยู่แล้ว... แววตาที่ท่านจู่ปู้ไอ้มองมายังอวี๋ลิ่งพลันเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรง พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า: "หาคนทำหน้าที่ค้ำประกันหรือยัง" อวี๋ลิ่งทำท่าทางน่าสงสารกล่าวว่า: "ศิษย์เพิ่งกลับมา ในบ้านก็ยังไม่เรียบร้อย รอจัดการในบ้านเสร็จเรียบร้อยบิดาก็จะไปหาคนค้ำประกันให้ลูกในเมือง" "มะรืนนี้มาพบข้า ข้าจะทดสอบภูมิความรู้ของเจ้าดู..." "เป็นเกียรติแก่ศิษย์อย่างยิ่ง" ท่านจู่ปู้ไอ้ไปแล้ว ฝูงชนที่มุงดูก็เงียบสงัด แววตาที่มองมายังอวี๋ลิ่งก็ต่างไปจากเดิม บทสนทนาของสองคนนั้นทุกคนได้ยินกันหมด บ้านตระกูลอวี๋จะต้องมีผู้สอบผ่านเป็นบัณฑิตแล้ว โค้งคำนับส่งท่านจู่ปู้จากไป รอยยิ้มบนใบหน้าอวี๋ลิ่งยังไม่จาง ค้อมกายประสานมือคารวะคนทั้งหลายอย่างสง่างามถูกกาลเทศะ ทุกคนรีบร้อนค้อมคารวะเป็นการตอบรับ ณ วินาทีนี้ ในที่สุดอวี๋ลิ่งก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงว่า หมื่นพันอาชีพล้วนต่ำต้อย มีเพียงการอ่านเขียนเท่านั้นที่สูงส่ง "หรูอี้ เอาของที่ไม่ใช่ของบ้านเราโยนทิ้งให้หมด คืนนี้ข้าไม่อยากนอนปูเสื่อบนพื้นแล้ว" "เข้าใจแล้ว ท่านพี่ลิ่ง"

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้