# บทที่ 2 บ้าน...ไม่ใช่ดีอย่างที่คิดเสียทีเดียว
การเดินทางอันยาวนานก็มาถึงจุดหมายในที่สุด หลังจากผ่านท่าเรือที่แม่น้ำเว่ยเหอกับแม่น้ำหวงเหอมาบรรจบกัน ก็หมายความว่าพวกเขาได้มาถึงเขตเมืองซีอานฝู่แล้ว สำนักคุ้มกันทำภารกิจอารักขาครั้งนี้สำเร็จ ท่านพ่อลงชื่อประทับลายนิ้วมือ จ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือเสร็จ ต่างฝ่ายต่างร่ำลากัน ถึงแม้ว่าปลายทางของสำนักคุ้มกันก็คือเมืองซีอานฝู่เหมือนกัน แต่พวกเขาไม่ใช้ทางตรง เพราะปัญหาเรื่องสินค้า พวกเขาจึงต้องอ้อมวงใหญ่ ถึงจะเข้าเมืองซีอานฝู่ในที่สุด นี่เป็นเขตที่ท่านพ่อคุ้นเคย เขาไม่อยากอ้อม ตั้งใจจะใช้เส้นทางฉินกู่เต้าเพื่อถึงบ้านในคราวเดียว เมื่อมองดูกระแสน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำหวงเหอ อวี๋ลิ่งก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมคนโบราณถึงให้ความสำคัญกับการจากลา การออกเดินทางไกลสักครั้งช่างยากเย็น แทบจะเอาโชคเป็นเดิมพัน ดูท่านพ่อก็รู้ได้ ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน คนที่เคยอวบกลมกลับผอมซูบจนพุงยุบหายไปหมดแล้ว ราวกับถูกปล่อยลมออก ท่าเรือมีคนเยอะมาก พอเห็นใครลงจากเรือ ก็รีบเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังทันที คนพวกนี้ล้วนเป็นคนมาหากิน พวกเขาอาศัยอยู่ตามท่าเรือตลอดปี รับจ้าง หาบหามสินค้า บางคนก็ขายของพื้นเมืองอย่างปลาเส้นในน้ำซุป พวกเขามองขบวนที่ตรงหน้ามีทั้งม้า ทั้งล่อ แถมยังมี "คนรับใช้" อีกสามสี่คน ก็ดีใจเป็นอย่างมาก พลางตะโกนถามเสียงดังว่า จะพักไหม จะให้อารักขาหรือไม่ ลุงเย่คนเฝ้าประตูกลับกลายเป็นคนละคน กลิ่นอายดุดันที่บอกว่า "คนแปลกหน้าอย่าเข้าใกล้" แผ่ซ่านออกมาทั้งร่าง ลุงเย่หรี่ตามอง ค่อย ๆ ชักกระบี่ยาวออกมาจากฝัก กระบี่เล่มนี้คือของที่ฉินเหลียงอวี้มอบให้อวี๋ลิ่ง ต้าหมิงควบคุมอาวุธมีดกระบี่อย่างเข้มงวดมาก กระบี่ยาวที่ลับคมเปิดหน้าคมแล้วเล่มนี้ ถูกตรวจสอบตลอดทางไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งก็ต้องนอนนิ่งอยู่ในกล่องไม้อย่างปลอดภัย สลักตรงด้ามกระบี่ ใช้ดีกว่าเงินเสียอีก "พัง พัง ระวังพังกันหน่อย เฮ้ย เบียดกันเข้ามาจะเอาอะไร เก็บความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกแกซะ พูดถึงแกนั่นแหละ เอามือแกออกไปจากคานรถบ้านข้า..." กระบี่ยาวฟันลงบนคานรถ จมลงไปในเนื้อไม้ครึ่งนิ้ว... สำเนียงกวานจงนั้นแข็งกระด้าง ฟังเผิน ๆ เหมือนเกลี้ยกล่อม แต่ก็เหมือนกับกำลังทะเลาะกัน ลุงเย่ถือกระบี่ยาวอยู่ในมือ ปากก็พ่น "สำเนียงหลวงแห่งต้าถัง" ออกมาเป็นชุด ฝูงชนที่ออรวมตัวกันเป็นกระจุก ไม่กล้าเบียดเข้ามาอีก พวกเขาคิดว่าเป็นคนต่างถิ่น ที่ไหนได้กลับเป็นคนท้องถิ่นนี่เอง แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น อวี๋ลิ่งก็สังเกตเห็นหัวขโมยได้อย่างน้อยสามคน ฝีมือห่วยมาก หวังจะฉกฉวยตอนคนกำลังเบียดเสียด "อา นี่มันหนังสือทั้งนั้น อายื่นมือมาทำไม" เมื่อรู้ว่าตัวเองถูกจับได้ ชายคนนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ไม่กล้าสบตาคมใสของเด็กหนุ่มบนรถม้า จึงเบือนหน้าหลบ แล้วพูดเสียงเบา "ที่แท้ก็เด็กบ้านเดียวกัน อาก็แค่สงสัยเท่านั้นเอง!" หรูอี้ยิ้มแล้วก้าวไปข้างหน้า ต่อยเข้าที่กรามของคนคนนั้นหนึ่งที "ยังสงสัยอีกหรือไม่" ฝูงชนเห็นดังนั้นก็พากันถอยหลังออกไปอีก ท่านเศรษฐีอวี๋เดินเข้ามา เขามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง แล้วกำชับเสียงต่ำ "ไหลฝู จำไว้นะ มาถึงที่นี่แล้ว ห้ามใจดีกับใครทั้งนั้น!" "จำได้แล้วขอรับ!" อวี๋ลิ่งเข้าใจความหมายของท่านพ่อ ตอนนี้แค่เอ่ยปากพูดคำเดียว คนพวกนี้ก็จะกรูกันเข้ามาทันที จะพูดด้วยไม่ได้ พอพูดด้วยเมื่อไหร่ เขาก็จะตามตื๊อ เหมือนกับพวกที่ออกมายืนถามหน้าโรงเตี๊ยมว่า "พักไหม" ในยุคหลังนั่นเลย "พี่น้องบ้านเดียวกัน หลีกทางให้หน่อยเถอะ เราจะกลับบ้าน กลับบ้านแล้ว..." มีกระบี่ มีคนรับใช้ แถมยังเป็นคนท้องถิ่น คนพวกนี้หมดความสนใจในทันที พากันบ่นงึมงำแล้วหลีกทางให้ มีก็แต่พวกขายของกินที่ยังยกมือชูของอยู่... หวังว่าจะขายได้บ้าง แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวัง ท่านเศรษฐีอวี๋ยอมให้ทุกคนกัดแป้งแข็งกระด้าง ดีกว่าแตะต้องของกินในมือของคนนอก เมื่อมองเทือกเขาฉินหลิ่งในระยะไกล อวี๋ลิ่งก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาบ้าง ทว่ายังมีสิ่งที่แปลกตามากกว่า อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว... แต่เนินเขาไกล ๆ กลับยังคงโล่งเตียนอยู่ มีหญ้าป่าขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่มีต้นไม้สักต้น เรื่องแบบนี้ อวี๋ลิ่งเคยคิดไว้ตั้งนานแล้ว พอมาเห็นกับตาก็อดถอนหายใจในใจไม่ได้ มิน่าล่ะ ราชสำนักถึงต้องขุดคูคลองน้ำใหม่ทุกปี ต้นไม้ถูกตัดจนหมดแล้ว ฝนตกหนักสักครั้ง ก็พัดพาคูร่องที่เพิ่งซ่อมไปเมื่อปีก่อนพังทลายหมด ไม่ซ่อมได้ยังไง! หลังจากหยุดพักครู่หนึ่ง ท่านเศรษฐีอวี๋นำขบวน ลุงเย่ปิดท้าย หรูอี้กับหลิวจิ่วที่อายุมากหน่อยอยู่ตรงกลาง ขบวนก็เคลื่อนออกเดินทางอีกครั้ง จุดหมายครั้งนี้คือการกลับบ้าน
"ศักราชหงอู่ปีที่สองแห่งราชวงศ์ เปลี่ยนเฟิ่งหยวนลู่เป็นเมืองซีอานฝู่ ฉางอานก็กลายเป็นซีอาน เขตการปกครองของเมืองซีอานฝู่คือหกโจว สามสิบเอ็ดอำเภอ ตามระบบองครักษ์แห่งเว่ยสั่ว บ้านของเราขึ้นกับอำเภอฉางอาน แต่พวกเราไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง!" อวี๋ลิ่งถามด้วยความสงสัย "แล้วอยู่ที่ไหน" "ตีนเขา" "โอ้!" "ในบ้านเรา ท่านพ่อเป็นพี่ชายคนที่สามนะ ข้างบนยังมีท่านลุงใหญ่ อวี๋ไฉ ท่านลุงรองอวี๋เฉียน ท่านอาสี่อวี๋เป่า ท่านอาห้าอวี๋เหริน..." "ท่านลุงใหญ่มีลูกเจ็ดคน ตายในศึกสามคน ตอนนี้เหลือลูกสาวสามคน ลูกชายหนึ่งคน ท่านลุงรองสี่คน ท่านอาสี่กับอาห้า ตอนที่พ่อจากมามีลูกสามคน..." "จำไว้นะ พ่อกับท่านลุงรองท้องเดียวกันนะ ส่วนญาติพี่น้องหลัง ๆ ถ้าพูดกันละเอียดก็นับถือปู่คนเดียวกัน ท่านลุงรองจะสนิทกว่า..." อาจจะเป็นเพราะยิ่งใกล้บ้านก็ยิ่งหวาดหวั่น คำพูดของท่านเศรษฐีอวี๋ก็เลยมากขึ้นมาทันที จากเดิมไม่เคยพูดถึงเรื่องในบ้านเลย ตอนนี้กลับกลายเป็นเอ่ยปากเล่าขึ้นมาเอง พี่สาวน้องสาวแต่งไปอยู่ที่ไหน เด็กตายตั้งแต่เล็กไปกี่คน ตอนท่านพ่อจากบ้านมา สภาพครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง กลับไปแล้วเจอหน้า ต้องเรียกยังไง ต้องพูดจาอะไรประมาณนี้... ที่ท่านพ่อเล่า อวี๋ลิ่งจำไม่ไหว คนเยอะมาก ชื่อคนก็เยอะแยะไปหมด อวี๋ลิ่งจำได้แค่ว่า ครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ล้วนเป็นครอบครัวทหาร (จวินหู้) ไม่มีศึกก็ทำนา มีศึกก็ตามไปรบ ฟังดูคนเยอะ แต่ลองนับดูจริง ๆ ก็ไม่ได้เยอะ ตายในศึกก็ตาย ตั้งแต่เล็กก็ตาย แต่งออกไปก็ออก นับรวม ๆ แล้วก็ไม่ถึงยี่สิบคน
ในระหว่างที่ท่านพ่อพูดพล่ามไม่หยุด อวี๋ลิ่งก็มองเห็นเมืองฉางอาน มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เปลี่ยน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป ขบวนเกวียนจอดพักที่สถานีพักฉางอาน ท่านพ่ออาบน้ำ แต่งตัวเล็กน้อย แล้วขี่ม้าบึ่งเข้าไปในเมืองฉางอาน เขาต้องไปมอบของขวัญ ของขวัญก็คือไข่มุกเม็ดใหญ่ที่ท่านเฉากงประทานให้นั่นเอง ถึงแม้ว่าขุนนางจะไม่ค่อยชอบขันทีกันสักเท่าไหร่ แต่ท่านเศรษฐีอวี๋กลับต้องการใช้โอกาสนี้ผูกสัมพันธ์กับขันทีที่เก็บภาษีเหมืองแร่ ถ้าผูกสัมพันธ์ได้ ชีวิตต่อจากนี้ก็จะสบายขึ้นหน่อย ท่านนายร้อยถานบอกว่า คำพูดของค่วงเจียน (ขันทีคุมภาษีเหมือง) มีน้ำหนักกว่าคำพูดของขุนนางท้องถิ่นเสียอีก ส่วนจะกลายเป็นพรรคขันทีหรือไม่ ท่านเศรษฐีอวี๋ไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น ไอ้กระจอกอย่างเขา แม้กระทั่งราชสำนักเป็นอย่างไรก็ยังไม่เคยรู้ จะนับเป็นพรรคอะไรได้ ท่านพ่อไปเร็ว กลับก็เร็ว พอเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา อวี๋ลิ่งก็รู้ว่าเรื่องสำเร็จแล้ว จนถึงตอนนี้ หินก้อนที่อยู่ในใจของท่านเศรษฐีอวี๋ถึงได้หล่นลงสักที "กลับบ้าน!" ฝุ่นผงบนถนนฟุ้งขึ้นมา บ้านอยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้าสุนัขเฝ้าบ้านที่ผอมจนเห็นซี่โครง ได้กลิ่นแปลก ๆ ก็ร้องเอ๋ง ๆ ออกมา เจ้าหมาดำเห็นพวกเดียวกันก็อยากกระโจนเข้าไปกัดกันสักตั้ง แต่หนังคอถูกหลิวจิ่วจับไว้แน่น มันเลยได้แต่เห่าตอบรับคำท้าทายของพวกเดียวกันไปพลาง จากนั้นก็ไปยืนเยี่ยวใส่แท่นหินริมทางอย่างโอหัง ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว อวี๋ลิ่งมองเห็นคนแล้ว พวกเขาถือชามใบใหญ่ พากันลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วมองขบวนแปลกหน้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นี้ "นั่นพี่สามหรือเปล่า" "กลับมาแล้วหรือ" "อืม กลับมาแล้ว!" ชายคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายท่านพ่ออยู่บ้างพยักหน้า ยิ้มแหย ๆ แล้วตะโกนไปทางเรือนด้านหลัง "แม่ของลูกเอ้ย พี่สามกลับมาแล้ว เก็บกวาดเรือนให้หน่อย เราจะย้ายกลับไป ใช่แล้ว แกต้มบะหมี่ให้อีกหม้อ..." สิ้นเสียงของเขา คนในเรือนก็รับคำขึ้นมาทันที "อั๊ยยะ พี่สามกลับมาแล้ว ฉันเพิ่งล้างหม้อเสร็จ รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะไปจัดการให้..." อวี๋ลิ่งเก็บทุกอย่างไว้ในสายตา เขาสังเกตได้ว่าบรรยากาศของครอบครัวนี้มีพิรุธ และฟังออกว่าคำพูดของสตรีในเรือนนั้น พูดทั้งที่ไม่เต็มใจ ยังไงก็รู้สึกอึดอัดชอบกล รู้สึกไม่เหมือนคนครอบครัวเดียวกันเลย เด็กผมน้ำมูกยืดคนหนึ่งวิ่งพรวดออกมา มองสำรวจอวี๋ลิ่ง มองสำรวจกลุ่มคนพวกนี้ ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้ม แล้วรีบบอก "พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องลำบากหรอก เรากินมาแล้ว!" ลุงเย่เอาหัวเข้ามาใกล้หูของอวี๋ลิ่งแล้วกระซิบเบา ๆ "นายน้อย สรุปแล้วนี่คือบ้านของนายนะขอรับ!" "บ้านของข้า" เห็นอวี๋ลิ่งยังไม่ได้สติ ลุงเย่ก็ชี้นิ้วไปด้านหลัง แล้วกระซิบว่า "นั่นต่างหากที่เป็นบ้านของท่านลุงใหญ่" "กาแย่งรังนกหรือ" ลุงเย่เกาหัวแล้วตอบ "แกว่านั่นแหละ!" อวี๋ลิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก เห็นอวี๋ลิ่งเตรียมจะเอ่ยปากเรียกคน ท่านเศรษฐีอวี๋ที่รู้นิสัยของอวี๋ลิ่งดีก็รีบบอก "ไหลฝู ช่างเถอะ หลายปีมานี้ไม่อยู่บ้าน พวกเราก็พึ่งพาให้พวกเขาดูเรือนไว้ พวกเราเข้าไปอยู่ในเรือนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน..." ถึงบ้านแล้ว อวี๋ลิ่งกับพวกก็เริ่มวุ่นวาย ขนหนังสือลงจากรถทีละหีบ ๆ พอคนที่รู้ว่าอวี๋เหลียงกลับมามีมากขึ้น คนที่มาช่วยงานก็มากขึ้น แต่ทางบ้านท่านลุงใหญ่กลับไม่มีใครมาเลย ป้าสะใภ้มองดูผู้ชายที่เอาแต่ถอนหายใจ แล้วก็กัดฟันพูด "ฉันไม่สนหรอกนะ ฉันไม่ยอมคืนเรือนนี่ให้นายเป็นพี่ชายคนโต จะกลัวเขาทำไม ฉันไม่ย้ายออกเด็ดขาด..."