หมิงงงงง

0004 - บทที่ 4 ไม่มีบ้าน

8 นาที· 1.7K คำ

# บทที่ 4 ไม่มีบ้าน

อวี๋ลิ่งวางใจลงแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อบ้างว่า ท่านเศรษฐีอวี๋มีเจตนาดีต่อตนจริง ไม่ใช่คิดจะยัดเขาลงไห เลี้ยงให้เป็นเด็กพิกลพิการ แล้วลากไปขอทานตามท้องถนน ในแผ่นดินต้าหมิง พฤติกรรมเช่นนี้เรียกว่า ฉ่ายเชิงเจ๋อเกอ การจับใส่ไหเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการของฉ่ายเชิงเจ๋อเกอเท่านั้น นอกนั้นยังมีวิธีนวดแป้ง สับเป็น สวกน้ำร้อน ล้างหน้า เลี้ยงม้าผอม และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งเป้าไปที่เด็ก ล้วนเป็นการทรมานเด็กดีๆ ให้กลายเป็นคนพิการทั้งร่างกาย พี่เสือเคยเล่าว่า เขาเห็นเด็กจำนวนมากตายเพราะฉ่ายเชิงเจ๋อเกอ บ้างถูกวิธีนวดแป้งทรมานอย่างโหดร้าย บ้างถูกสับเป็นตัดแขนขาแล้วเสียเลือดตาย บ้างทนน้ำร้อนลวกที่ใช้ล้างหน้าไม่ไหว เจ็บปวดจนขาดใจตาย เด็กที่รอดชีวิตมาอย่างหวุดหวิด ก็จะกลายเป็นกระปุกออมสินของพวกค้ามนุษย์ ถูกส่งไปนั่งขอทานตามท้องถนน ตามที่คนพลุกพล่าน อาศัยความพิการทางร่างกายเรียกร้องความสงสาร ในคณะกายกรรม มีเด็กแบบนี้อยู่มากมาย อวี๋ลิ่งเคยเห็นกับตามาแล้วครั้งหนึ่ง และเกือบถูกคนลักพาตัวไป เป็นคณะละครสัตว์เร่ "ม้าผอม" อวี๋ลิ่งไม่เคยเห็น แต่เด็กพวกนี้เป็นเด็กผู้หญิงหมด แถมยังเป็นเด็กหน้าตาดี ถูกแม่เล้าเลือกตัวไปหมดแล้ว เลี้ยงไว้ในโรงงิ้วอย่างลูกสาว พอเริ่มทำกินเมื่อไหร่ ก็คืนทุนได้ทันที เสี่ยวเหล่าหู่บอกว่า คนที่เลี้ยงม้าผอมพวกนี้ไม่ยอมเปิดทำกินนานกว่าสิบปี ถ้าโชคดีหน่อย เปิดทำกินครั้งเดียวก็กินไปได้หลายสิบปี ในเขตใต้ที่รับผิดชอบโดยนายสุนัข มีสองพ่อลูกคู่หนึ่ง พ่อแขนขาครบสามสิบสอง ส่วนลูกชายไม่มีมือเท้า ต่อหน้าคนนอก ทั้งคู่คือพ่อผู้เมตตากับลูกที่น่าสงสาร แต่ในที่ลับตาคน เด็กก็คือสัตว์เดรัจฉาน ถ้าขอทานไม่ได้เงิน กลับมาก็ถูกเฆี่ยน พี่เสือบอกว่าเมื่อก่อนราชสำนักยังจับกุมคนพวกนี้ พอจับได้ก็เชือดเป็นพันเป็นหมื่นดาบ แต่ปัจจุบัน จักรพรรดิว่านลี่ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวสิ่งใด กลุ่มคนที่ทำฉ่ายเชิงเจ๋อเกอพวกนี้ก็ออกมาวนเวียนตามท้องถนนอีกครั้ง เด็กพิการนั่งขอทานอยู่ ขุนนางในกรมกองกลับทำเป็นมองไม่เห็น (ปล. นับตั้งแต่ปีว่านลี่ที่สิบสี่เป็นต้นมา จักรพรรดิว่านลี่ไม่เสด็จออกว่าราชการ ไม่ออกนอกวัง ไม่ทรงประกอบพิธี ณ ศาลบรรพกษัตริย์ ไม่เสด็จศาล ไม่ทรงพบขุนนาง ไม่อนุมัติฎีกา ไม่โปรดให้มีการอภิปราย) ก่อนหน้านี้ อวี๋ลิ่งกังวลว่าท่านเศรษฐีอวี๋จะทำธุรกิจด้านนี้โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ เขานั่งอยู่ในถังอาบน้ำ กลับไม่ค่อยเชื่อเช่นนั้นแล้ว แม่ครัวกำลังปูที่นอน ท่านเศรษฐีอวี๋กำลังถูตัวให้เขา ถึงจะคิดจับเขาทำฉ่ายเชิงเจ๋อเกอ ก็ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ อวี๋ลิ่งดูออกอย่างชัดเจน ตอนอาบน้ำ ท่านเศรษฐีอวี๋แอบชำเลืองมองเป้ากางเกงเขาหลายครั้งอย่างจงใจ พลางยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ทำเอาอวี๋ลิ่งขนหัวลุก น้ำในถังไม้เปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนที่อยู่พ้นเสื้อผ้าของอวี๋ลิ่งก็ขาวสะอาด ผิดกับใต้เสื้อผ้าที่ยังเต็มไปด้วยขี้ไคลดำ "ป้าจาง ออกไปก่อนเถอะ แล้วไปเตรียมของกินอีกหน่อย ใส่มันหมูเยอะๆ ก็ได้!" "เจ้าค่ะ ท่านเศรษฐี!" ปิดประตู ห้องก็เงียบสงัดลง ท่านเศรษฐีอวี๋เงยหน้าขึ้นมองอวี๋ลิ่ง ใต้แสงเทียน แววตาของเขาฉายประกายมืดหม่นยากจะหยั่งรู้ รอจนน้ำในถังไม้ไม่ขุ่นอีกต่อไป เขาก็ถอนหายใจแผ่วเบา "เดิมที...เจ้าเป็นโจรลักขโมยใช่ไหม!" ถึงแม้จะถูกดูออกแล้ว และถูกถามตรงๆ แต่เมื่อได้ยินคำว่าโจรลักขโมย หัวใจของอวี๋ลิ่งก็ยังอดสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกอัปยศวาบขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย สูดลมหายใจเข้าช้าๆ อวี๋ลิ่งตอบตามตรง "ใช่พ่ะย่ะค่ะ ผมไม่ขโมยก็อยู่ไม่ได้!" ท่านเศรษฐีอวี๋มองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง พูดต่อ "ถ้าเช่นนั้น รอยแผลเป็นด้านหลังนี้ คงเป็นรอยถูกคนตีกระมัง ชะตาชีวิตเจ้านี่ช่างแข็งนัก ตรงนี้ถ้าใช้แรงอีกหน่อย กระดูกหักนั่นคงทิ่มแทงเจ้าถึงตายแล้ว!" ท่านเศรษฐีอวี๋กดลงเบาๆ อวี๋ลิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บ "ขอรับ ถูกตีมา!" ท่านเศรษฐีอวี๋พยักหน้า โดยพื้นนิสัยเขาเป็นคนตรงไปตรงมา เขาดูออกว่าอวี๋ลิ่งระแวดระวังตนมาตลอด จึงพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า "ข้าอยากได้ลูกชายสืบเชื้อสายมาช้านาน นายร้อยถานถูกชะตาเจ้า รู้สึกว่าเด็กคนนี้ถูกตาต้องใจดี เลยมาบอกข้า ข้าเองก็รู้สึกว่าไม่เลว!" ท่านเศรษฐีอวี๋มองตรงเข้าไปในดวงตาอวี๋ลิ่ง พูดตรงๆ "ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ลูกสาวข้าก็รู้สึกว่าเจ้าดี ข้าว่านี่คงเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า 'มีวาสนา' ข้าเป็นชาวพุทธ ดังนั้น เจ้าจึงไม่ต้องกลัว!" อวี๋ลิ่งพยักหน้า "ขอบคุณพ่ะย่ะค่ะ!" "ขอบคุณ?" ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้มมุมปากเมื่อได้ยิน อยากจะพูดอะไรต่ออีก... แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเบื้องหน้าคนผู้นี้ก็ยังเป็นเด็ก อาจฟังไม่เข้าใจ จึงยิ้มแล้วลุกออกไป ท่านเศรษฐีอวี๋เดินออกไปแล้ว ประตูปิดลง ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดขึ้นอีกครั้ง เด็กสาวที่เคยเห็นก่อนหน้านี้แทรกตัวตามช่องประตูเล็ดลอดเข้ามา เขย่งเท้าตัวลอย ตัวพาดอยู่บนขอบถังอาบน้ำ ยิ้มให้อวี๋ลิ่ง อวี๋ลิ่งยื่นคอไปดู ให้ตายสิ! มืออีกข้างของเด็กสาวนี่ถือลูกแมวน้อยมาด้วยตัวหนึ่ง ไม่กระดุกกระดิก ไม่รู้เป็นหรือตาย! "พี่ชาย!" "อืม!" "พี่ นี่ของให้ อุ้มมันนอนนะ พรุ่งนี้เช้าหนูค่อยมาใหม่ หนูต้องไปแล้วค่ะ อีกเดี๋ยวพ่อตามหาหนูไม่เจอ หนูต้องถูกดุอีกแน่ พรุ่งนี้หนูมาเล่นด้วยนะ!" "อืม!" พูดจบ นางก็โยนแมวใส่ถังอาบน้ำตรงๆ พอกว่าอวี๋ลิ่งจะงุ่มง่ามช่วยแมวขึ้นมาได้ เด็กสาวก็ย่อตัวต่ำ รีบผละจากไปอย่างรวดเร็ว เจ้าแมวน้อยผู้น่าสงสารตัวสั่นงันงก ใต้ร่มเงาต้นพุทราในลานบ้าน ท่านเศรษฐีอวี๋มองดูลูกสาวย่องหนีไปอย่างลับๆ ล่อๆ เผยรอยยิ้มอย่างจนใจ สุดท้ายทอดสายตาไปยังเรือนตะวันตกที่อวี๋ลิ่งพักอยู่ พึมพำว่า "ไอ้หนู จะเป็นทาส หรือจะเป็นลูก ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว!" ในถังไม้ภายในห้อง อวี๋ลิ่งมองลูกแมวน้อยเปียกโชกแล้วยิ้ม ในที่สุดก็ทอดสายตาไปที่เสื้อผ้าซึ่งพับไว้เรียบร้อย พึมพำกับตัวเอง "แลกใจมองใจ แค่มีข้าวให้กิน ต่อให้ยอมเป็นลูก ยอมเป็นคนฆ่าคนเผาบ้าน ข้าก็ทำทั้งนั้น!" เป่าเทียนดับ นอนลงบนเตียง ในผ้าห่มสำลีเก่าที่อิ่มเอิบด้วยแสงอาทิตย์อบแดด แผ่ไออุุ่นหลงเหลือ กลิ่นอายของแสงแดดลอยมาแตะจมูก อวี๋ลิ่งสูดดมอย่างตะกละตะกลาม ราวกับหมาจรจัดหิวโซ ความทรงจำในอดีตพลันผุดพรายขึ้นในห้วงอีกครั้ง บ่ายวันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วงอันง่วงงุน แสงตะวันละมุนล่องอบอวล คุณย่าถือไม้ไผ่ฟาดลงบนก้อนสำลีในผ้าห่มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไล่ให้กลิ่นแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมดอกหอมหมื่นลี้กระจายตัวออก... แล้วก็เย็บตรึงมันลงบนผ้าห่มทีละเข็ม กลิ่นนี้ล่ะ ใช่เลย อวี๋ลิ่งดึงผ้าห่มมาปิดหัว แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น ชั่วขณะนี้ต่างหากถึงจะเป็นคน สามปีก่อนหน้านั้นเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน กระทั่งเทียบกับลาแก่ตัวนั้นก็ไม่ได้ ลามันยังได้กินเมล็ดถั่วดำติดเกลือ ส่วนตัวเองน่ะหรือ ป่านนี้ยังไม่เคยแม้แต่เมล็ดถั่ว ... ฟ้าสางแล้ว อวี๋ลิ่งตื่นแต่เช้าตรู่ กอดไม้กวาดตรงมุมกำแพงเริ่มปัดกวาดดูแลความสะอาดทั่วลานบ้าน เก็บกวาดฝุ่นผงตามขอบบ่อน้ำ ในจิงเฉิง พายุทรายรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนสี่อย่างตอนนี้ ราวกับจะพัดพาฤดูใบไม้ผลิปลิวหายไปด้วย (ปล. "หมิงสื่อ·อู่สิงจื้อ" ระบุว่า ในจิงเฉิง เดือนหนึ่งถึงเดือนสี่เป็นช่วงพายุทรายพัดบ่อยที่สุด!) อวี๋ลิ่งง่วนอยู่กับการทำงาน เมื่อวานท่านเศรษฐีดูแลข้าวเขาถึงสามมื้อ ตนจะมารับประทานของคนอื่นเปล่าๆ ไม่ได้ ทั้งสภาพร่างกายของตัวเองตอนนี้ก็ทำอะไรลำบาก ฉะนั้นเริ่มต้นจากสิ่งที่พอทำได้แล้วกัน หน้าต่างไม้ของเรือนประธานแย้มออกเป็นร่อง ท่านเศรษฐีอวี๋มองลอดผ่านช่องนั้น มองดูอวี๋ลิ่งที่ง่วนอยู่กับการทำงาน ก็อดพึมพำกับตัวเองอีกครั้งไม่ได้ "ก็นับว่าเป็นคนรู้จักกาลเทศะดี แต่ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนเด็กเลยสักนิด นี่ต้องกินทุกข์มามากมายสักแค่ไหน ถึงได้รู้กาลเทศะถึงเพียงนี้!" ท่านเศรษฐีอวี๋ส่ายหน้า กระแอมเบาๆ สองสามที เปิดประตูเดินออกมาข้างนอก "อรุณสวัสดิ์!" "อรุณสวัสดิ์พ่ะย่ะค่ะ ท่านอวี๋!" "ขยันถึงเพียงนี้ กลัวข้าไล่เจ้าไปงั้นหรือ!" อวี๋ลิ่งเงยหน้าขึ้นยิ้ม ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่อวี๋ลิ่งก็ยังไม่ชินกับการพูดอะไรมากมาย อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าจิตใจของตนคงเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ท่านเศรษฐีอวี๋คิดในใจว่าเด็กคนนี้ต้องออกมาจากครอบครัวขุนนางใหญ่โตเป็นแน่ เด็กอายุหกขวบมีท่าทีไม่ยโสไม่ประจบสอพลอ พูดจานิ่งสงบ นี่ไม่ใช่ท่าทางที่เด็กคนหนึ่งพึงมีเลย นอกเสียจากว่าจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวใหญ่โต หากไม่ได้รับการปลูกฝังผ่านหูตาจากผู้ใหญ่ในบ้านมาตั้งแต่เล็ก เด็กธรรมดาย่อมไม่มีทางเป็นอย่างนี้แน่ "เด็กน้อย ถ้าเจ้ามีบ้าน ก็จงบอกข้าเถิด ว่าอยู่ที่ไหน เป็นคนแถวไหน ข้าจะส่งเจ้ากลับไป สองวันนี้ก็ถือว่าผูกมิตรไมตรีกันไว้!" "ไม่มีบ้านพ่ะย่ะค่ะ!" ท่านเศรษฐีอวี๋ชะงักไปเมื่อได้ยิน ยิ้มแล้วหันหลังเดินเอามือไขว้หลังออกไป เขาจะไปหานายร้อยถาน แล้วไปถามคนที่ชื่อนายสุนัขนั่น ไม่อย่างนั้นเด็กดีๆ อย่างนี้มาตกมาอยู่ในบ้านตนได้ยังไง เขากลับรู้สึกว่ามันไม่จริงเท่าไหร่

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้