# บทที่ 13 ในตำราย่อมมีเรือนทองอย่างแท้จริง
บรรพบุรุษของหรูร่างคือหรูฉาง เสนาบดีปิงปู้ซั่งซู ราชครูองค์รัชทายาท และได้รับแต่งตั้งเป็นจงเฉิงปั๋ว หรูฉางมีบุตรชายสามคน ได้แก่ หรูเจียนบุตรคนโต หรูเฉวียนบุตรรอง และหรูหยงบุตรเล็ก หรูร่างก็คือสายเลือดของหรูหยงบุตรเล็กนั่นเอง ครอบครัวเขาใช้ชีวิตอยู่ในฉางอานมาหลายปี นับว่าเป็นคนพื้นถิ่นของฉางอานก็ว่าได้ ความรุ่งเรืองของบรรพบุรุษตระกูลหรูหาได้รักษาไว้ได้ไม่ ในแผ่นดินต้าหมิงที่ผันแปรไม่หยุด หรูฉางไม่ยอมไปส่งอ๋องจ้าวออกจากเมืองหลวง ถูกอวี้สื่อถวายฎีกากล่าวโทษ ถูกจับโยนเข้าเรือนจำของจิ่นอีเว่ย เขากลัวจะถูกทรมานให้รับสารภาพเท็จ กลัวการใส่ความ กลัวว่าเรื่องของตนเองผู้เดียวจะพัวพันดึงผู้บริสุทธิ์ออกมาอีกมากมาย เขาจึงให้บุตรชายไปซื้อยาพิษที่ตลาด แล้วกินยาพิษฆ่าตัวตาย ถึงขั้นนี้แล้ว จิ่นอีเว่ยก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไป บุตรชายหรูเฉวียนที่ซื้อยาพิษให้กลับกลายเป็นผู้ฆาตกรรมบิดามารดา ทั้งครอบครัวถูกเนรเทศไปกว่างซี หลังจักรพรรดิเหรินจงขึ้นครองราชย์ คดีที่ดูพิลึกพิลั่นนี้ถึงได้รับการสะสางคืนความยุติธรรม สายเลือดห้องสามเพียงสายเดียวที่หลงเหลือของตระกูลหรูก็คือหรูหยง จึงย้ายจากกว่างซีมาฉางอาน ที่สายเลือดห้องนี้สามารถมาที่นี่ได้ล้วนต้องพึ่งพาองค์หญิงแห่งฉางอาน พระนางเป็นองค์หญิง เป็นธิดาของฉินอ๋อง อีกทั้งเป็นลูกสะใภ้ของหรูฉาง เป็นพระนางที่ทรงขอให้เชื้อพระวงศ์เปิดทางให้นี่เอง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เจ้าของโรงเตี๊ยมบอกกับอวี๋ลิ่ง เขาบอกว่า ตอนนี้ตระกูลหรูก็ไม่ค่อยจะดีนัก ลูกหลานต่างมุมานะศึกษาเล่าเรียน ทว่าหลายปีมานี้ก็มิอาจสอบได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ท่านผู้เฒ่าแห่งตระกูลหรูเพิ่งสิ้นบุญไปเมื่อปีกลาย อวี๋ลิ่งฟังแล้วอดถอนใจไม่ได้ เมื่อเทียบบรรพบุรุษแล้ว ครอบครัวของหรูร่างเหนือกว่าซูหวายจิ่นนัก แต่ตอนนี้ครอบครัวของหรูร่างพบหน้าพ่อของซูหวายจิ่นยังต้องคุกเข่าคำนับ ทุกวันนี้ตระกูลหรูไม่มีตำแหน่งขุนนางแล้ว ต้องพึ่งพาที่ดินและให้คนในตระกูลไปทำการค้าจึงเลี้ยงตัวอยู่ได้ ถึงกระนั้น ตระกูลหรูในตอนนี้ก็สูงเกินกว่าที่อวี๋ลิ่งจะเอื้อมถึง อวี๋ลิ่งตอบรับคำเชิญของตระกูลหรู อวี๋ลิ่งเองก็อยากจะดูว่าครอบครัวพื้นถิ่นฉางอานอย่างตระกูลหรูใช้ชีวิตกันเช่นไร ต้องดูบ้านคนร่ำรวยให้มากๆ จะได้ไม่เหมือนคนโง่เขลาเมื่อต้องออกไปภายนอก อีกอย่างหนึ่ง ตนเองก็เป็นแค่ลูกครอบครัวทหาร พอมีคนมาเชิญก็ต้องรับไว้ อย่าให้ต้องเสียหน้า ตระกูลหรูจะตกอับอย่างไรก็ยังดีกว่าตระกูลอวี๋ เรือแตกก็ยังมีตะปูตั้งสามพันตัว เมื่อมีแขกจะมา ตระกูลหรูเวลานั้นก็พลันคึกคักขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งของพี่ร่างด้วยตนเอง ตระกูลหรูแม้จะตกอับ แต่มิได้หมายความว่าจะปฏิบัติตัวไม่เป็น พวกเขารู้วิธีต้อนรับแขก และรู้ดียิ่งกว่าว่าทำอย่างไรให้แขกพึงพอใจ ข้าวของ อาหารการกินมิใช่สิ่งสำคัญที่สุด ท่าทีของเจ้าบ้านต่างหากคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง หรูร่างชอบคบมิตร จริงๆ แล้วเขามิได้สนใจอวี๋ลิ่งมากนัก ทว่าชื่อรองของอวี๋ลิ่งคือไหลฝู ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับสุนัขของบ้านเขา กลับทำให้เขาสนใจขึ้นมา "ท่านผู้เฒ่าจาง ท่านออกไปข้างนอกทำไม" บ่าวชราผู้หนึ่งอุ้มสุนัขวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา รีบอธิบายว่า "นายร่าง ข้าน้อยไปตามจับไหลฝูมาน่ะขอรับ" หรูร่างตบหน้าผากตนเองฉาดหนึ่ง เร่งรัดว่า "ไอ้คนนั้นน่ะ เอาไหลฝูไปขังไว้ในโรงฟืน จำไว้ให้ดี ก่อนแขกกลับไปไหลฝูห้ามออกมา ถ้ามันออกมา พวกเจ้าก็ออกไปจากบ้านนี้ซะ" "นายร่าง ไหลฝูไม่กัดคนนะขอรับ" หรูร่างสูดลมหายใจลึก แล้วแผดเสียงว่า "มึงรู้ห่าอะไร ท่านผู้สอบได้เป็นที่หนึ่งเขามีชื่อรองว่าไหลฝู ถ้าหมาตัวนี้ออกมา แล้วพวกมึงร้องเรียกชื่อมัน ข้าจะทุบมึงให้ตาย..." "โอ๊ย ต้องขังไว้แล้ว ถ้าเผลอหลุดปากไปจริงๆ ก็จะเป็นศัตรูกันแล้ว หน้าตาของบ้านเราก็มิอาจเสียคนได้" หรูร่างพยักหน้า ท่องจำสิ่งที่อาเป็นผู้สอนไว้อีกครั้งในใจ เริ่มรอคอยการมาถึงของอวี๋ลิ่ง เดิมทีอวี๋ลิ่งตั้งใจจะกลับบ้านในวันนี้ เพราะตอบตกลงหรูร่างไปแล้ว จึงทำได้เพียงไปงานเลี้ยงที่บ้านตระกูลหรูแล้วจึงค่อยออกเดินทางจากฉางอาน อวี๋ลิ่งมิได้คิดจะอยู่ที่ตระกูลหรูนานนัก เขาเพียงแต่คิดจะมาดู ดูชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเศรษฐี จะได้มีความหวัง ในภายภาคหน้าเมื่อตนกับเสี่ยวเหล่าหู่แก่เฒ่าลง จะได้นั่งดูสวนได้มิใช่หรือ ตระกูลหรูยินดียิ่งนักกับการมาของอวี๋ลิ่ง มิได้ดูแคลนเพราะอายุของอวี๋ลิ่งยังน้อย ดังนั้นเมื่อเข้าเรือน จึงเชิญอวี๋ลิ่งเดินเข้าทางประตูใหญ่ หรูร่างมาต้อนรับด้วยตนเอง ฉางอานเมื่อมองดูประหนึ่งคนชราที่ไม่มีทางทำมาหากิน แต่ในเรือนของตระกูลหรูกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง ใบเมเปิ้ลแดงข้างสวนหินงามน่าทะนุถนอม ตะไคร่น้ำเขียวริมทางเดินหินก็มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ลานกว้างไร้ฝุ่นผงแม้แต่น้อย ถึงคนรับใช้จะมีไม่มาก ทั้งยังอายุมากแล้ว แต่ก็ไม่เห็นความเย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย อวี๋ลิ่งก้าวเข้ามาแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่มีความรู้สึกอึดอัดอย่างที่บ้านสกุลซู หรูร่างเดินเป็นเพื่อนอวี๋ลิ่ง ชมสวนด้านหน้าก่อน ต่อจากนั้นจึงไปยังศาลารับรองที่ใช้สำหรับต้อนรับแขกโดยเฉพาะ เครื่องเรือนในห้องอวี๋ลิ่งมิได้พินิจพิเคราะห์ กลับถูกหน้าต่างดึงดูดความสนใจไป การจัดวางภูมิทัศน์ของเรือนเศรษฐีนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งที่ตั้งอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือแท้ๆ แต่กลับมีความงามแบบเจียงหนานที่มองเห็นได้ในยามเปิดหน้าต่าง สระน้ำ ใบบัว ปลาสีแดงสด... ช่างใช้การจัดฉาก การจัดกรอบภาพ การยืมทัศนียภาพ และการใช้ฉากบังสายตาจนถึงขีดสุด หรูร่างเห็นอวี๋ลิ่งกำลังพินิจทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จึงยิ้มแล้วว่า "เจาะหน้าต่างและประตูเพื่อทำห้อง เมื่อมีที่ว่างนั้นจึงใช้สอยเป็นห้องได้ ดังนั้นการมีอยู่มีไว้เพื่อประโยชน์ การไร้อยู่จึงมีไว้เพื่อใช้สอย" "ไร้ประโยชน์คือประโยชน์ใหญ่หลวง" หรูร่างตื่นตระหนก อดเอ่ยว่า "พี่ลิ่งก็ชอบอ่านคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงหรือ" อวี๋ลิ่งยิ้มอย่างเขินอาย ห้องที่สามารถเป็นห้องขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะมีกำแพงสี่ด้าน แต่เพราะบนกำแพงมีหน้าต่าง นี่คือสิ่งที่ซูหวายจิ่นสอนไว้ อวี๋ลิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างยิ่ง "อ่านบ้างเล็กน้อย แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจ" หรูร่างหัวเราะ ลดเสียงว่า "จริงๆ ข้าก็อ่านไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่นี่คือสิ่งที่อาเข้มงวดให้ข้าอ่าน อันที่จริงข้าไม่ชอบตำราเลย" เห็นอวี๋ลิ่งไม่ค่อยพูด หรูร่างก็ว่า "อาของข้า ท่านก็เคยพบแล้ว ก็คือท่านนายอำเภอจู การเริ่มเรียน เข้าเรียน และศึกษาขอความรู้ แท้จริงแล้วล้วนเป็นอาที่สอนข้า แม้กระทั่งหลักการเป็นคนก็เป็นอาที่สอน" อวี๋ลิ่งได้ยินแล้วอึ้งไป งุนงงถามว่า "ผู้ใหญ่ในบ้านท่าน..." หรูร่างตบอก ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "ผู้ใหญ่ในบ้าน ไม่นับพี่สาวสามคนที่แต่งออกไปแล้ว ข้าตอนนี้ก็คือผู้ใหญ่ในบ้าน บ้านนี้ข้าใหญ่ที่สุดแล้ว ผิดสิ ข้ากับน้องสาวของข้าคือผู้ใหญ่ในบ้านนี้" อวี๋ลิ่งมองหรูร่างที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ไม่รู้เพราะเหตุใดใจกลับพลันเจ็บแปลบ เด็กอายุสิบสามสิบสี่ขวบ กลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน ปัญหาคือบ้านเขายังใหญ่โตขนาดนี้ อวี๋ลิ่งยกนิ้วโป้งให้อย่างจริงใจ เอ่ยชมว่า "เก่งจริง" หรูร่างยิ้ม รินน้ำชาให้อวี๋ลิ่งหนึ่งถ้วย ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ อดบ่นพึมพำเบาๆ ว่า "ตระกูลชั้นต่ำแล้ว เป็นตระกูลชั้นต่ำเสียแล้ว" พูดถึงตระกูล อวี๋ลิ่งก็อดคิดถึงซูหวายจิ่นไม่ได้อีก เขาบอกว่าบ้านตนเป็นตระกูลชั้นสาม ไม่นับคนนอก แค่บ่าวรับใช้ในบ้าน การค้าขายในตระกูล บิดาของเขาต้องรับผิดชอบเรื่องปากท้องของคนเกือบพันคน ภาพยนตร์และละครในภายหลังทำให้อวี๋ลิ่งเข้าใจผิด ทำให้อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งก็แค่คนร้อยกว่าคน หลังจากไปเป็นแขกที่บ้านสกุลซูสองสามครั้ง... อวี๋ลิ่งถึงได้รู้ว่าตนเองคิดผิดไปมากเพียงใด คนร้อยกว่าคนนั้นคือคนสนิท คือเครือญาติ เป็นเพียงคนที่เปิดเผยของบ้านหลังนี้ หากเปรียบบ้านเป็นต้นไม้ใหญ่ พวกเขาก็คือสิ่งที่เผยให้คนนอกเห็น ใต้ลำต้นนั้น ล้วนคือรากฝอยละเอียดนับไม่ถ้วน ผู้คนใต้ลำต้นนั้นมีมากมายนัก หากให้อวี๋ลิ่งพูด ขุนนางขั้นห้าระดับปู้แต่ละคนก็เทียบเท่ากับกรรมการผู้จัดการของบริษัทจดทะเบียน ผู้ดูแลเรือนก็คือเลขานุการใหญ่ นี่ยังเป็นขั้นห้าอยู่ หากเป็นขั้นสี่ ขั้นสาม จะน่าสะพรึงเพียงใด เกรงว่าจะมีร่วมหมื่นคนกระมัง หรูร่างยิ้มอย่างเขินอาย เงยหน้าถามขึ้นมาทันทีว่า "พี่ลิ่งศึกษาเล่าเรียนมีผู้ใดอุปถัมภ์บ้างหรือไม่" อวี๋ลิ่งชะงัก พอจะเข้าใจความหมายของตระกูลหรูแล้ว จึงส่ายหน้ารับว่า "บอกตามตรง เป็นลูกครอบครัวทหาร มีนาจืดอยู่สองสามหมู่ มีญาติพี่น้องไม่กี่คน ไม่เคยมีผู้ใดออกทุนทรัพย์ช่วยเหลือ" "ต่อไปนี้ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของพี่ลิ่งทั้งหมด ให้ตระกูลหรูข้าออกเป็นอย่างไร" เห็นอวี๋ลิ่งเงยหน้าขึ้น มองมาที่ตน หรูร่างนึกถึงสิ่งที่อาสอนไว้ แต่คำพูดเหล่านั้นเขากลับเอ่ยปากไม่ค่อยออก รู้สึกเขินอาย รู้สึกเลี่ยน เขากัดฟัน ตัดสินใจทำตามความคิดของตนเอง "พี่ลิ่ง อายุเราก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ข้าขอพูดตรงๆ เลยว่าต่อไปมีปัญหาให้ตามหาข้าได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่ข้าพอจะออกแรงช่วยได้ ข้าจะออกแรงทั้งหมดแน่นอน" "ข้าก็แค่คนเล่าเรียนคนหนึ่ง ไม่คุ้มค่าหรอก" "ข้อสอบของท่านข้าดูแล้ว ตัวอักษรของท่าน บทกวีของท่านข้าก็ดูหมดแล้ว ข้าสู้ท่านไม่ได้ ไม่มีอะไรไม่คุ้มค่า ท่านสอบได้เป็นที่หนึ่งก็สมควรแก่การคุ้มค่าแล้ว" "หากต่อไปข้างหน้าข้าได้แค่เพียงระดับถงจื่อ ไม่มีความหวังก้าวหน้าอีกต่อไปเล่า" หรูร่างยิ้ม อย่างมั่นใจว่า "การสอบถงจื่อก็คือการสอบระดับอำเภอ การสอบระดับอำเภอใช้เงินสักเท่าไรเชียว การสอบระดับจังหวัดและระดับมณฑลสิคือที่ใช้เงินจ่ายจริงๆ การติดต่อของขวัญ ของกำนัลน้ำใจเหล่านี้สิคือที่ใช้เงินมากที่สุด" "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงิน" อวี๋ลิ่งปฏิเสธอย่างเด็ดขาด สิ่งที่หรูร่างพูดมาล้วนยั่วยวนใจยิ่งนัก ทว่าในโลกนี้ที่ไหนมีอาหารฟรี หากตนเองได้แต่หยุดอยู่แค่นี้จริงๆ เงินที่เขาลงไปกับตัวท่านก็โยนทิ้งลงน้ำหรือ หรูร่างฟังแล้วผิดหวังอยู่บ้าง จึงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย โบกมือให้บ่าวเริ่มยกอาหาร นี่ต่างหากคือสิ่งที่อวี๋ลิ่งโปรดปรานที่สุด จุดมุ่งหมายที่มาที่นี่ก็เพื่ออยากกินอาหารดีๆ สักมื้อ เห็นอวี๋ลิ่งกินได้เอร็ดอร่อย หรูร่างยิ้มออกได้ ปล่อยเลยตามเลย ไปพลางกินพลางแนะนำรายการอาหาร ท่านนายอำเภอจูซึ่งอยู่สูงกว่า มองเห็นสองคนกินอย่างกับหมู ก็ตบหน้าตนเองฉาดใหญ่ "จูมู่เอ๋ยจูมู่ เจ้าคิดอะไรอยู่ ถึงให้เด็กไปซื้อตัวเด็กกัน จะโง่เขลาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" อาหารมื้อหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่สองคนแข่งขันกันว่าใครกินได้มากกว่ากัน หรูร่างรู้สึกปลอดโปร่งยิ่งนัก เรื่องการซื้อน้ำใจผู้อื่นนั้นเขารู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้ แค่คิดก็เหงื่อออกทั้งตัว "พี่ลิ่ง ข้ากับท่านนับเป็นสหายร่วมสำนักหรือไม่" อวี๋ลิ่งจัดการกับบะหมี่แห้งคลุกพริกราดน้ำมันที่ใส่หมูสับเพิ่มในชาม โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นว่า "นับสิ" "ข้าขอพูดอะไรที่ไม่สมควรพูดสักอย่าง ข้าเห็นท่านแล้วถูกชะตา หลังจากนี้มาฉางอานก็มาหาข้าบ่อยๆ ในบ้านข้าไม่มีอะไรเหลือเฟือ ก็มีแต่ตำรามากมาย ท่านตามสบายเลย" "มีตำราชองท่านหวังหยางหมิงหรือไม่" "มีครบชุดพร้อมอรรถาธิบาย" ว่าแล้วหรูร่างก็ตะโกนลั่นขึ้นมาว่า "เสี่ยวฉือ ไปห้องหนังสือเอาตำราชองท่านบัณฑิตเล่อซานออกมาห่อให้เรียบร้อย เดี๋ยวให้พี่ลิ่งเอากลับไป" "ได้" อวี๋ลิ่งเรอออกมา จ้องมองจานเปล่าบนโต๊ะ เกาหัวอย่างเขินอาย "วันนี้ถือว่าท่านเลี้ยง อย่างนี้เถิด สักวันท่านมาบ้านข้า ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าจะเลี้ยงท่านสักมื้อหนึ่ง" หรูร่างตาเป็นประกาย ยิ้มถามว่า "จริงหรือ" "นี่จะล้อเล่นได้อย่างไร" "ดี" อาหารมื้อนี้อวี๋ลิ่งพึงพอใจเป็นพิเศษ กินจนง่วงงุนไปหน่อยๆ หรูร่างก็พอใจยิ่ง เพราะแขกกินจุ แสดงว่าตนเลี้ยงดูต้อนรับได้อย่างดี ยามจะจากไป เด็กสาวคนหนึ่งกำลังกอดตำราหนาเตอะยืนอยู่หน้านอกห้อง เด็กสาวงามมาก ด้านบนสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายขาวเนื้อละเอียด คอกลมแขนเสื้อกว้าง ด้านล่างสวมกระโปรงลายปักดอกไม้สี่ฤดูถักดิ้นทอง กอดตำรายืนอยู่ตรงนั้น เบิ่งตากว้าง ดูมีชีวิตชีวา ปรากฏแววฉลาดเฉลียว "นี่คือน้องสาวข้า หรูฉือ" อวี๋ลิ่งรับตำราจากมือหรูฉือ พยักหน้า "อื้ม น้องสาวท่านงามดี" คำนี้ อวี๋ลิ่งรู้ว่าแย่แล้ว ตนมิใช่ผู้ใหญ่ วาจาเช่นนี้ไม่สมควรเอ่ยออกมา เสียมารยาทนัก อวี๋ลิ่งเร่งเอ่ยว่า "ข้าก็มีน้องสาวเหมือนกัน งามมาก" หรูร่างยิ้มๆ เขาหาได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่ ไปส่งอวี๋ลิ่งถึงหน้าประตู หรูร่างยัดห่อเศษเงินใส่ในอ้อมอกอวี๋ลิ่ง เมื่อเห็นอวี๋ลิ่งจะปฏิเสธ หรูร่างกดมืออวี๋ลิ่งไว้ แล้วว่า "ไม่เกี่ยวกับเรื่องใด นี่เป็นเพียงของเราสองคนที่เป็นส่วนตัว ต่อไปภายหน้าหากท่านสอบซิ่วไฉได้ ตำราที่ท่านได้อ่านมาเอามาให้ข้าดูก็พอ" "ได้" อวี๋ลิ่งกอดตำราไว้ทั้งสองมือ หลีกเลี่ยงมิได้ จึงพยักหน้า พลันนึกขึ้นมาได้ถึงเด็กที่ออกจากจวนใหญ่ที่ตนเคยพบเห็น ล้วนแต่สุกงอมก่อนวัย ล้วนแต่ทำอะไรเป็นทั้งนั้น ซูหวายจิ่น อู๋ม่อหยาง บวกกับหรูร่างคนนี้อีกคน การต้อนรับผู้คนล้วนแต่ใช้ได้ ส่วนพวกเสเพล ที่เสเพลที่สุดก็คงเป็นถานปั๋วฉางกระมัง "พรุ่งนี้ท่านยังอยู่ฉางอานอีกหรือไม่" "ข้ากลับโรงเตี๊ยมแล้วก็ออกเดินทางเลย พายุฝนใหญ่กำลังจะมา ข้าต้องกลับบ้านแล้ว" หรูร่างงุนงงถามว่า "พรุ่งนี้ประกาศผล วันใหญ่วันนั้นท่าน..." "แค่ระดับถงจื่อคนหนึ่งเท่านั้น" หรูร่างยิ้มเจื่อนส่ายหน้า เขาค่อนข้างไม่เข้าใจว่าอวี๋ลิ่งคิดอะไรอยู่ บางทีนี่อาจจะเป็นอัจฉริยะก็ได้ อวี๋ลิ่งกอดตำราเดินจากไปไกล หรูฉือที่อายุน้อยกว่าหรูร่างอยู่บ้างก็พึมพำขึ้นมาว่า "พี่ นี่คนบ้านไหน" "ไปๆ บอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ" หรูฉือเตะน่องของหรูร่างเข้าอย่างจัง จากนั้นก็เดินจากไปอย่างโมโห หรูร่างกุมเท้าตัวเอง ตะโกนไปทางอวี๋ลิ่งว่า "พี่ลิ่ง ประกาศสอบข้าจะเอาไปส่งให้ท่านเองนะ" "เฮ้ อวี๋ลิ่ง เฮ้..." อวี๋ลิ่งหลังจากหาพ่อของตนพบก็ค่อยๆ ออกจากฉางอาน นั่งบนหลังลา นับเศษเงินทีละเหรียญ อวี๋ลิ่งอดทอดถอนใจไม่ได้ ที่แท้... ในตำราย่อมมีเรือนทองอย่างแท้จริง