# บทที่ 9 ข้าไม่ใช่หมาสอพลอ
อวี๋ลิ่งเคยเห็นผู้คนออกแรงงานร่วมกันในจิงเฉิง เพราะไม่ใช่งานของตัวเอง ทุกคนจึงทำส่ง ๆ ไปวัน ๆ ขี้เกียจก็แอบอู้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว คูน้ำยาวสิบลี้ นี่คืองานตาย ต้องทำให้เสร็จ ดังนั้นในการประชุมเมื่อวานและประชุมเช้าวันนี้ อวี๋ลิ่งจึงได้จัดเตรียมแผนการอย่างละเอียดไว้แล้ว เขาคำนวณและแบ่งคูน้ำสิบลี้ให้เท่า ๆ กันตามรายครัวเรือน เสร็จแล้วก็กลับได้ โชคดีที่นี่เป็นแค่การลอกคูน้ำ ขยายให้กว้างขึ้น ตักสิ่งสกปรกที่หมักหมมในคูออกไป หากต้องขุดแม่น้ำ นั่นสิถึงจะเป็นงานผีบอก อวี๋ลิ่งประมาณหยาบ ๆ ว่าบ้านหนึ่งอย่างมากก็ยุ่งแค่สิบวัน พอรู้ว่าแค่สิบวัน ทุกคนก็โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ทำงานร่วมกัน ทางศาลาว่าการไม่สนใจ มาตรวจเอาตอนท้ายสุด ดังนั้นทำทีเดียวกินเวลาหนึ่งเดือนกว่า ตอนนั้นทุกคนคิดตรงกันว่า ทำมากไปตัวเองก็เสียเปรียบ ก็เลยค่อย ๆ ทำ หวังให้คนอื่นทำมาก ๆ แบบนี้ดูเหมือนสบาย แต่ต้นทุนด้านเวลากลับมากขึ้น แต่ละวันยังเหนื่อยแทบขาดใจ มีเวลาขนาดนี้สู้ไปดูที่นาตัวเอง จัดการคูน้ำในนายังจะดีกว่า วิธีของอวี๋ลิ่งดี มีเป้าหมาย ทุกคนทำงานก็มีกำลังใจ การเกณฑ์แรงงานเริ่มขึ้นแล้ว อวี๋ลิ่งก็ไม่ได้อยู่แต่ในบ้าน แต่หนีบหนังสือมาที่คูน้ำ คูน้ำเรียวยาวดุจเส้นด้าย รอบ ๆ กระจายไปด้วยที่ดินเป็นแปลง ๆ คูน้ำพวกนี้มีอายุไม่แน่นอน มีทั้งสมัยถัง สมัยซ่ง... ฟังคนเฒ่าในหมู่บ้านเล่าว่า คูน้ำของอำเภออู่กงตอนนี้ยังใช้ได้เลย (หมายเหตุผู้เขียน: คลองเจิ้งกั๋ว ปัจจุบันยังใช้อยู่) อวี๋ลิ่งยกหนังสือบังเหนือหัวของเมิ่นเมิ่นเพื่อช่วยนางบังแดดเผา ลมที่พัดไม่หยุดหย่อนในจิงเฉิงทำให้อวี๋ลิ่งรำคาญ ความร้อนระอุในฉางอานทำให้อวี๋ลิ่งอยากตาย ยืนเฉย ๆ ตัวก็ท่วมด้วยเหงื่อ อวี๋ลิ่งไม่ใช่คนใจเหี้ยม และก็เหี้ยมไม่ขึ้น ขอเงินพ่อมาหนึ่งตำลึง อวี๋ลิ่งซื้อชาดำจากจิงหยางมาหลายชั่ง ชานี้ถูกกว่าชาอื่น แถมยังเยอะ น้ำชารสกลมกล่อม ดื่มแล้วชุ่มคอ ชาดำพวกนี้ส่วนใหญ่ค้าขายไปขายที่ชายแดน ข้อเสียเดียวคือดูไม่ดี ดำเหมือนขึ้นรา น้ำเดือดแล้ว ชาก็ต้มได้แล้ว เสี่ยวเฝยใช้กระบวยน้ำเต้า ตักน้ำชาจากหม้อใหญ่ใส่กระบอกไม้ไผ่ทีละกระบวย ๆ รอให้เย็นแล้วค่อยดื่มกำลังดี คัมภีร์ "จงยง" กว่าสามพันอักษรท่องเงียบ ๆ จบสมบูรณ์ อวี๋ลิ่งเผยรอยยิ้มอิ่มเอม ต่อไปหน้าที่ของอวี๋ลิ่งคือตะลุยคัมภีร์ "เม่งจื่อ" ในบรรดาสี่คัมภีร์ ในสี่คัมภีร์นี้ ตัวอักษรใน "เม่งจื่อ" เยอะที่สุด ส่วน "ตำราอรรถาธิบายต้าเสวีย" ของจูซีมีน้อยที่สุด และก็เป็นเล่มที่อวี๋ลิ่งท่องจำจบก่อนเพื่อน เก็บหนังสือ อวี๋ลิ่งใช้ถ้วยไม้ไผ่ตักน้ำชามาถ้วยหนึ่ง จิบแล้วพูดกับหรูอี้ว่า "น้ำชาเย็นแล้ว แดดก็เริ่มแผดเผาคนแล้ว เรียกทุกคนมาดื่มน้ำชาเถอะ ดื่มเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปก่อน รอให้พ้นเที่ยงค่อยมาใหม่ ตอนตะวันตกดินจะได้ทำงานต่ออีกหน่อย!" หรูอี้พยักหน้า เดินไปตะโกนตามคูน้ำ มาชื่อสกุลหม่าปีนขึ้นจากคูน้ำ เอามือถูกับเสื้อแรง ๆ แล้วหยิบกระบวยน้ำเต้าตักน้ำชาเต็มกระบวยกรอกลงคอ "ท่านพี่ลิ่ง ใจท่านดีจริง ข้าทำงานเกณฑ์เรี่ยวแรงมาหลายปี ปีนี้ปีแรกที่ได้ดื่มน้ำชา ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าท่านเป็นนักอ่าน ว่าแต่ใจนี่ดีจริง ๆ!" หวังชื่อก็ปีนขึ้นมา พลางถือจอบพลางหัวเราะพลางพูดว่า "ท่านพี่ลิ่งคราวนี้จะสอบซิ่วไฉหรือว่าจวี่เหรินเล่า หมู่บ้านทหารของเราก็นับว่ามีนักอ่านออกมาแล้ว ท่านเจ้าบ้านข้าบอกว่า แต่นี้พวกเราจะฟังท่านหมด!" ความใจกล้าของหวังชื่อทำให้หม่าซื่อใจเต้นตาม นางกดเสียงเบาลงแล้วว่า "ท่านพี่ลิ่ง ได้ยินว่าท่านซิ่วไฉไม่ต้องจ่ายภาษี ไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน ถ้าท่านสอบได้ ข้ายกนาของข้าให้ท่านเป็นนาหนังสือดีไหม พวกข้ามาเป็นชาวนาเช่านาของท่าน!" อวี๋ลิ่งได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ "ท่านพี่ลิ่งอย่ายิ้มสิ ท่านเจ้าบ้านข้าพูดอย่างนี้จริง ๆ นะ ไม่ได้โกหก! "ท่านป้า รอให้ข้าสอบซิ่วไฉได้ก่อนเถอะ!" หวังชื่อยิ้มออกมา จู่ ๆ ก็กดเสียงลงต่ำพูดว่า "ท่านพี่ลิ่ง ลูกสาวบ้านข้าเป็นอย่างไรบ้าง" "หา?" "อย่ามองว่าแค่ดำไปหน่อยเถอะ รู้หัวรู้หางกันอยู่ ถ้าท่าน..." อวี๋ลิ่งแตกตื่นเต็มที่ ตัวเองเพิ่งแค่ก้าวแรก คนพวกนี้ดันคิดไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว จะว่าพวกนางเห็นแก่ประโยชน์ก็ไม่ได้ จะว่าเป็นเพราะกระแสสังคมก็คงใช่ ที่ดินดี ๆ แถวป้าฉยวนั่นตกเป็นของซิ่วไฉ จวี่เหริน ขุนนางไปแล้ว แปลงแล้วแปลงเล่า ชาวบ้านแม้จะไร้ที่ดิน ต้องเป็นชาวนาเช่าของคนอื่น แต่ชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าแต่ก่อนจริง ๆ หลังเก็บเกี่ยวก็จ่ายค่าเช่าที่ดิน พวกผู้ดีไม่ต้องทำงานก็ได้ธัญพืช ทั้งยังได้ครอบครองที่ดิน ชาวบ้านก็ลดภาระภาษีของตนลงด้วยวิธีนี้ แต่หากไปเจอพวกผู้ดีที่รังแกเมิ่นเมิ่นพวกนั้น ก็ซวยแน่ ที่ดินไม่มีแล้ว หนทางหาเลี้ยงปากท้องหนึ่งเดียวก็พลอยหมดสิ้น เพื่อไม่ให้อดตาย... ก็ต้องสู้สุดชีวิต คนที่ไม่ทำเรือกทำนาเยอะขึ้น คนเกียจคร้านก็เยอะขึ้นตามธรรมชาติ ปัจจัยที่ไม่มั่นคงก็มากขึ้น สังคมก็ย่อมวุ่นวาย เมื่อหรูอี้กระจายข่าวออกไป คนที่มาดื่มน้ำชาก็เยอะขึ้นเรื่อย ๆ น้ำชาหกถังใหญ่ ในพริบตาก็พร่องเห็นก้น แม้แต่ใบชาก็หายไป พวกผู้ชายจะอมใบชาที่ต้มแล้วไว้ในปากเคี้ยวกิน ตอนเที่ยงร้อนเกินไป อวี๋ลิ่งกลัวคนจะเป็นลม ก็เลยให้กลับไปพัก พอพ้นเที่ยงไปแล้ว แดดไม่เปรี้ยงนัก ทุกคนก็มาอีกแล้ว วันอย่างนี้ดำเนินไปห้าวัน แดดห้าวันนี้ก็ยังแรงเปรี้ยง ภายใต้การนำของอวี๋ลิ่ง งานลอกคูน้ำคืบหน้าเร็วกว่าที่คิด อีกอย่างมากก็สามวัน คูน้ำสิบลี้จะเสร็จเรียบร้อย ทุกคนรู้สึกว่างานเกณฑ์เรี่ยวแรงมัน "สบาย" อย่างนี้เป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปมองหมู่บ้านข้าง ๆ คนก็มากกว่าทางฝั่งอวี๋ลิ่ง ขนาดทำนานกว่าทางอวี๋ลิ่งอีก เพราะต่างกลัวว่าถ้าตัวเองทำมากไปจะกลายเป็นไอ้โง่ ดังนั้น... ตอนนี้คูน้ำคืบหน้าไม่ถึงสามลี้ ข่าวนี้กระจายออกไป คนในหมู่บ้านทำงานกันมีแรงฮึกเหิม ไม่มีใครมาเทียบกับพวกเขา แต่พวกเขาจะเอาชนะหมู่บ้านข้าง ๆ แบบเงียบ ๆ เพราะทุกปีตอนรดน้ำต้นกล้า สองหมู่บ้านตีกันเสมอ แล้วหมู่บ้านทางอวี๋ลิ่งนี่คนน้อย ผู้ชายก็น้อย แพ้ตลอด งานนี้พวกเขาคนเยอะ ตัวเองคนน้อย ถ้าหมู่บ้านที่มีคนมากกว่าซ่อมคูน้ำยังสู้หมู่บ้านที่มีคนน้อยกว่าไม่ได้ คราวนี้ก็มีเรื่องคุยแล้วล่ะ ตะวันค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า สายลมที่พัดจากทิศใต้พัดพาไอเย็นเล็กน้อย เกี้ยวคันหนึ่งเคลื่อนมาจากไกล ๆ จู่ปู้แซ่อ้ายที่ปกติหน้าตึงกำลังตามอยู่ข้าง ๆ ถือพัด โบกอย่างประจบประแจง รอยยิ้มเต็มหน้า เห็นอวี๋ลิ่ง จู่ปู้แซ่อ้ายดีใจ ส่งเสียงร้องทักว่า "ท่านน้อยอวี๋ลิ่ง มา ๆ เร็วเข้า ท่านผู้พิพากษามาตรวจทุกข์สุขราษฎร ให้เข้ามาคารวะ..." อวี๋ลิ่งมองนายอำเภอแซ่จูรูปร่างซูบผอมไว้เคราสามง่ามแล้วรีบคำนับ ท่านอำเภอจูสำรวจอวี๋ลิ่งคราหนึ่ง แล้วเบนสายตามองไปยังคูน้ำ มองคูน้ำที่กลาดเกลี้ยงสะอาดเอี่ยม ท่านอำเภอจูตาเป็นประกาย "กฎที่องค์หงอู่ทรงตั้งไว้น่ะถูกต้องแล้ว นักอ่านควรได้รับการปฏิบัติอย่างดี ดูคูน้ำนี่สิ เพิ่งกี่วันเอง ก็ทำดีแล้ว มองก็สบายตา!" ท่านอำเภอกำลังครุ่นคิด จู่ปู้แซ่อ้ายกำลังยิ้ม ระหว่างทางเขาวิตกทุกข์ร้อน นึกว่ากลับไปต้องโดนดุด่าแน่ ใครจะคาดคิดว่าในยามอำลา ไอ้หนูอวี๋ลิ่งจะมาช่วยตนไว้ "อวี๋ลิ่ง ฟังจากจู่ปู้แซ่อ้ายพูดถึงเจ้า การสอบเดือนแปดเจ้ามีความมั่นใจหรือไม่" "แต่เดิมก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจนัก ตอนนี้ได้พบท่านผู้พิพากษา แล้วยังได้รับคำชมจากท่าน ยืมบารมีของท่าน ข้าว่าต้องได้แน่!" ผู้ใหญ่พูดอย่างนี้เรียกว่าประจบสอพลอ เด็กน้อยพูดก็เป็นคำพูดตามนิสัย ท่านอำเภอจูในฐานะผู้สืบเชื้อพระวงศ์ และเป็นนายอำเภอ เห็นมามาก ได้ยินมามาก เขาเคยพบนักอ่านมามากมายนัก ยังเคยพบเด็กหนุ่มนักปราชญ์ที่ถูกสรรเสริญว่าเป็นอัจฉริยะอีกนับไม่ถ้วน แต่เด็กหนุ่มพวกนั้นมาเจอข้า ต่อให้พูดคล่อง ๆ ก็พูดอะไรไม่ได้ เด็กคนนี้มิเพียงแต่พูดได้ ยังพูดได้ดีเช่นนี้ อะไรคืออัจฉริยะ ประพฤติตนเป็นถึงจะเป็นอัจฉริยะ หากปฏิบัติตนไม่เป็น เจอคนแล้วพูดไม่เป็น แล้วจะเป็นอัจฉริยะอะไรได้ เป็นได้แค่พวกที่อ่านหนังสือเก่งหน่อยเท่านั้นเอง พวกทื่อมะลื่อมีมากมาย เด็กหนุ่มเช่นนั้น ข้อสอบเขา ข้าไม่ว่างแม้แต่จะชายตามอง เจอคนยังไม่กล้าพูด ความรู้จะมีประโยชน์อะไร "จู่ปู้แซ่อ้าย เด็กหนุ่มนักอ่านที่ท่านพบครานี้ไม่เลว ถ้าการสอบเดือนแปดได้อันดับหนึ่ง ก็คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ ดี ดีจริง..." จู่ปู้แซ่อ้ายยิ้ม ยิ้มเหมือนลิง ท่านอำเภอจูจับจ้องมองอวี๋ลิ่ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "จู่ปู้แซ่อ้ายเป็นผู้ชุบเลี้ยงเจ้า ออกหน้ารับรองให้เจ้าเอง ต่อไปถ้าสอบได้ จงจำต้องตอบแทนบุญคุณ! " ถ้าคนอื่นพูดเช่นนี้ อวี๋ลิ่งคงตอบไปว่า "ทราบแล้ว" แต่ตรงหน้าคือท่านอำเภอ ต่อให้เขาไม่เคยช่วยอะไรเลย การตอบแทนบุญคุณก็ต้องเอ่ยถึงเขาไว้ด้วย ทุกสิ้นปีในรุ่นหลัง เวลารายงานผลงาน ประโยคแรกก็ไม่ใช่ขอบคุณผู้นำ ขอบคุณบริษัทหรือ "จู่ปู้แซ่อ้ายมีพระคุณ ท่านอำเภอผู้เป็นพ่อเมืองก็มีพระคุณ" ท่านอำเภอจูยิ้มแล้ว ช่างเป็นเด็กดีอะไรเช่นนี้ พวกนักอ่านเดี๋ยวนี้ไม่เคยคิดถึงบุญคุณ พวกมันอย่าได้ลืม ถ้าไม่มีองค์หงอู่ พวกมันก็คือขี้ โลกทุกวันนี้ถูกพวกมันทำให้เละหมด "เจ้ามีชื่อรองหรือยัง" "ยังขอรับ!" ท่านอำเภอจูค่อย ๆ ลูบเครา มองอวี๋ลิ่งแล้วยิ้มพูดว่า "ดี การสอบซิ่วไฉถ้าเจ้าได้อันดับหนึ่ง ข้าจะตั้งชื่อรองให้กับมือ ! " เห็นอวี๋ลิ่นเหม่อ จู่ปู้แซ่อ้ายก็รีบว่า "ท่านน้อยอวี๋ลิ่ง รีบขอบพระทัยเร็วเข้า! ท่านอำเภอของเราไม่ใช่แค่นายอำเภอนะขอรับ ท่านยังเป็นทายาทของฉินอ๋อง ในกายมีเลือดเดียวกับองค์หงอู่ไหลเวียน!" (หมายเหตุผู้เขียน: ฉินอ๋องจูซ่วง พระราชบุตรลำดับสองของจูหยวนจาง ประสูติจากฮองเฮาหม่า) อวี๋ลิ่งคำนับขอบคุณอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่อวี๋ลิ่งได้พบคนสกุลจู ยังเป็นทายาทของฉินอ๋อง ไม่เหมือนอย่างที่ตนเคยจินตนาการไว้ และก็ไม่เห็นกลิ่นอายผู้สูงศักดิ์ใด ๆ ถ้าเขาไม่พูด... อวี๋ลิ่งคงไม่มีทางคิดไปทางนั้นเลย จู่ปู้แซ่อ้ายและท่านอำเภอจูจากไปแล้ว อวี๋ลิ่งหยิบใบชามากำมือหนึ่งยัดใส่ปาก รสขมแผ่กระจายไปทั่วต่อมน้ำลาย อวี๋ลิ่งรู้สึกเหมือนยัดยาจีนเข้าปากเต็มคำ "เสี่ยวเฝย" "หืม" "เมื่อกี้ข้าดูน่าสะอิดสะเอียนเหมือนหมาเลียแข้งเลียขามากไหม" เสี่ยวเฝยเงยหน้าด้วยความงุนงง ชายแขนเสื้อเช็ดน้ำดำที่ไหลจากมุมปากของอวี๋ลิ่ง "ท่านไปเลียใคร ข้าไม่เห็นเห็นี่" "ข้าถามว่าท่าทีเมื่อกี้มันน่าเกลียดน่าชังไหม" เสี่ยวเฝยมองอวี๋ลิ่งที่มุมปากยังมีน้ำดำไหลอยู่ แล้วพูดเบา ๆ ว่า "เมื่อกี้ไม่น่าเกลียด แต่ตอนนี้น่าเกลียด"