# บทที่ 49 ไหลฝู มากินข้าว
ในช่วงเวลาที่รอให้เมืองหลวงอบอุ่นขึ้นนั้น อวี๋ลิ่งแทบจะอยู่แต่ในร้านทุกวัน การค้าของร้านนั้นซบเซามาก แขกที่เดินเข้ามาซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกด้วยตัวเองมีน้อยมาก ไม่ใช่เพราะของในร้านไม่ดี แต่เป็นเพราะร้านในเมืองหลวงมีมากเกินไป หลิวจิ่วบอกว่า ศูนย์สอบมีสี่ประตู ตรงข้ามไม่ไกลจากประตูแต่ละบานก็มีร้านตั้งอยู่ เดินไม่กี่ก้าวก็ซื้อได้ สะดวกมาก เพียงแต่ราคาสูงกว่าร้านอื่นหนึ่งถึงสองส่วน ตอนนี้คนที่ออกมาหางานทำตามท้องถนนมีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็หมายความว่าคนในท้องนาน้อยลงเรื่อยๆ ปีนี้ผลผลิตย่ำแย่กลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แล้ว ฤดูหนาวปีที่แล้วมีฟ้าร้องแถมยังมีหิมะตกด้วย ผู้เฒ่าเฝ้าประตูบอกว่าฤดูหนาวฟ้าร้องไม่ใช่เรื่องดี เขาบอกว่าหน้าหนาวฟ้าร้อง หัวขโมยเกลื่อนเมือง ตอนนี้ก็เข้าสามเดือนแล้ว หิมะบนหลังคายังมี ฝนฤดูใบไม้ผลิยังไม่มา ฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิก็ยังไม่มา ที่ว่า "ฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิไม่ดัง ฟ้าร้องฤดูหนาวไม่ดับ ทัพยกแผ่นดินวิบัติ" ตอนนี้มีผู้คนมากมายที่รอคอยอย่างเงียบๆ อยากดูว่าสุภาษิตนี้จะเป็นจริงหรือไม่ นอกเมืองเป็นภาพเช่นไร อวี๋ลิ่งไม่กล้าถาม ต่อให้รู้ อวี๋ลิ่งก็ไม่มีหนทางจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อวี๋ลิ่งตอนนี้เพียงอยากใช้ชีวิตของตนให้ดี ซ่งเปิ่นจากไปแล้ว ท่านพ่อได้ไปหารือกับสกุลซูเรื่องการรับซื้อผ้า กำหนดเวลาไว้ในเดือนห้า เดือนห้าจะไปรับซื้อผ้าที่กองเทียนจินซึ่งไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ปีก่อนฝ้ายเก็บเกี่ยวได้ไม่เลว ผ่านฤดูหนาวไปหนึ่งฤดู ชาวบ้านที่อยู่ว่างไม่ไดจะต้องนำฝ้ายมาปั่นด้ายแล้วทอเป็นผ้าผืนแน่ ไปรับซื้อในเดือนห้าปีนี้ก็แล้วกัน ซ่งเปิ่นจากไปแล้ว อวี๋ลิ่งก็ไม่มีใครคอยควบคุม หลังจากใช้ความคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว อวี๋ลิ่งก็อาศัยมือของหลิวจิ่ว รับสมัครเด็กหนุ่มวัยรุ่นเจ็ดแปดคนอย่างไม่ทิ้งร่องรอย อวี๋ลิ่งอยากทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร ตอนนี้เด็กหนุ่มพวกนี้ทำงานแบบเดียวกับหลิวจิ่ว ตอนเช้ามารวมตัวกันที่หน้าร้าน กำชับสองสามประโยคแล้วก็สะพายตะกร้าออกเดินทาง ตกค่ำกลับมาอีกครั้ง คิดบัญชีการขาย รับเงินแล้วก็ไป เมื่อวานนี้ รายได้ของร้านสูงถึงสองตำลึงแล้ว นี่คือรายได้กำไรสุทธิ รายได้เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากเด็กเจ็ดแปดคนนี้วิ่งหามา เงินใช้ให้ผีสีฟัดได้นั้นเป็นเรื่องจริง ราคาที่อวี๋ลิ่งตั้งไว้สูงมาก เด็กวิ่งงานพวกนี้ได้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งมาก ไม่ต้องให้อวี๋ลิ่งเร่งเร้า ไม่ต้องให้อวี๋ลิ่งคอยควบคุม พวกเขาจะขยันหาเงินอย่างสุดชีวิต ผลประโยชน์ควรร่วมกันมิควรครองไว้ผู้เดียว แผนการควรน้อยคนมิควรให้มากคน อวี๋ลิ่งกำลังหาเงิน ขณะเดียวกันก็กำลังครุ่นคิด ทดลองกฎเกณฑ์ที่ยังคงอยู่ในสมองพวกนี้ การจัดส่งให้ถึงที่ไม่ใช่เรื่องหายากอะไร แต่ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหนึ่งยอมนำหนังสือราคาไม่ถึงสิบอีแปะไปส่งให้ถึงที่ เรื่องนี้ทำให้นักศึกษามากมายรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที ร้านหนังสือริมศูนย์สอบของข้างในราคาแพงก็เพราะมันอยู่ใกล้ศูนย์สอบ ถ้าเธอไม่อยากเดิน ก็ยอมรับราคานี้เสีย แต่นักศึกษาก็ไม่ใช่คนโง่กันหมด ไม่มีใครยอมควักเงินเพิ่มแบบนั้นเปล่าๆ ตอนนี้ไม่ต้องเดินมาเอง แค่บอกพวกเขาว่าตัวเองต้องการอะไร พวกเขาก็ส่งมาให้แล้ว ถูกกว่าแถมของก็ดีมากอีกด้วย เรื่องนี้แพร่สะพัดในหมู่นักศึกษาศูนย์สอบ "ธุรกิจ" ของหลิวจิ่วกับพวกก็ดีขึ้นมาทันที ยังไม่ทันพ้นเที่ยง เขาก็กลับมาหยิบของอีกรอบแล้ว เขายินดีวิ่ง เขาชอบความรู้สึกที่หาเงินเลี้ยงตัวเองแบบนี้ ตอนนี้เขาไม่พอใจกับเงินเล็กน้อยจากการขายพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกธรรมดาพวกนี้แล้ว เตรียมจะขายพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกราคาไม่ถูกในร้าน เขาเริ่ม "ดูคนจากภายนอก" แล้ว พุ่งเป้าไปที่นักศึกษาซึ่งแต่งตัวดี เขาอยากเป็นดาวขาย พี่ลิ่งบอกว่าดาวขายมีเงินรางวัลพิเศษอีกด้วย เรื่องแหล่งสินค้า อวี๋ลิ่งก็ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เกิดภัยปีแล้วปีเล่า พวกที่ทำจานฝนหมึก ทำกระดาษ ก็เหมือนท่านพ่อ วิ่งกลับไปกลับมาระหว่างร้านค้าในเมืองหลวง ไม่ต้องไปหาแหล่งสินค้า พวกเขาจะหาทางมาหาร้านด้วยตัวเอง เพื่อเร่ขายสินค้าของตน มองหลิวโย่วที่ขยันขันแข็งแล้ว อวี๋ลิ่งก็พยักหน้าอย่างพอใจ อวี๋ลิ่งก็เพิ่งรู้ไม่นานมานี้ว่าหลิวโย่วเป็นเด็กผู้หญิง พอรู้ว่านางเป็นเด็กผู้หญิง ในวันที่ไม่มีลมแรง อวี๋ลิ่งก็จะพาเมิ่นเมิ่นมาด้วย ทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิงด้วยกัน มีเรื่องคุยที่เข้าขากัน มองดูเมิ่นเมิ่นกำลังสอนหนังสือหลิวโย่ว อวี๋ลิ่งก็หาที่นั่งที่แดดส่องถึงและหลบลมได้ คลี่หนังสือออกหนึ่งเล่ม เตรียมจะขบคิดคำว่า "จิตนี้สว่างไสว ไยยังต้องอธิบายความ" แปดตัวนี้ให้ทะลุปรุโปร่งเสียที ... "เสี่ยวเหล่าหู่ เมื่อวานท่านพ่อสอนไปนั้นเจ้าจำได้หมดหรือไม่" เสี่ยวเหล่าหู่เงยหน้าขึ้น มองฟางเจิ้งหวาที่ฝึกวรยุทธ์ได้ว่องไวกว่าตน เขียนหนังสือเรียนก็ดีกว่าตน แล้วส่ายหัวเบาๆ การบ้านเมื่อวานซับซ้อนไปหน่อย เสี่ยวเหล่าหู่จำได้ไม่มากนัก ฟางเจิ้งหวาปาดเหงื่อบนหน้าแล้วนั่งลงข้างเสี่ยวเหล่าหู่ กาใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ใต้แสงอาทิตย์มีไอร้อนบางๆ ลอยขึ้น "ร้อนนะ" เสี่ยวเหล่าหู่พยักหน้า "อื้ม ร้อน ข้าอุ้มไว้ในอกตลอด" "ให้ข้า" "อื้ม เจ้าเพิ่งเสร็จจากการฝึก เลือดลมยังไม่สงบ ไม่เหมาะดื่มเย็น ชาร้อนกาเล่านี้พอดี แก้กระหาย แถมไม่ทำร้ายร่างกายเจ้า นี่..." ฟางเจิ้งหวารับกาแล้วดื่มทีเดียวจนหมด พ่นลมหยาบออกมาอย่างสบายตัวแล้วเขามองเสี่ยวเหล่าหู่ยิ้มๆ พูดเบาๆ "อย่าเป็นคนดีเกินไป" "เกิดอะไรขึ้น" ฟางเจิ้งหวามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง แล้วลดเสียงกล่าว "หลี่จิ้นจงกับซุนเซียนแตกหักกัน เมื่อวานหลังฟ้ามืดฟาดปากกันยกหนึ่ง อย่าเอาไปบอกใครนะ ท่านพ่อยังไม่รู้เลย" "โอ้" ฟางเจิ้งหวาเห็นเสี่ยวเหล่าหู่หงอยๆ จึงพูดต่อ "ก่อนหน้านี้หลี่จิ้นจงอยู่ใต้การควบคุมของซุนเซียน ซุนเซียนเสนอชื่อเขากับท่านปู่บรรพชน เขาจึงได้มีโอกาสไปอยู่ข้างองค์หลาน" "หา" เห็นเสี่ยวเหล่าหู่มีสีหน้าประหลาดใจ ฟางเจิ้งหวาก็ยิ้มอย่างได้ใจ ตบบ่าเสี่ยวเหล่าหู่ ทำท่าประสาแก่ "จริงๆ ได้ยินว่าเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง" "ผู้หญิง" เสี่ยวเหล่าหู่ก้มมองเป้ากางเกงตัวเองโดยไม่รู้ตัว เรื่องอื่นยังพอเข้าใจ แต่เรื่องผู้หญิงเสี่ยวเหล่าหู่ค่อนข้างเข้าใจยาก ขนาดนี้แล้ว ยังเพื่อผู้หญิงอีก จะเอายังไง ฟางเจิ้งหวาตบบ่าเสี่ยวเหล่าหู่ ทำที่ลึกลับกล่าว "อีกไม่กี่ปีเจ้าก็จะเข้าใจ" เสี่ยวเหล่าหู่ยิ้ม พลันแหงนหน้าขึ้นถาม "เจิ้งหวา จะพบซุนเซียนได้อย่างไร" "เจ้ามีธุระหรือ" "ไม่มี" ฟางเจิ้งหวาถอนหายใจเบาๆ พูดเสียงต่ำ "ถ้าไม่มีวาสนาอันใหญ่หลวง พวกเราคงหาเขาไม่พบ เขาเป็นคนของท่านปู่บรรพชน ทำงานรับใช้ในวังหลัง" เสี่ยวเหล่าหู่ก้มหน้าพึมพำเบาๆ "ข้ามากับเขา" เสี่ยวเหล่าหู่ยังไม่ตายใจ เขายังอยากหาอวี๋ลิ่ง จะหาอวี๋ลิ่งก็ต้องหาซุนเซียนให้พบก่อน แล้วถามเขาว่าจิ่นอีเว่ยคนวันนั้นคือใคร รู้แล้วว่าจิ่นอีเว่ยคนนั้นเป็นใคร ก็จะรู้ว่าอวี๋ลิ่งอยู่ที่ไหน "ก็ปกติ เขาเป็นคนของตงฉ่าง เขาออกนอกวังทุกปี เจอเด็กถูกใจก็ถามปากหนึ่ง คนที่เหมาะก็พาเข้าวังมาหมด" "โอ้" เด็กหนุ่มสองคนสนทนากัน คนหนึ่งพูดมาก คนหนึ่งพูดน้อย มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง ทั้งสองรีบลุกขึ้นยืน เฉาหวาฉุนชายตามองทั้งคู่แวบหนึ่ง แล้วเดินไปทางตำหนักด้านข้าง "ต้นเดือนห้า ข้าเตรียมไปเหอเป่ยสักเที่ยว" "ท่านพ่อไปที่นั่นทำอะไร" เฉาหวาฉุนสูดลมหายใจลึก หางตามองเด็กน้อยสองคนที่อยู่ข้างกาย เด็กสองคนนี้เป็นเด็กที่ท่านพอใจที่สุดในบรรดาขันทีเล็กมากมาย แม้แต่ท่านปู่บรรพชนก็รู้สึกพอใจ "เหอเป่ยเกิดลัทธิเหวินเซียงอะไรสักอย่าง คนชั่วที่ชื่อฮุ่ยซินกำลังล่อลวงชาวบ้าน เตรียมก่อการตอนฤดูเก็บเกี่ยว จิ่นอีเว่ยกับตงฉ่างจับตาอยู่แล้ว" "ตอนนี้บ้านเมืองมากเรื่อง องค์ราชันสุขภาพไม่ดี จะให้พระองค์ต้องทรงโทสะไม่ได้ ท่านปู่บรรพชนให้ข้าไปดู จิ่นอีเว่ยพวกคนหยาบๆ นั่นไม่น่าไว้วางใจ" เสี่ยวเหล่าหู่ได้ยินก็แหงนหน้าทันใด "ท่านพ่อ ผู้น้อยยินดีติดตามไป ลูกน้อยลุกขึ้นจากหุบเหว ร่างกายถึกทน กายของท่านพ่อล้ำค่า ข้างกายขาดคนคอยรินน้ำชาไม่ได้..." เฉาหวาฉุนหัวเราะ ตบบ่าเสี่ยวเหล่าหู่ เอ่ยว่า "ช่างเป็นเด็กหัวไวจริงๆ วันนี้มาก็เพราะเรื่องนี้ ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปดูโลก" เสี่ยวเหล่าหู่ยิ้มอย่างเปี่ยมสุข เขาอยากออกนอกวัง ออกนอกวังก็มีโอกาส ไม่ออกนอกวังก็ไร้โอกาสแม้แต่น้อย เผอิญเจออวี๋ลิ่งตัวน้อยเข้าล่ะก็ ... อวี๋ลิ่งกำลังหงุดหงิดอยู่ ท่านพ่อกลับมาแล้ว คนไปรับซื้อผ้าที่กองเทียนจินก็จัดเตรียมพร้อมแล้ว แต่ท่านพ่อกลับไม่ยอมให้อวี๋ลิ่งตามไปด้วยเด็ดขาด ตั้งแต่มาอยู่ที่ต้าหมิง อวี๋ลิ่งก็อยู่ในเมืองหลวงมาตลอด โลกภายนอกเป็นอย่างไร อวี๋ลิ่งไม่รู้เลยแม้แต่น้อย อวี๋ลิ่งอยากออกไปดูเหลือเกิน "ไหลฝู ดีๆ มากินข้าว อ้าปาก พ่อป้อนเอง..."