ไทเฮาหลีจึงยอมปล่อยนาง สายตาขุ่นมัวไล่มองคนอื่น ๆ อยู่หลายครา ก่อนจะหยุดลงที่หน้าท้องของกู้ชิงเจา
“เจ้าช่างมีวาสนาดีเสียจริง ทั้งที่เกิดจากครอบครัวเล็ก ๆ ต่ำต้อย บัดนี้กลับได้เป็นพระสนมแล้ว” น้ำเสียงรังเกียจนั้นฟังคล้ายกู้ชิงเจาใช้วิธีต่ำช้าสักอย่างกว่าจะมาถึงวันนี้ได้
ความหมายแฝงในถ้อยคำยังบอกเป็นนัยว่า พระนางตัดขาดตนเองจากชาติกำเนิดในครอบครัวเล็ก ๆ ต่ำต้อยไปแล้ว
ก็จริง บัดนี้ตระกูลหลีอาศัยบารมีไทเฮาหลี จนได้รับบรรดาศักดิ์กั๋วกงสืบทอดสามชั่วคน นับว่ามีฐานะสูงส่งขึ้นมา ย่อมต่างจากครอบครัวขุนนางขั้นสามชั้นล่างในอดีต
“ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา หม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณาเป็นอย่างยิ่ง” นางลุกขึ้น คำนับอย่างไม่ต่ำต้อยและไม่หยิ่งผยอง
ไทเฮาหลีเห็นนางไม่ลนลานเสียขวัญ ก็ยิ่งไม่พอพระทัย “เจ้าอย่าอาศัยว่าฝ่าบาทโปรดปราน แล้วทำตามอำเภอใจเหมือนสกุลเชียวในกาลก่อน”
ถ้อยคำนี้เกินไปจริง ๆ แม้แต่กงผินยังขมวดคิ้ว ทั้งยังเผยสีหน้าประหลาดใจ
สกุลเชียวก่อกบฏร่วมกับอ๋องเค่อในอดีต เรื่องนี้เป็นสิ่งต้องห้ามเพียงใด ไทเฮาหลีกลับเชื่อมโยงกู้ชิงเจาผู้เป็นพระสนมที่ถังอวิ๋นโปรดปรานที่สุดเข้ากับเรื่องนั้น หากนางมิใช่พระมารดาผู้ให้กำเนิดถังอวิ๋น กงผินคงอดสงสัยไม่ได้ว่าไทเฮาหลีเป็นศัตรูของถังอวิ๋นหรือไม่ ถึงได้เฝ้าคิดแต่จะทำให้เขาอยู่ไม่เป็นสุข
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” สีหน้ากู้ชิงเจาสงบนิ่ง นางยังคงวางท่าทีไม่ร้อนรนไม่เย็นชาเช่นเดิม
ไทเฮาหลีคงเห็นว่านางน่าเบื่อ จึงหันไปเหน็บแนมฉีชูเฟยด้วยสายตาเย็นชาแทน เมื่อเทียบกับพระสนมคนโปรดของถังอวิ๋นแล้ว ญาติของไทเฮาหรงยิ่งทำให้ไทเฮาหลีรู้สึกรังเกียจ
กงผินลอบชื่นชมในความใจกว้างของกู้ชิงเจา
หากกู้ชิงเจารู้ความคิดในใจของนาง บางทีคงได้แต่หัวเราะเยาะ