อู่อิงเป็นขันทีใหญ่ก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย หากไม่มีเหตุจำเป็น ย่อมไม่อาจอยู่ห่างจากถังอวิ๋นมากนัก
“โธ่เหนียงเหนียงทรงเมตตาบ่าวนัก เช่นนั้นเหนียงเหนียงพักผ่อนเถิด หากมีสิ่งใดต้องการ ก็โปรดบัญชาอู๋เฉิงได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” เขาหันไปทางนางกำนัลหลายคน ก่อนเอ่ยกับนางข้าหลวงที่เป็นหัวหน้าด้วยท่าทีสุภาพยิ่ง “ต้องฝากกูเหนียงหรงถังช่วยดูแลแทนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อู่อิงก้าวออกไป นางข้าหลวงหรงถังยกชารสอ่อนเข้ามาถวาย “เหนียงเหนียงโปรดดื่มชาเพคะ”
กู้ชิงเจารับถ้วยมา พลางมองนางด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินเสิ่นหลินบอกว่า กูเหนียงเข้าวังมา 25 ปีแล้ว”
“บ่าวมิกล้า เหนียงเหนียงเรียกชื่อบ่าวก็พอเพคะ” หรงถังยิ้มอย่างพอเหมาะพอดี ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายใจ “เหนียงเหนียงความจำดีจริง ๆ ปีนี้เป็นปีที่ 25 ที่บ่าวเข้าวังพอดีเพคะ”
“มิน่าเล่า กูเหนียงรับใช้เบื้องพระพักตร์มาตั้งแต่รัชสมัยฮ่องเต้องค์ก่อน ทั้งยังมีประสบการณ์มาก เสิ่นหลินก็เอ่ยถึงคำสั่งสอนของกูเหนียงให้ข้าฟังอยู่เสมอ หลายครั้งก่อนหน้านี้ที่ข้ามา กลับไม่เคยพบกูเหนียง ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
“เหนียงเหนียงชมเกินไปแล้วเพคะ” หรงถังเผยรอยยิ้มบาง ก่อนหน้านี้นางได้ยินนางกำนัลน้อย ๆ ที่รับใช้อยู่เบื้องพระพักตร์พูดกันเสมอว่าเหลียงเฟยเหนียงเหนียงมีเมตตาและจิตใจดี ทว่านางคิดว่าเป็นเพียงถ้อยคำประจบของพวกนางกำนัล ครั้นได้พบกู้ชิงเจาด้วยตนเอง นางก็พลอยชื่นชอบอีกฝ่ายขึ้นมาจริง ๆ
ด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์เช่นหรงถัง นางย่อมฟังคำชมมาจนเบื่อหน่าย ทั้งไม่ได้นำมาใส่ใจนัก ทว่ากู้ชิงเจามีฐานะสูงส่ง ทั้งยังเป็นผู้ที่ฮ่องเต้และไทเฮาแห่งตำหนักฉืออันให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จึงไม่มีเหตุผลต้องกล่าวคำเอาใจนางกำนัลถวายชาผู้หนึ่ง คำพูดของกู้ชิงเจาจึงฟังดูจริงใจยิ่งกว่าคำของผู้อื่น และมีน้ำหนักไม่น้อย