นี่พูดอะไรกันน่ะ?
เมื่อครู่ยังบอกว่าพระอาการของชายาองค์รัชทายาททรุดบ้างดีขึ้นบ้างอยู่เลย คราวนี้นางกลับรู้สึกว่าอารมณ์ขององค์รัชทายาทก็แปรปรวนไม่ต่างกัน
นางรีบยิ้มพลางยกถ้วยชาร้อนขึ้นไปอีกนิด “หม่อมฉันย่อมอยากรั้งองค์ชายไว้เพคะ เพียงแต่เมื่อองค์ชายเสด็จมา พระทัยกลับอยู่ที่ชายาองค์รัชทายาท หม่อมฉันคิดจะทำให้องค์ชายเบิกบานใจ เกรงว่าจะเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ มิใช่ต้นเหตุ ช่างน่าลำบากใจนักเพคะ”
“อะไรคือพระทัยอยู่ที่ชายาองค์รัชทายาท เจ้าว่าราวกับกำลังหึงหวงอยู่เลย” องค์รัชทายาทเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดในพระทัยจึงอบอุ่นขึ้นมา เพียงแต่ยังมีบางสิ่งค้างคาอยู่ในพระทัย ทำให้พระพักตร์เคร่งขรึม
“หม่อมฉันจะกล้าหึงหวงโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไรเพคะ องค์ชายทรงรับชาไปเถิด หม่อมฉันเมื่อยมือแล้ว”
กู้ชิงเจาเป็นคนละเอียดอ่อน มองออกว่าองค์รัชทายาทคงมีเรื่องอัดอั้นอยู่ในพระทัย จึงแสดงท่าทีอ่อนโยนคอยปลอบพระองค์
อย่างไรก็ห้ามปล่อยให้พระองค์มาระบายโทสะใส่นางที่นี่เด็ดขาด
ถังอวิ๋นเคยเห็นนางออดอ้อนเช่นนี้เสียที่ไหน ครั้นเห็นนางยิ้มแย้มพูดจาอ่อนหวาน ต่อให้มีโทสะก็ไม่อาจระบายใส่นางได้ จึงยกถ้วยชาขึ้นมารับตามใจ “เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ใช้ข้า”
บุรุษผู้นี้ช่างประหลาดนัก เดี๋ยวก็เรียกตัวเองว่าข้า เดี๋ยวก็เรียกตัวเองว่าเรา
กู้ชิงเจายิ้มพลางทำท่าน่าสงสาร “หม่อมฉันเมื่อยมือจริง ๆ เพคะ เมื่อครู่ถือหนังสืออ่านอยู่นาน บัดนี้ยังต้องถือถ้วยชาอีก องค์ชายไม่เห็นใจหม่อมฉันบ้างเลย”
พูดจบ นางก็อดนึกตำหนิตัวเองในใจไม่ได้
เพื่อเอาชีวิตรอดแท้ ๆ ถึงกับต้องใช้ลูกอ้อนเช่นนี้
ช่างน่าเวทนาจริง ๆ
