หลังจากนั้นไม่นาน ถังอี้กับถังเจ๋อก็วิ่งเหยาะ ๆ ตามมาถึง
ทั้งคู่ดูตื่นเต้นอยู่บ้าง
เหลียงเฟยกลัวเสียหน้า จึงรีบลากบุตรชายเข้ามา “วิ่งอะไรกัน ฝ่าบาทกับฮองเฮายังตรัสกันไม่จบ”
ถังควานพยักหน้า แล้วคุกเข่าลงอย่างชำนาญ
เด็กน้อยอีกสองคนก็ทำตาม
กู้ชิงเจาเห็นแล้วอดหัวเราะไม่ได้
“มิได้น่ากลัวถึงเพียงนั้น พวกเจ้าฟังอยู่ก็พอ”
ถังควานยิ้มจนเขี้ยวเล็ก ๆ โผล่พ้นริมฝีปาก “ลูกทั้งหลายคุกเข่าไว้ดีกว่า จะได้แสดงความจริงใจพ่ะย่ะค่ะ”
อย่างไรเสียเพิ่งทำความผิดมา ในใจก็ยังอดหวั่นเกรงอยู่บ้าง
ถังอวิ๋นพยายามข่มมุมปากที่ยกขึ้น ฝืนแสดงท่าทีราวกับบิดาผู้เข้มงวด
“ครานี้พวกเจ้าทั้งสามแม้จะไม่รักษากฎระเบียบอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่นสนุกเล็กน้อย มิได้ร้ายแรง อีกทั้งพี่น้องทั้งสามยังรักใคร่ดูแลกัน บิดาจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ครานี้จะไม่ลงโทษพวกเจ้า ต่อไปเมื่อมีเวลาว่าง หากไม่ทำเกินเลย จะเล่นซุกซนอย่างไรก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พี่น้องทั้งสามก็ยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
“แต่...” ถังอวิ๋นเปลี่ยนน้ำเสียง “ไม่ว่าจะไปที่ใด จะต้องมีคนติดตาม ห้ามจงใจหลบเลี่ยงผู้คนเช่นครานี้อีก”
โดยเฉพาะองค์ชายรัชทายาท เขาเป็นรัชทายาท ย่อมเกิดเรื่องได้ง่ายกว่า
ถังอวิ๋นมิได้ตรัสเรื่องนี้ออกมา ทว่าน้ำเสียงกลับเคร่งขรึมยิ่ง “พวกเจ้าเป็นองค์ชาย แม้ในวังจะปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ภัยโดยสิ้นเชิง หากวันใดพวกเจ้าหายไปจนไร้ร่องรอย ทั้งยังไม่ทิ้งจดหมายไว้ให้ผู้ใดรู้ เราจะลงโทษเรียงตัว ไม่มีละเว้น!”