อากาศค่อย ๆ หนาวเย็นลง ปีฉางจื้อที่ 19 ดูราวกับผ่านพ้นไปในพริบตา
ครั้นฤดูหนาวล่วงผ่าน ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน และผู้คนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ก็เข้าสู่เดือนสามของปีฉางจื้อที่ 20 แล้ว
ดอกท้อและดอกซิ่งในตำหนักเจียนเจียบานสะพรั่งเต็มลาน สายลมโชยพัดพากลีบดอกโปรยปรายลงทั่วพื้น ทิ้งพรมสีชมพูอ่อนบาง ๆ ไว้บนพื้นอิฐขาวสะอาดเกลี้ยงเกลา
กู้ชิงเจายื่นมือรับกลีบดอกไม้ไว้บนฝ่ามืออย่างไม่ใส่ใจ สายตาพินิจรูปทรงของมัน
“ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอีกปีแล้ว”
“นั่นสิ! ฤดูหนาวปีที่แล้วช่างยาวนานนัก เพิ่งอุ่นขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ดีนักที่ดอกไม้เหล่านี้ไม่ทำให้ฤดูใบไม้ผลิต้องผิดหวัง ต่างพากันผลิบานแข่งกัน” เสิ่นหลินประคองนาง พลางมองดอกไม้งามทั่วลาน แววตาอ่อนโยนลง
“ฝ่าบาทประชวรติดพระแท่นมานาน ยามนี้ฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่น ดอกไม้บานสะพรั่ง ได้ยินคนในวังกล่าวว่าฝ่าบาททรงลุกจากพระแท่นเดินได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตากู้ชิงเจาพลันไหววูบ นิ้วมือคลายออก วางกลีบดอกท้อที่กำไว้ในอุ้งมือให้ลอยไปตามสายลมอ่อน ๆ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย กลีบดอกท้อสีชมพูพลิ้วร่วงหล่น ท่วงท่าอ่อนช้อยของมันเบ่งบานท่ามกลางสายลม ก่อนหมุนคว้างลอยห่างออกไปในสายตาลุ่มลึกของนาง
นางลดมือลงอย่างครุ่นคิด “แม้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว แต่ก็เกรงว่าจะอุ่นเพียงชั่วครู่ก่อนกลับมาหนาวเย็นอีก”
พลันมีสายลมพัดผ่านใบหน้า กลีบดอกท้อทั่วสวนก็ร่วงโปรยลงมาอีกระลอก
“พอผ่านช่วงอากาศหนาวเย็นนั้นไป ก็จะเข้าสู่ฤดูร้อน ถึงยามนั้น ดอกบัวในทะเลสาบเผิงไหลคงบานสะพรั่งทั่วทั้งผืนน้ำ เก็บน้ำค้างยามเช้า รับลมเย็นยามค่ำ ช่างเป็นสุขนัก” เสิ่นหลินกล่าว พลางนึกบางอย่างขึ้นได้ คิ้วจึงขมวดมุ่นอีกครั้ง “เพียงแต่เกรงว่าจะพบคนจากตำหนักเหลียวเซียวกับตำหนักหลินหลาง ช่วงนี้ตำหนักเจียนเจียของเรายังคงสงบเงียบ ทว่าเหลียงตี้ฉีกับเหลียงตี้เผยลอบแย่งชิงกันทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่มิขาด”
