ถูกกักบริเวณมาสิบสองวัน บัดนี้นางถูกพระชายารองเผยอบรมบ่มเพาะกิริยามารยาทจนดูสง่างามยิ่งขึ้น เพียงนางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาแตะ ก็มีท่วงท่าโศกสร้อยปรากฏ “ฝ่าบาททรงตรากตรำพันกิจ ข้าน้อยได้แต่ขัดใจที่มิอาจแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทได้ ช่าง…ช่างปวดร้าวนัก”
พูดพลางยังถึงกับบีบน้ำตาออกมาได้สองหยด
ผู้เดียวในที่นั้นที่อาจเทียบชั้นกับนางได้ ก็คือไป๋หรูเหรินแห่งเรือนเหอเซียง
นางมีดวงตาที่ดูเปี่ยมเสน่หาโดยไม่ต้องแสดงท่วงท่าใดมากมาย เพียงแค่ก้มสายตาลงต่ำ ก็ให้ความรู้สึกอ่อนแอจนคนมองแล้วรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาทันที
“ผู้ใดเล่าจะไม่คิดเช่นนั้น ลองดูเถิด เพียงครึ่งเดือน ฝ่าบาทก็ซูบผอมไปมาก หากยังต้องตรากตรำต่อไปอีก พระวรกายจะทานรับไหวอย่างไร ข้าน้อยส่งโจ๊กเม็ดบัวกับเนื้อลำไยอบแห้งไปถวายเมื่อวาน ฝ่าบาทยังมิได้เสวยเลยสักสองคำ”
ดูท่วงทีนี้ก็รู้ ผิดกับเจียงอวิ๋นราวฟ้ากับดิน
จนนางเจียงอวิ๋นถึงกับเคียดแค้นจนแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “น้องไป๋ช่างมีคุณธรรมอ่อนโยนยิ่งนัก ส่งของไปถวายทุกวันเชียว”
“ท่านพี่เจียงชมเกินไปแล้ว” ไป๋หรูเหรินยิ้มตอบ แทบจะทำให้นางเจียงอวิ๋นสำลักตาย
ตั้งแต่เรื่องครานั้น ไป๋หรูเหรินก็ยังคงได้รับพระเมตตามิเสื่อมคลาย ส่วนคนอื่น โดยเฉพาะสามคนที่เพิ่งเข้าจวน กลับถูกอ๋องตวนเพิกเฉยสิ้น
กู้ชิงเจากลับชอบความสงบเช่นนี้ แต่นางอื่นหาได้คิดเช่นนั้นไม่
“มิน่าล่ะ ฝ่าบาทถึงได้ทรงโปรดปรานไป๋หรูเหรินยิ่งกว่าใครในยามปกติ ครึ่งเดือนมานี้ ฝ่าบาทก็เสด็จมาเพียงที่เรือนของน้องเท่านั้น น้องเอาใจใส่ได้รอบคอบเช่นนี้ แม้แต่ข้าที่เป็นพระชายาเอกก็ยังเทียบไม่ติด”
