“ฝ่าบาททรงจำแม่นยำนัก ยามนี้ในตำหนักตะวันออกคงมีเพียงหนานหยวนที่ยังมีดอกท้อแล้ว”
ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เครื่องเกียรติยศขององค์ชายรัชทายาทก็เคลื่อนออกจากตำหนักอย่างเอิกเกริก
ครั้นกู้ชิงเจาตื่นนอน ก็เห็นว่าตำหนักข้างแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยสีชมพูของดอกท้อจนสุดสายตา
“ฝ่าบาททรง...” ไปกวาดดอกท้อจากป่าแห่งใดมาจนหมดหรือ
“ล้วนเป็นดอกท้ออ่อนที่เก็บมาในยามรุ่งสาง มีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ เจ้าว่าพอเหมาะหรือไม่” องค์ชายรัชทายาทประทับอยู่ท่ามกลางกองดอกท้อ แย้มพระสรวลมองนาง ราวกับเด็กน้อยที่ทำสิ่งใดสำเร็จแล้วกำลังรอคำชมอย่างภาคภูมิใจ
กู้ชิงเจาอึ้งงัน “ฝ่าบาทตื่นแต่เช้าเพียงใดจึงไปเก็บมา” มีมากถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าทรงลงแรงไปไม่น้อย
องค์ชายรัชทายาทเห็นนางเป็นห่วง ก็แย้มพระสรวลแล้วขยับเข้ามาใกล้ “เพื่อเจ้า ข้าย่อมไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เจ้าอย่ากล่าวขอบคุณข้าเชียว”
กู้ชิงเจายิ้มละไม “แต่ดอกท้อมีมากถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะเก็บไว้ได้ไม่นาน”
“ไม่เป็นไร ข้าถามช่างปรุงเครื่องหอมแล้ว พวกเขามีวิธีทำให้เป็นดอกไม้แห้ง เก็บรักษาไว้ได้โดยไม่ทำให้กลิ่นหอมเสียไป ต่อให้ดอกท้อโรยหมดแล้ว เจ้าก็ยังใช้ได้”
กู้ชิงเจาย่อมยินดีรับไว้
เพียงแต่คงต้องลงมือทำถุงหอมหรือสิ่งของอย่างอื่นเป็นของตอบแทนด้วย
วันนั้นนางกำลังเลือกดูลายพิมพ์อยู่ หงเชาก็ยิ้มกล่าวว่า “หากฝ่าบาททรงทราบว่าท่านลงมือทำของด้วยตนเองอีก คงทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง”
