วันถัดมา ราชโองการแต่งตั้งไป๋เจี๋ยอวี่เป็นผินก็ประกาศไปทั่วฝ่ายใน
กู้ชิงเจาเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ หงเชาก็เข้ามารายงานในห้องว่า “นายหญิง ไป๋ผินเหนียงเหนียงพาองค์ชายใหญ่มาเพคะ”
เมื่อมีราชโองการลงมาแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกนางว่า “เจี๋ยอวี่” ได้อีก
กู้ชิงเจาล้างมือแล้วไปพบอีกฝ่ายที่เรือนตงหน่วนเก๋อ
“พี่หญิง!” ไป๋ผินเห็นนางเข้ามาก็รีบพาองค์ชายใหญ่ลุกขึ้นคำนับอย่างนอบน้อม
“ระหว่างเราสองคน ไยต้องทำพิธีใหญ่โตเช่นนี้ รีบลุกขึ้นเถิด” กู้ชิงเจาเข้าไปประคองนาง
ไป๋ซื่อแทบหลั่งน้ำตาด้วยความยินดี “เมื่อเช้าตรู่ ไทเจียนอู่ก็มาประกาศราชโองการแล้ว ข้าก็รู้ทันทีว่าพี่หญิงต้องช่วยพูดแทนข้าต่อหน้าฝ่าบาท ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าควรขอบคุณพี่หญิงเช่นไรดี”
กู้ชิงเจาจูงนางให้นั่งลง “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าหรอก ฝ่าบาทเห็นว่าเจ้าดี จึงเลื่อนตำแหน่งให้ เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า”
ไป๋ผินคิดว่านางถ่อมตน
แม้นางจะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายใหญ่ ทั้งยังอยู่ในวังมานาน ทว่าชาติกำเนิดต่ำต้อยและไม่เป็นที่โปรดปราน หากไม่มีกู้ชิงเจา ฝ่าบาทคงนึกถึงนางไม่ออกด้วยซ้ำ แล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้นางได้อย่างไร
ตำแหน่งผินกับเจี๋ยอวี่ดูเหมือนต่างกันเพียงขั้นเดียว ทว่าความแตกต่างระหว่างสองตำแหน่งนี้เรียกได้ว่าราวฟ้ากับเหว
สนมในวังหลังมีนับไม่ถ้วน ทว่าต้องได้ขึ้นสู่ตำแหน่งผินเสียก่อน จึงจะมีชื่อในทะเบียนราชวงศ์ และนับเป็นคนของราชวงศ์อย่างแท้จริง ไม่ต้องกล่าวถึงเบี้ยหวัดและสิ่งที่ได้รับในตำแหน่งผินซึ่งสูงกว่าเจี๋ยอวี่มาก เพียงได้พำนักในตำหนักหลักและมีสิทธิ์เลี้ยงดูเชื้อพระวงศ์ ก็เพียงพอจะทำให้สตรีในวังหลังทุกคนอิจฉาตาร้อนแล้ว