อวี๋ผินกัดฟันกรอด ยกมือขึ้นหมายจะสั่งสอนนางอย่างหนัก
ทว่ามือเพิ่งยกขึ้น ฟางเป่าหลินก็จับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
“แค่พูดความจริงประโยคเดียว เจ้าก็ทนไม่ไหวเสียแล้วหรือ?” สตรีสกุลฟางหัวเราะเยาะ ก่อนสะบัดมือของนางออกอย่างแรง แล้วกล่าวถากถาง “หึ คนไร้โปรดปราน”
อวี๋ผินเคยได้รับความโปรดปรานอยู่บ้างเพียงช่วงแรกที่เข้าตำหนักตะวันออก หลังจากนั้นแทบไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์ ส่วนฟางเป่าหลินแม้ตำแหน่งจะต่ำต้อย แต่เพราะเป็นผู้ที่กุ้ยเฟยสกุลเผยแนะนำเข้ามา เมื่อเข้าวังแล้วจึงได้รับความโปรดปรานเป็นลำดับต้น ๆ เป็นรองเพียงกู้ชิงเจากับเหม่ยเหรินสกุลหวัง
ในวังมีธรรมเนียมยกย่องผู้สูงศักดิ์ เหยียบย่ำผู้ตกต่ำมาแต่ไหนแต่ไร ฟางเป่าหลินเป็นผู้มีอำนาจคนใหม่ แม้แต่สำนักทั้งหกและหน่วยงานยี่สิบสี่แห่งก็ยังไม่กล้าละเลยนาง เมื่อเป็นเช่นนี้นานวันเข้า ความหยิ่งผยองของนางก็ยิ่งเพิ่มพูน
อวี๋ผินทำได้เพียงมองนางเดินจากไปอย่างวางอำนาจ ส่วนตนเองยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธอยู่กับที่
เรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอกวังเฟิ่งหัวแพร่ไปถึงหูกุ้ยเฟยสกุลเผยในชั่วพริบตา
นางเพียงหัวเราะอย่างดูแคลน “ในวังไม่มีที่ให้คนไร้ประโยชน์ หากนางยังลุกไม่ขึ้นเช่นนี้ ก็สมควรแล้วที่แม้แต่เป่าหลินก็ยังกล้ารังแก ไม่ต้องไปใส่ใจนาง ส่วนตำหนักกวนจวีกับสำนักซ่างสือนั้น จงหาคนไปจับตาดูให้มากหน่อย”
กู้ชิงเจาผู้เป็นที่ชิงชังของสกุลเผยกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการของขวัญแสดงความยินดีเต็มห้อง
“ตรวจนับให้ละเอียด แล้วลงบัญชีเก็บเข้าคลังเถิด” งานเลี้ยงจัดขึ้นในตำหนักของตนเองแท้ ๆ แต่หลังจากต้อนรับแขกมาตลอดวัน นางก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ จึงพิงหมอนบนตั่งนุ่มอย่างอ่อนล้า