เขาหลวนชิงเงียบสงัดห่างไกลผู้คนตลอดทั้งปี
บุปผาบนเขาผลิบานแล้วร่วงโรยปีแล้วปีเล่า ผู้คนเองก็แก่ชราลงตามกาลเวลา
ยามเช้า ฉีเมี้ยวนั่งอยู่หน้ากระจกเงาทองแดง มองใบหน้าของตนในนั้นที่สงบนิ่งอ่อนโยน พลันนึกถึงตนเองในอดีตที่ทั้งเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจ จึงรู้สึกแปลกหน้าขึ้นมา
“บัดนี้เป็นปีจิ่งอันที่สิบเจ็ดแล้วกระมัง?”
ตงเซี่ยอยู่เบื้องหลังนาง ค่อย ๆ สางเส้นผมให้ ครั้นได้ยินก็คลี่ยิ้ม “ใช่เพคะ เผลอเพียงพริบตา ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์มาใกล้ครบสิบแปดปีแล้ว” พลันนึกถึงบางสิ่ง รอยยิ้มของนางก็ยิ่งลึกซึ้ง “อีกสองเดือน องค์ชายรองก็จะมีพระชนมายุครบสิบแปดชันษาแล้วเพคะ”
ครั้นเอ่ยถึงถังอี้ แววตาของฉีเมี้ยวก็เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความรู้สึกผิดปะปนกัน
“มะรืนนี้ก็เป็นวันเช็งเม้งแล้ว เสื้อผ้ากับรองเท้าที่ข้าทำให้อี้เอ๋อร์ เจ้าเก็บไว้เรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
“เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ ใส่ไว้เต็มหีบใบใหญ่ องค์ชายสองเห็นแล้วจะต้องทรงยินดีแน่เพคะ” ตงเซี่ยตอบ
ฉีเมี้ยวรู้สึกผิดอยู่บ้าง “ข้าไม่ได้อยู่ข้างกายเขา ยามนี้สิ่งเดียวที่พอทำให้เขาได้ก็มีเพียงของเหล่านี้ ก่อนเขาอายุเจ็ดขวบ ข้าแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดให้เขาด้วยตนเอง... บัดนี้ย่อมต้องทำให้มากขึ้น”
จึงจะพอชดเชยสิ่งที่ติดค้างไว้ได้บ้าง
มือของตงเซี่ยชะงักไปเล็กน้อย ในใจนางย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว ทว่าเมื่อนึกถึงผู้ที่อยู่ในวัง ก็ไม่ถึงกับต้องเป็นห่วงจนเกินไป “นายหญิงโปรดวางพระทัย ฮองเฮาทรงดีกับองค์ชายสองยิ่งนัก ข่าวจากในวังแจ้งว่าเรื่องอภิเษกขององค์ชายสองกำหนดไว้แล้ว จะจัดพิธีในช่วงปลายปีเช่นเดียวกับองค์ชายใหญ่เพคะ”
