สิ่งที่ถังอี้คิดไว้ ก็เป็นเรื่องที่อธิการชุยกับภรรยาเป็นห่วงเช่นกัน
ยามค่ำคืน สองสามีภรรยาที่เส้นผมเริ่มขาวโพลนนั่งอยู่ด้วยกัน พอเอ่ยถึงหลานชายตัวน้อย ต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
จังหวะนั้นฉุยเหมิงกลับมาพอดี เห็นท่านอาและท่านอาสะใภ้เป็นเช่นนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้
“ท่านอากับท่านอาสะใภ้มีธุระจะเรียกข้าหรือ?”
สองสามีภรรยาสบตากัน ฮูหยินฉุยดึงฉุยเหมิงมานั่งข้างกาย ก่อนเอ่ยอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น
“เหมิงเอ๋อร์ เรื่องคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉาที่อาสะใภ้เคยพูดกับเจ้าเมื่อหลายวันก่อน เจ้ามีใจให้หรือไม่? อย่างไรพวกเจ้าก็เคยพบกันหลายครั้ง นางเองก็มีใจให้เจ้า...” ฮูหยินฉุยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “หากเจ้ามีใจจริง อาสะใใภ้จะไปหาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเฉา ให้พวกเจ้าได้พบกันอีกครั้ง เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ฉุยเหมิงหัวเราะเสียงกังวานเมื่อได้ยิน “คุณหนูตระกูลเฉาเป็นสตรีที่ดี เพียงแต่ข้าอายุมากกว่านางหลายปี อีกทั้งพี่ชายของนางก็สนิทสนมกับข้ามาแต่ไหนแต่ไร จึงทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ ขึ้นบ้างเท่านั้น ยังห่างไกลจากขั้นที่จะแต่งงานกัน ตระกูลเฉามีชื่อเสียงบริสุทธิ์สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน อย่าให้ชื่อเสียงของนางต้องมัวหมองโดยไร้เหตุเลย”
ความหมายในถ้อยคำของเขาคือ ไม่เชื่อในความรักที่หญิงสาวผู้นั้นกล่าวอ้าง
“ท่านอากับท่านอาสะใภ้เพิ่งกลับเมืองหลวงมาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขได้ไม่ง่าย อย่าให้เรื่องของหลานรบกวนจิตใจเลย”
ความกังวลปรากฏชัดบนใบหน้าฮูหยินฉุย “แล้วเรื่องแต่งงานของเจ้าเองเล่า มีแผนการหรือไม่?”
คงไม่อาจครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตกระมัง
สายหลักของตระกูลฉุยมีสมาชิกมากมาย ทว่าสายของพวกเขา ทุกวันนี้ในหมู่คนรุ่นลูกกลับมีบุรุษเพียงฉุยเหมิงคนเดียว