เมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในใจผู้คนทั่วตำหนักตะวันออกตลอดหลายวันนี้แล้ว ตำหนักเจียนเจียกลับไม่เกิดเรื่องใดขึ้นเลย ทุกอย่างยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยดังเดิม เพียงเท่านี้ก็เห็นความสามารถของกู้ชิงเจาได้เป็นอย่างดี
มีนายเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบเล่า?
ลมหนาวพัดมา ความเย็นภายนอกตำหนักค่อย ๆ ทวีขึ้น
ภายในจาเต้เตี้ยน องค์ชายรัชทายาททรงตรวจฎีกากองใหญ่เสร็จ ครั้นเงยพระพักตร์ขึ้น ก็เห็นว่าภายนอกมืดค่ำแล้ว
ยามราตรีในฤดูหนาวมักมืดมิด มองไม่เห็นแม้แต่แสงดาวสักนิด
พระองค์ทรงคลายข้อมือ แล้ววางพู่กันชาดลง
ขันทีผู้หนึ่งก็ยกน้ำชาอุ่นมาถวายอย่างรู้เวลา พร้อมทูลเตือนว่า “องค์ชายรัชทายาท ถึงเวลาพักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” พระองค์ทรงรับถ้วยชาร้อนมา ทอดพระเนตรขันทีผู้นั้นแล้วตรัสถาม “อาการป่วยของอู่อิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
กล่าวไปก็ช่างบังเอิญ ครึ่งเดือนก่อนอู่อิงเฝ้ายามอยู่ด้านนอก พอดีกับวันที่อากาศเริ่มเย็นลง เขาจึงป่วยขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว พอล้มป่วยแล้วก็ต้องนอนพักอยู่เช่นนั้นถึงครึ่งเดือน ผู้ที่ถูกส่งมารับใช้แทนในตำหนักองค์ชายรัชทายาทคือจงเจี้ยนแซ่ฉาง แม้องค์ชายรัชทายาทจะทรงคุ้นเคยกับการใช้อู่อิงมาหลายปีแล้ว ต่อให้คนใหม่เอาใจใส่เพียงใด พระองค์ก็ยังไม่ชินอยู่ดี
“กราบทูลองค์ชายรัชทายาท อาการป่วยของไทเจียนอู่ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ยังไออยู่บ้าง จึงยังมารับใช้ใกล้พระวรกายไม่ได้” จงเจี้ยนฉางกล่าว แล้วจงใจเสริมอีกประโยคว่า “พระวรกายขององค์ชายรัชทายาทสูงค่า ต้องรอให้ไทเจียนอู่หายดีเสียก่อน จึงจะเข้ามาในตำหนักได้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรัชทายาทมิได้ทรงคิดว่าพระองค์สูงค่าสูงส่งอะไร เพียงตรัสว่า “เขาติดตามรับใช้มาหลายปี นานทีจะได้พักสักครั้ง ก็ให้เขาพักต่ออีกหลายวันเถิด”
