จวนกั๋วกงแห่งจิ้นสกุลหรงเป็นจวนกั๋วกงสืบทอดตำแหน่งมานานนับร้อยปี
ข้าเกิดในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่มั่งคั่งและทรงเกียรติเช่นนี้
ด้วยเป็นบุตรสาวคนโตสายตรงของเรือนใหญ่ หลังอายุสามขวบ ข้าก็ถูกพาตัวออกจากข้างกายมารดา ให้ท่านปู่และท่านย่ารับหน้าที่อบรมสั่งสอนด้วยตนเอง
ท่านปู่เป็นไท่ฟู่ชั้นหนึ่ง ส่วนท่านย่ามาจากตระกูลบัณฑิต ทั้งสองต่างรอบรู้และแตกฉานในศาสตร์นานา
ท่านปู่สอนข้าให้รู้จักแยกแยะความดีความชั่วในโลกมนุษย์ ส่วนท่านย่าก็ใส่ใจอบรมให้ข้าเข้าใจธรรมเนียมและรู้ผิดชอบชั่วดี
เมื่ออายุได้แปดขวบ ข้าก็ได้รับการอบรมจนโดดเด่นยิ่งขึ้น
ข้าเคยได้ยินท่านปู่กับท่านย่าถอนใจด้วยความเสียดายอยู่หลายครั้ง
“หากเฉี่ยนหยวนเป็นบุรุษ ย่อมเป็นแขนขาอันทรงคุณค่าของฝ่าบาท และนำพาสกุลหรงให้รุ่งเรืองไม่เสื่อมถอยไปอีกนับร้อยปี”
ข้าได้ฟังแล้วกลับไม่เห็นด้วย
บุรุษสามารถขยายดินแดนและยึดครองแผ่นดินได้ สตรีก็สร้างคุณูปการแก่บ้านเมืองได้เช่นกัน
ปีที่ข้าอายุสิบสี่ เป่ยอี๋รุกรานแผ่นดินเรา เพียงไม่ถึงครึ่งเดือน กองทัพข้าศึกก็ทะลวงแนวชายแดนเข้ามาถึงด่านหน้า ตั้งค่ายอยู่นอกอิวโจว ทั้งยังส่งทูตเข้าเมืองหลวง เปิดปากก็เรียกเงินขาวหนึ่งล้านตำลึง อีกทั้งต้องการองค์หญิงสายตรงไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์ มิฉะนั้นจะไม่ถอนทัพ ทั้งยังจะสังหารแม่ทัพที่ยอมจำนนทั้งหมด
เงินขาวหนึ่งล้านตำลึงนับเป็นราคาสูงลิบ แม้ต้ายงมิใช่ไร้เงิน แต่หากมอบให้ไป คลังหลวงย่อมว่างเปล่า อีกทั้งต้ายงซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งจงโจวยังต้องเสียเกียรติยศจนป่นปี้
แรกเริ่มเหล่าขุนนางไม่ยินยอมรับความอัปยศ ต่างยืนกรานให้ทำสงคราม
ทว่าราษฎรต้ายงสุขสบายมานานปี ต่างนึกว่าความรุ่งเรืองยังคงอยู่ หลงมัวเมาความสำราญมานาน แล้วจะรับมือข้าศึกได้อย่างไร
กระทรวงคลังกับกระทรวงกลาโหมถวายบัญชีเสบียงและทะเบียนทหารให้ตรวจดู สามวันให้หลัง เหล่าขุนนางได้เห็นสถานการณ์ชัดเจนแล้วก็พากันเงียบเสียง ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
