“นับแต่พิธีแต่งตั้งฮองเฮาเมื่อต้นปี ฝ่าบาทก็แทบไม่เสด็จมายังวังหลังอีกเลย นับว่าห่างเหินยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก” สนมเซี่ยรับกระจกบานเล็กจากมือสาวใช้ มองตนเองในกระจกซึ่งยังคงเยาว์วัยและงดงาม แล้วอดรู้สึกไม่ยินยอมมิได้ “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าจะมีบุตรชายหรือบุตรสาวไว้พึ่งพิงได้อย่างไร”
“ถึงยามนี้แล้ว เจ้ายังมองสถานการณ์ไม่ออกอีกหรือ?” เหม่ยเหรินสกุลเฉินรู้สึกว่าแต่ก่อนสนมเซี่ยยังวางตัวสงบเสงี่ยมและสำรวมยิ่ง ทว่าปีนี้บิดาของนางสร้างความดีความชอบเพิ่มขึ้น นางจึงดูจะลำพองตนอยู่บ้าง “ฮ่องเต้กับฮองเฮารักใคร่ปรองดองกัน องค์ชายรัชทายาทกับพระโอรสที่เกิดจากฮองเฮาทั้งสองพระองค์ก็แข็งแรงปลอดภัย ยามนี้แม้แต่ขุนนางในราชสำนักยังหาเรื่องตำหนิวังหลังไม่ได้ นับประสาอะไรกับพวกเรา? บัดนี้ตำแหน่งของเจ้าก็มิได้น้อยหน้า ชีวิตช่วงที่เหลือย่อมมีเกียรติและความมั่งคั่งแล้ว ไยยังต้องจับจ้องเรื่องนี้อีก”
สนมเซี่ยเม้มปาก “อย่างไรเสีย ฝ่าบาทคงไม่ทรงรังเกียจหากมีพระโอรสธิดาเพิ่มมิใช่หรือ? อีกทั้งฝ่าบาทคงมิได้ทรงโปรดปรานฮองเฮาเพียงพระองค์เดียวไปตลอดกระมัง”
ขอเพียงฝ่าบาทเสด็จมายังวังหลังสักครั้ง นางก็ยังมีโอกาส
เหม่ยเหรินสกุลเฉินขมวดคิ้ว นึกถึงช่วงหลังมานี้สนมเซี่ยกับนางยังนับว่ากลมเกลียวกัน จึงไม่อยากเห็นนางถลำลึกเกินไปและเอ่ยเตือนว่า “แต่ก่อนฝ่าบาทมีพระโอรสธิดาไม่มาก ทว่ายามนี้ฮองเฮามีพระโอรสที่เกิดจากพระนางถึงสามพระองค์ อีกทั้งยังรักใคร่กับฝ่าบาทยิ่งนัก ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้ายังคิดว่าฝ่าบาทจะทรงให้ความสำคัญกับพระโอรสที่เกิดจากสนมอย่างไร้เหตุผลอีกหรือ?”
สนมเซี่ยพลันไม่พอใจ มองนางแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่ฝ่าบาท จะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่าบาทไม่ทรงอยากมีพระโอรสที่เกิดจากสนมอีก?”