“มู่เชิง เจ้าดูการแต่งกายของข้าเป็นไปได้หรือไม่?”
เฉิงเจี๋ยกังวลใจมองไปยังหวังมู่เชิงข้างกายที่แต่งตัวเป็นชาวนา แล้วถามขึ้น
“เป็นไปได้”
มองดูเฉิงเจี๋ยที่สวมชุดลำลองส่อกลิ่นไอความยากจนออกมาทั้งตัว หวังมู่เชิงตอบกลับมาอย่างกระชับดังเคย
“แต่เราแต่งตัวแบบนี้จะไม่มีปัญหาจริงหรือ?”
สำหรับเฉิงเจี๋ยที่กำลังจะก้าวเข้าไปในตรอกท้อบุปผา เขากลัวว่าจะเผยร่องรอยใดออกไป
“ไม่มีปัญหา ข้าสืบค้นประวัติของเผิงหรงอย่างละเอียดแล้ว หลายปีก่อนหลังบิดามารดาของเขาถึงแก่กรรม เขาก็ไม่เคยกลับไปยังถิ่นกำเนิดที่เมืองหลิงหู่อีกเลย ความสัมพันธ์กับเครือญาติที่นั่นถือว่าขาดสะบั้นแล้ว……”
หวังมู่เชิงเอ่ยอย่างจริงจัง “ดังนั้นการปลอมตัวเป็นญาติจากบ้านเกิดที่มาขออาศัยพึ่งพิงเผิงหรง จะไม่มีใครมองออกได้”
“แต่ข้ายังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี เพราะข้าพูดโกหกไม่เก่งเลย”
เฉิงเจี๋ยยิ้มเจื่อน “พอพูดโกหกทีไรใจก็สั่นทุกครั้ง กลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมา”
“เช่นนั้น การเจรจาต่อจากนี้ขอให้ข้าจัดการเถิด เจ้าพยายามพูดให้น้อยที่สุดก็พอ”
หวังมู่เชิงไต่คิดอยู่ครู่แล้วกล่าว
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำได้?” เฉิงเจี๋ยแสดงสีหน้าลังเล
ในความทรงจำของเขา หวังมู่เชิงเป็นคนเงียบขรึมมาแต่ไหนแต่ไร ดูท่าไม่น่าจะใช่คนที่เก่งการเจรจาเลย
“ข้าเพียงไม่ชอบพูด ไม่ได้แปลว่าข้าพูดไม่เป็น”
หวังมู่เชิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ก็ได้”
