“เฒ่าเฉา เจ้าว่าหัวหน้าฉินหมายความว่าอย่างไร”
ด้านนอกโรงเตี๊ยม
หลังจากมองส่งฉินต้งเดินเข้าสู่โรงเตี๊ยมเพียงลำพัง ข่งซ่างก็รู้สึกอัดอั้นตันใจจึงศอกเฉาปินที่อยู่ข้างกายพลางลดเสียงลงกล่าว
เห็นได้ชัดว่าเบาะแสคือเขาค้นพบ ตัวผู้ต้องสงสัยก็เขาสืบเจอเช่นกัน
แต่พอมาถึงสถานที่แล้ว ฉินต้งกลับไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าร่วมการจับกุมครั้งต่อมา นี่ก็เท่ากับบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการยึดความดีความชอบไว้ผู้เดียวไม่ใช่หรือ
“หัวหน้าฉินอาจมีข้อกังวลอื่นก็เป็นได้”
เฉาปินกลับทำท่าทีสุขุมเยือกเย็น
“ข้าว่าหัวหน้าฉินเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ จึงต้องการสร้างผลงานเพื่อสั่งสมเกียรติภูมิอย่างเร่งด่วน ก็เพราะดูสิว่าหัวหน้าฉินของเรายังหนุ่มเพียงไหน”
ข่งซ่างกลับเอ่ยพึมพำอย่างไม่พอใจ น้ำคำแฝงความเสียดแทง
ปากไม่มีขน การงานไม่มั่นคง
นี่คือมุมมองโดยทั่วไปของพนักงานสืบสวนอาวุโสในกรมต่อฉินต้ง
แม้ว่าเขาจะเคยเผชิญหน้าถงเวยเพียงลำพัง และจับกุมหยางสวินเศษเดนสำนักวิถีฟ้าเหลืองมาแล้ว
แต่นั่นเพียงพิสูจน์ว่าฉินต้งมีฝีมือไม่ธรรมดา มิอาจเป็นตัวแทนความสามารถในการทำงานของเขา
การที่พวกเขาเกรงกลัวฉินต้ง ส่วนใหญ่คือเกรงกลัวสถานะและพลังของเขา
“พนักงานสืบสวนข่ง ระวังคำพูด”
เฉาปินได้ยินเช่นนั้นก็อดเหลือบมองข่งซ่างไม่ได้
ในสายตาของเขา ฉินต้งแม้จะเยาว์นักและขาดประสบการณ์ทำงานก็ตาม
แต่คนตาดีย่อมเห็นแจ้งว่าอนาคตของเขามีศักยภาพไม่สิ้นสุด
ยิ่งกว่านั้นเขายังจริงจังรับผิดชอบ และเป็นคนมีจิตใจงดงามด้วย
เรื่องที่เขารุดไปยังตำบลหนานเฉียวเพื่อช่วยเหลือพี่ชายข้างบ้านก็เป็นตัวอย่างชัดเจน
ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในชั่วพริบตากลับยังไม่ลืมรากเหง้า ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงอุปนิสัยของเขาอีกหรือ
ติดตามคนเช่นนี้อย่างน้อยก็ทำให้ตนรู้สึกอุ่นใจ เหตุใดข่งซ่างจึงอาจวิจารณ์ลับหลังได้เล่า
“……เฒ่าเฉา เจ้ามิได้ตั้งใจจะติดตามหัวหน้าฉินแล้วกระมัง”
ข่งซ่างมองเฉาปินด้วยสีหน้าตะลึงงัน
สหายเก่าที่คบกันมานับสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างแปลกหน้า
“ข้าเชื่อมั่นในสายตาตนเอง”
เฉาปินสีหน้าสงบนิ่งกล่าว
“เจ้า……”
ข่งซ่างเพิ่งจะเปิดปากหว่านล้อม
