“ไม่มีเรื่องเช่นนั้น”
ฉินต้งฟังแล้วรีบปฏิเสธทันควัน ทว่าภายในใจกลับครุ่นคิดว่าหลี่ว์เหลียงได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด
หรือว่าเฉินเซียนหรือเจียงม่อจะเป็นคนเล่าให้ฟัง?
เพราะเรื่องนี้มีเพียงสองคนนั้นที่รู้
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้น หรือว่าไม่กล้า?”
หลี่ว์เหลียงมองฉินต้งด้วยแววตาชวนสงสัย
“พอเถิดท่านน้า ท่านอย่าได้รังแกเขาอีกเลย”
เจียงม่อขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยปากช่วยฉินต้งแก้ทางจนได้
“รังแกอะไรกัน ข้ากำลังทดสอบจิตใจของเขาอยู่ ที่ผ่านมาเขายังนับว่าผ่านเกณฑ์”
หลี่ว์เหลียงโบกมืออย่างไม่ยี่หระ ดูจะค่อนข้างพอใจที่ฉินต้งรักษาความสงบได้ตลอด
หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงลนลานไปนานแล้วภายใต้การซักถามของเขา
“ถ้าจิตใจของเขาไม่มั่นคง ไฉนเลยจะสังหารทังวั่นกับตู้เอินได้สำเร็จ กระทั่งกล้าชักดาบปะทะกับถงเวย?”
เจียงม่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ครั้งหนึ่งสองครั้งอาจเรียกว่าโชคช่วยและเหตุบังเอิญ แต่เมื่อเกินสามครั้งขึ้นไป นั่นย่อมเพียงพอจะชี้ว่า ความสามารถและจิตใจของเขาล้ำเลิศเหนือผู้คนทั่วไป”
“ที่เจ้าพูดมานั้นถูกต้อง ขอให้น้าดื่มชดใช้หนึ่งจอก”
หลี่ว์เหลียงหาได้โกรธไม่ กลับยิ้มพลางรินสุราเต็มจอกแล้วดื่มหมดในคราวเดียว
“ข้าว่าท่านก็แค่อยากดื่มสุราเท่านั้น”
เจียงม่อยังคงเอ่ยแฉอย่างไม่เกรงใจ
“อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย กลับเข้าเรื่องหลักดีกว่า”
หลี่ว์เหลียงเปลี่ยนประเด็นอย่างแนบเนียน สายตากลับมาจับอยู่ที่ฉินต้งอีกครั้ง “อันที่จริงหลังจากทราบเรื่องราวของเจ้า ต่อให้ไม่ได้ยินอะไรมา ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่พอใจผลการจัดการของถงเวย”
“ผู้น้อยไม่กล้า”
ฉินต้งรีบกล่าว
“ไม่กล้า? เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับแล้ว”
หลี่ว์เหลียงเหมือนจะรอฟังประโยคนี้อยู่พอดี ทว่าเขากลับไม่คิดจะพูดต่อ
พลางรินสุราเต็มจอกของตนต่อไป เขากล่าวอย่างเนิบนาบ “เจ้าต้องรู้ว่าการตีสุนัขก็ต้องดูเจ้าของด้วย ยิ่งนี่เป็นสุนัขเก่าแก่ที่จงรักภักดี หากพลั้งมือตีมันตายเข้า แม้แต่ข้าก็ยากจะให้คำตอบแก่เจ้าของสุนัขได้”
“พูดภาษาคนมาเถิด”
เจียงม่อเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างไม่พอใจ
“ดูเถิด เจ้าก็รีบร้อนอีกแล้ว”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอ็นดู หรือจนปัญญากับหลานสาว
