กลับมาถึงศาลากลาง
ฉินต้งที่ออกไปโดยไม่ได้อะไรกลับก็นั่งนิ่งอยู่ในห้องชันสูตรพลิกศพ จ้องมองศพของเฉิงเจี๋ยเงียบ ๆ
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร
เฉาปินก็เดินมาอยู่ข้างกาย แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “ใต้เท้า เมื่อครู่ทางจวนสกุลเจียงส่งคนมาบอกว่า ต้องการเรียนเชิญใต้เท้าไปพบที่หอนกยูง”
“……ฝั่งหวังมู่เชิงยังไม่มีข่าวอีกเหรอ”
ฉินต้งค่อย ๆ ได้สติกลับมาแล้วถาม
“ยังครับ ส่วนพรรคธงเหล็กได้เรียกระดมคนทั้งหมดของตนออกตามหาแล้ว ตราบใดที่หวังมู่เชิงยังอยู่ในอู๋จวิ้น ไม่ช้าเราก็จะตามตัวเจอ…”
เฉาปินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เดี๋ยวก่อน ถ้าหากหวังมู่เชิงไม่ได้อยู่ในเมืองอู๋จวิ้นล่ะ”
ฉินต้งนึกขึ้นได้กะทันหัน
เฉิงเจี๋ยและอู๋ปู้ต่างตายหมดสิ้น เหลือเพียงหวังมู่เชิงที่หายสาบสูญไป
ตามสามัญสำนึกแล้ว
เขาไม่มีทางรอดพ้นมือสังหารได้
แต่ถ้าหากเขารู้ตัวล่วงหน้าว่ามีคนต้องการฆ่าตนล่ะ
เมื่อค้นหาในเมืองนานแล้วก็ไม่เจอ มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาหนีออกไปนอกเมืองแล้ว
“ใต้เท้าวางใจได้ครับ พรรคธงเหล็กคิดถึงเรื่องนี้แล้ว หมู่บ้านนอกเมืองก็ส่งคนออกไปค้นหาเรียบร้อย”
เฉาปินรีบกล่าวว่า “ดูท่าทางพวกเขาจะใส่ใจยิ่งกว่าศาลากลางเสียอีก”
“เข้าใจแล้ว”
ฉินต้งย่อมรู้ดีว่าเหตุใดพรรคธงเหล็กจึงใส่ใจขนาดนั้น ก็เพียงเพื่อให้เขาติดหนี้บุญคุณ
เมื่อถึงวันข้างหน้าที่พรรคธงเหล็กเกิดเรื่อง หนี้บุญคุณนี้อาจช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ก็เป็นได้
เมื่อทั้งในและนอกเมืองต่างส่งคนออกตามหาแล้ว เขาก็วางใจได้ระดับหนึ่ง
คิดถึงการที่เจียงหาวเรียนเชิญเขาอย่างกะทันหัน
ความสงสัยก็ผุดขึ้นในใจของฉินต้ง
หรือว่าเรื่องที่เขาเคยบอกไว้คราวก่อน ทางตระกูลเจียงจะปรึกษากันได้ข้อสรุปแล้ว
