ตระกูลเฉินแห่งฉู่เหอ
บนเวทีแสดง บรรดานักละครกำลังแสดงโอเปรากันอย่างสนุกสนาน ใต้เวทีมีชนชราคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางการอวยยศของเหล่าคนรอบข้างราวดวงดาราที่มีดวงจันทร์โอบ
เมื่อบทเพลงไปถึงท่อนวิเศษ ชนชรายังส่ายศีรษะส่ายสมองขับร้องตาม
“พ่อ ขอรับ ทหารจากทางใต้ที่เพิ่งรายงานเข้ามา เฉินเลี่ยงถูกพวกนั้นนำตัวไปแล้วขอรับ”
ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยอำนาจเดินเข้ามาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น จนกระทั่งโบกมือให้บรรดาบ่าวไพร่ที่รับใช้รอบกายถอยออกไปก่อน จึงโน้มเข้าไปกระซิบข้างหู
“คนทางใต้งั้นรึ? ใช่ฉินต้งที่เพิ่งสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเมื่อไม่นานนี่นา?”
ชนชรายังคงหลับตาจมดิ่งอยู่ในบทเพลง พูดไปด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่าใจอยู่ที่อื่น
“ใช่แล้วขอรับ ก็ฉินต้งผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหลี่เสวียนเช่อคนต่อไป วัยเพียง 18 ปีก็ครองอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบปฐพี”
ชายกลางคนเน้นเสียงอย่างจริงจังเคร่งเครียด
“ตระกูลเฉินของเราไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกับเขา เหตุใดเขาถึงส่งคนมานำตัวเฉินเลี่ยงไปเสียได้?”
ชนชราพูดอย่างมิได้ตื่นตระหนก
“เมื่อหลายเดือนก่อน ลูกน้องของเราเกิดเรื่องขัดแย้งกับกรมจับกุมหกประตูฉู่เหอเล็กน้อย ตอนแรกเรื่องก็เรียบร้อยไปแล้วเกือบหมด หาแต่หัวหน้ามือปราบของกรมจับกุมหกประตูฉู่เหอนามติงเชิงกลับไม่ยอมยุติ เมื่อรู้ว่าฉินต้งเดินทางมาพักฉู่เหอชั่วคราว เขาจึงรีบไปฟ้องร้องต่อหน้าอีกฝ่ายทันที……”
ชายกลางคนรีบเล่าเรื่องโดยย่อ
“……เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
กระทั่งบทเพลงจบลง บรรดานักละครเดินออกจากเวที
ชนชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จึงค่อย ๆ ลืมตาแล้วเอ่ย
“พ่อ ข้าคิดว่าเรื่องนี้ใหญ่ก็ได้เล็กก็ได้ หากตระกูลเฉินเราเลือกกลืนความแค้นเงียบไว้ แม้ชื่อเสียงของตระกูลจะบกพร่องลงบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็จะไม่ล่วงเกินฉินต้ง วันหน้ายังคงติดต่อค้าขายกันได้ตามปกติ……”
ชายกลางคนสูดลมหายใจลึกแล้วพูดเสียงต่ำ “แต่ถ้าตระกูลเฉินเราสามารถปกป้องเฉินเลี่ยงไว้จากมือของฉินต้งได้ ย่อมสร้างชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ให้ตระกูลเราในวงการราชการ บางทีอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเหล่านักปราชญ์ที่ต่อต้านกรมจับกุมหกประตูในคราวเดียวเลยทีเดียว”
