“พี่เขย พรานป่าทุกคนจะสังเกตรอยเท้าที่สัตว์เหยียบไว้บนพื้น แค่หารอยเท้าเจอยังไม่พอ ต้องตามรอยเหยื่อด้วย”
“ชาวบ้านไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย พอเข้าป่าก็เอาแต่เดินหาอย่างไร้จุดหมาย”
“สิ่งที่ชาวบ้านเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา พวกเขาเห็นพรานป่ากลับออกจากป่าพร้อมเหยื่อทุกครั้ง”
“ชาวบ้านก็เลยเข้าใจผิดว่า ถ้าตัวเองเข้าป่าไป ก็คงหาเหยื่อได้เหมือนกัน นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดโดยสิ้นเชิง”
ซูหว่านฉิงเดินตามหลังลู่เฟย มือดึงชายเสื้อด้านหลังของเขาไว้ พลางมองพี่เขยที่เดินโซเซนำหน้า ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาจะหกล้ม
“พี่เขย ฟังอยู่หรือเปล่า?”
“อืม ฟังอยู่ ฟังมาตลอดเลย เล่าต่อสิ”
ลู่เฟยเดินนำพลางโงนเงนไปมา คอยเปิดทางอยู่ข้างหน้า ก่อนก้มหน้าตอบ
“งั้นฉันจะเล่าต่อ พรานป่าจะวางบ่วง แล้วก็ทำหลุมพราง บางคนที่เก่งหน่อยจะขึงเชือกไว้บนต้นไม้และวางกับดักไว้บนพื้น พอเหยื่อเหยียบเข้าไปก็จะถูกแขวนขึ้นมา”
“หลุมพรางใช้จับสัตว์ตัวใหญ่ได้ ส่วนบ่วงใช้จับกระต่ายป่า ไก่ป่า แล้วก็เป็ดป่า! กับดักเชือกจับหมาจิ้งจอก ตัวเหลือง แล้วก็กระรอกได้ ถ้าโชคดีก็อาจจับกวางป่าได้ด้วย”
“พรานป่าต้องอดทนรอ และคอยไปตรวจดูตามกับดักที่ทำเครื่องหมายไว้เป็นระยะ พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะมีของดีตกลงมาจากฟ้า และไม่เคยคิดว่าพอขุดหลุมพรางเสร็จใหม่ ๆ จะมีเหยื่อตกลงไปทันที”
“นี่คือวิธีหาผลตอบแทนในระยะยาวของพรานป่า ทุกสองสามวันจะออกตรวจรอบหนึ่ง กับดักที่เตรียมวางไว้ล่วงหน้าจะกระจายอยู่ตามพื้นที่และจุดต่าง ๆ หลายสิบแห่ง”
