“เมียจ๋า ไปกันเถอะ ถึงเวลาไปเยี่ยมบ้านเธอแล้ว ออกมาคราวนี้เสียเวลาไปเกือบทั้งวันเลย”
ลู่เฟยพูดจบก็เห็นซูจิ้งอี๋พยักหน้า เขาจึงยิ้มแล้วเดินออกไป
“ออกมารอบนี้เรียกว่ากอบโกยจนเต็มกระเป๋าจริง ๆ” ลู่เฟยอดพึมพำในใจไม่ได้ ความสุขเอ่อล้นจนแทบยิ้มไม่หุบ
ทั้งสามเดินไปตามทางบนภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านผิงติ่ง
ใช้เวลาเดินบนเขากว่าห้าชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้านผิงติ่ง
หิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วผืนดิน ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมง ควันสีขาวลอยออกจากปล่องไฟของทุกบ้านในหมู่บ้าน
ทุกบ้านหลบอยู่ในเรือน เดินผ่านทั่วทั้งหมู่บ้านก็ไม่เห็นใครสักคน
ฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยาวนาน ต่อให้ขาดเสบียงในบ้านก็ขาดฟืนไม่ได้
ฤดูใบไม้ผลิลงนาเพาะปลูก ฤดูร้อนลงนาไปถอนหญ้า ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว ส่วนฤดูหนาวก็เก็บตัวหลบหนาว แต่ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ร่วงจะยุ่งแค่ไหน ทุกบ้านก็ต้องตุนฟืนไว้
ฤดูหนาวยาวนานเกินไป หากฟืนไม่พอให้ใช้ตลอดทั้งฤดู คนก็อาจหนาวตายได้
คนมีเงินก็ซื้อถ่านหิน หรือไปซื้อฟืนจากโรงเลื่อยได้ ส่วนคนไม่มีเงินก็ต้องขึ้นเขาไปตัดฟืนมาเก็บไว้
ตระกูลซูมีชื่อเสียงและเป็นที่นับถืออย่างมากในหมู่บ้านผิงติ่ง ครอบครัวพรานป่าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หากได้สัตว์ตัวเล็กก็เก็บไว้กินเอง
แต่ถ้าล่าสัตว์ตัวใหญ่ได้ ตระกูลซูจะแบ่งส่วนหนึ่งให้กองการผลิต หัวหน้าหมู่บ้านจะส่งคนไปบอกทุกบ้าน จากนั้นทุกคนก็จะไปตุ๋นเนื้อที่กองการผลิต แล้วแบ่งกันกิน ชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างซาบซึ้งในน้ำใจของตระกูลซู
