“ที่รัก หลังออกมาจากบ้านสวีซาน ก็มีคนตามเราสองคนมาตลอดเลย”
“ดูแล้วไม่น่าใช่คนที่สวีซานส่งมา อย่าหันกลับไปมองนะ”
ซูจิ้งอี๋เดินชิดลู่เฟยพลางกระซิบบอก พอเห็นสามีทำท่าจะหันกลับไปมอง เธอก็รีบห้ามไว้
“เรารับปากสวีซานว่าจะเอาของไปส่งให้ แถมยังซื้อปืนจากเขาอีก สวีซานไม่โง่ขนาดนั้นหรอก น่าจะเป็นคนอื่นที่จับตาเราอยู่”
“ก่อนหน้านี้เราขายทั้งเนื้อทั้งธัญพืช ทำตัวเด่นเกินไป แถมยังเข็นจักรยานกันอยู่ พวกนั้นคงไม่รู้ว่าเราเอาเงินไปซื้อปืนหมดแล้ว”
ลู่เฟยหยุดเดิน จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบกับภรรยา
“คนที่จับตาเราสวมเสื้อผ้าบาง ๆ เอาแต่กระทืบเท้าถูมือคลายหนาว อากาศหนาวขนาดนี้ยังใส่แค่หมวกใบเดียว”
“ที่รักว่าเป็นพวกที่อพยพข้ามด่านตงเป่ยมาหรือเปล่า”
ซูจิ้งอี๋เดินเคียงข้างลู่เฟย ก่อนจะเล่าสิ่งที่เธอสังเกตเห็นและวิเคราะห์ได้ให้เขาฟังเบา ๆ
“หึ ๆ คนพวกนี้รู้แค่ว่าตงเป่ยกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ คิดว่าพอมาถึงแล้วจะเดินออกไปจับไก่ป่ากลับบ้านได้ หรือไม่ก็ลงไปจับปลาได้ตามใจชอบ”
“คนอพยพข้ามด่านตงเป่ยมีเยอะเกินไป เหมืองต้องรับคนไปทำงาน กองพลก็ต้องการคนไปบุกเบิกที่ดิน จะทิ้งให้พวกเขาอดตายโดยไม่สนใจก็คงไม่ได้”
“ทั้งคอมมูนประชาชนและสหกรณ์ต่างก็สร้างฟาร์มปศุสัตว์ที่ต้องใช้แรงงาน ป่าไม้ก็ต้องการคน ข่าวพวกนี้แพร่ไปทั่วประเทศ คนที่เดินทางมาที่นี่ก็เลยมีมากขึ้น”
“ภัยแล้ง น้ำท่วม ฝูงตั๊กแตน และแมลงศัตรูพืช ทำให้ในด่านไม่มีธัญพืชกิน คนพวกนี้อยากมีชีวิตรอด ก็ย่อมต้องมาหาหนทางเอาชีวิตรอดในดินแดนหนาวเหน็บแห่งนี้”
