หลายคนเห็นคนมุงกันอยู่แถวนี้ ก็พากันเดินมาดูด้วยความสงสัย
พอเห็นคนขายแผงนี้ขายทั้งเนื้อหมูและเสบียง ก็พากันตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“น้องชาย เนื้อหมูขายยังไง ข้าวโพดบดนี่ฉันก็ขอซื้อสักหน่อย”
“รีบไปต่อแถวข้างหลังสิ คนที่นี่ใครไม่มาซื้อเสบียงบ้างล่ะ”
ชายร่างใหญ่สวมเสื้อหนังแกะยื่นมือผลักชายชราที่ถามราคาออกไป
คนพวกนี้เบียดเสียดกัน ลู่เฟยคร้านจะยุ่งเรื่องไร้สาระ จึงยกถุงเสบียงลงจากรถแล้วเปิดปากถุง
เขาโยนเนื้อหมูลงบนหิมะ ก่อนชักมีดสั้นออกมา “เมียจ๋า เธอชั่งของเป็นไหม?”
“เป็น”
“ดีเลย ฉันตักเสบียงกับหั่นเนื้อ ส่วนเธอชั่งน้ำหนักนะ เมียจ๋าเก่งที่สุดเลย”
ลู่เฟยสวมถุงมือแบบห้านิ้ว ส่วนที่ให้ซูจิ้งอี๋ก็เป็นถุงมือแบบห้านิ้วเช่นกัน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 1958 คนส่วนใหญ่สวมถุงมือผ้าฝ้ายแบบเปิดนิ้วโป้ง
“ใครจะซื้อก็ไปต่อแถว เนื้อหมูจินละ 5 หยวน ข้าวสารจินละ 4 หยวน ข้าวโพดบดจินละ 2 หยวน”
คนเจ็ดแปดคนที่มาถึงได้ยินราคาแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบไปต่อแถวด้านหลังทันที
“แม่งเอ๊ย”
ลู่เฟยหันไปมองภรรยาแวบหนึ่ง แล้วมองชายร่างใหญ่สวมเสื้อหนังแกะที่กำลังร้อนใจ
ชายคนนั้นนั่งยองอยู่กับพื้น ใช้มือทำท่ากระตุ้นให้ลู่เฟยรีบหั่นเนื้อให้
“เอาสองชิ้น กว้างสามนิ้ว ใช่ หั่นตรงนี้ เอามัน ๆ หน่อย”
ลู่เฟยนั่งลงกับพื้น ถือมีดสั้นหั่นเนื้อ คมมีดเฉียบคม หั่นเนื้อหมูได้ราวกับตัดเต้าหู้ แค่ออกแรงนิดเดียวก็ได้เนื้อออกมาหนึ่งชิ้น
