แสงแดดยามเที่ยงแผดจ้าจนพร่าตา
หลัวเฟยเพิ่งกลับจากตรวจสถานที่เกิดเหตุกับหลี่หย่งผู้เป็นอาจารย์ เขากระตุกปกเสื้อตำรวจที่ชุ่มเหงื่อ ก่อนยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วมองร้านหมูย่างตรงหน้า “อาจารย์ ร้านหมูย่างข้างหน้านั่นดูไม่เลวเลยนะครับ”
หลี่หย่งเหลือบมองลูกค้าที่เดินขวักไขว่หน้าร้าน แล้วตอบรับ “ได้ งั้นร้านนี้แหละ”
ทั้งสองผลักประตูเข้าไปในร้านหมูย่าง ร้านมีขนาดไม่ใหญ่ ตะขอเรียงรายติดอยู่ตามผนังทั้งสี่ด้าน เนื้อหมูย่างห้อยเป็นแถว ๆ บนตะขอ ซี่โครงหมูย่างจนเหลืองทอง
ลูกค้าเต็มร้าน คนส่วนใหญ่มีจานซี่โครงหมูย่างวางอยู่ตรงหน้า
“อร่อยจัง เถ้าแก่ วันนี้ทำซี่โครงหมูย่างได้อร่อยจริง ๆ”
“ใช่ ไม่เคยกินซี่โครงหมูที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย หอมมาก”
“ซุปผักกาดขาวนี่ก็อร่อยเหมือนกัน”
เสียงพูดคุยดังอื้ออึงไปทั่วร้าน
“ซี่โครงหมูย่างนี่ดูน่ากินจริง ๆ” หลี่หย่งมองซี่โครงหมูที่เหลืองอร่ามฉ่ำมัน แล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้
เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วม ใบหน้าเต็มไปด้วยสิว ยืนอยู่หน้าเตา เหงื่อท่วมศีรษะ เขายังไม่ทันเงยหน้าก็เอ่ยทัก “หาที่นั่งกันเองเลยนะ”
หลี่หย่งหาที่นั่งว่างริมร้าน ดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง หลัวเฟยก็นั่งตาม
“กลิ่นหอมมากเลยครับ อาจารย์ เอาคนละจานไหมครับ” หลัวเฟยมองเมนูที่ติดอยู่บนผนังพลางถาม
“อืม” หลี่หย่งพยักหน้า เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยไหล่ที่เกร็งมาครึ่งค่อนวันให้ผ่อนคลาย
หลัวเฟยหันไปทางเตาแล้วตะโกน “เถ้าแก่! ข้าวซี่โครงหมูย่างสองจานครับ”
“ได้เลย” เถ้าแก่ร่างอ้วนตอบ
หลัวเฟยกำลังจะถามหลี่หย่งว่าอยากดื่มอะไรหรือไม่ ทันใดนั้น
“ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่เข้าทำงานในหน่วยตำรวจอาชญากรรมอำเภอเจียงอันและได้เป็นตำรวจสำเร็จ ระบบผูกมัดเรียบร้อย กำลังโหลด 1%, 2%, 3%...99%”
“ติ๊ง โหลดระบบเสร็จสมบูรณ์”
โฮสต์: หลัวเฟย
อายุ: 23 ปี
ร่างกาย: 11 (ค่าเฉลี่ยร่างกายของผู้ใหญ่คือ 10)
แต้มทักษะ: 0 (แต้มทักษะใช้เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือซื้อทักษะจากร้านค้าระบบได้)
ทักษะ: ทักษะอาวุธปืนขั้นต้น, ทักษะต่อสู้ขั้นต้น, ทักษะขับรถขั้นต้น
ร้านค้าระบบที่ปลดล็อกแล้วในขณะนี้: 1. ความเชี่ยวชาญอาวุธปืน (3 แต้มทักษะ), 2. ความเชี่ยวชาญการต่อสู้ (3 แต้มทักษะ), 3. ความเชี่ยวชาญการวาดภาพเหมือน (3 แต้มทักษะ), 4. ความเชี่ยวชาญการตรวจเทียบลายนิ้วมือ (3 แต้มทักษะ), 5. ความเชี่ยวชาญการอ่านปาก (3 แต้มทักษะ)
หลัวเฟยชะงักไป ก่อนความยินดีอย่างบ้าคลั่งจะถาโถมเข้ามา
เขาได้รับระบบมาตั้งนานแล้ว แต่เงื่อนไขในการผูกมัดระบบคือการต้องเป็นตำรวจเสียก่อน
โชคดีที่หลัวเฟยสอบเข้าโรงเรียนตำรวจได้อย่างราบรื่น หลังเรียนจบก็สอบเข้าหน่วยตำรวจอาชญากรรมอำเภอเจียงอันได้สำเร็จ
“ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับชุดของขวัญสำหรับมือใหม่ จัดส่งให้แล้ว”
หลัวเฟยยังไม่ทันตั้งตัว ก็รู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่จมูก แต่ความเจ็บนั้นหายไปในชั่วพริบตา เร็วจนเขาคิดว่าความเจ็บเมื่อครู่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา
“คิดอะไรอยู่ กินข้าวได้แล้ว ร้านนี้ทำซี่โครงหมูย่างอร่อยจริง ๆ นะ” หลี่หย่งเตือน ดึงหลัวเฟยกลับมาสู่ความเป็นจริง
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ข้าวซี่โครงหมูย่างของทั้งคู่ก็ถูกยกมาเสิร์ฟแล้ว
ตอนนี้หลี่หย่งกำลังถือซี่โครงหมูย่างชิ้นหนึ่งแทะอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นภาพนั้น หลัวเฟยกลับรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง กลิ่นคาวเหม็นชวนอาเจียนพลุ่งจากซี่โครงหมูย่างตรงหน้าเข้าจมูกเป็นระลอก
“ไม่ถูก ไม่ถูกแล้ว” หลัวเฟยรู้ตัวทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขารู้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับระบบที่เพิ่งได้รับมาเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นจู่ ๆ เขาคงไม่เกิดอาการเช่นนี้ขึ้นได้
ซี่โครงหมูย่างตรงหน้ามีปัญหา
ซุปผักกาดขาวก็มีปัญหาเช่นกัน หลัวเฟยได้กลิ่นคาวเหม็นแบบเดียวกันจากซุปอย่างชัดเจน
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้” หลัวเฟยจ้องซี่โครงหมูย่างเขม็ง พยายามมองหาความผิดปกติ
วินาทีถัดมา หลัวเฟยพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ เขามองซี่โครงหมูย่าง ภาพศพที่เคยเห็นระหว่างเรียนวิชาชันสูตรนิติเวชปรากฏขึ้นในสมอง ซี่โครงหมูย่างแต่ละชิ้นตรงหน้าซ้อนทับกับซี่โครงของศพที่เคยชันสูตรทีละชิ้น
ความคลื่นไส้อย่างรุนแรงพุ่งขึ้นมา จนแทบจะอาเจียน
“อาจารย์ มีอะไรไม่ชอบมาพากล อย่าเพิ่งกินครับ” หลัวเฟยฝืนกลั้นความคลื่นไส้แล้วเตือนเสียงเบา
“อะไรนะ” หลี่หย่งกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อได้ยินก็หันมามองหลัวเฟยอย่างงุนงง
หลัวเฟยโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบ “ผมได้กลิ่นคาวเหม็นจากซี่โครงหมูย่างนี่ครับ”
“กลิ่นเหม็นหรือ” หลี่หย่งขมวดคิ้ว มองซี่โครงหมูย่างแล้วก้มลงดม
“ไม่เห็นมีเลย นายดมผิดหรือเปล่า” หลี่หย่งถามด้วยสีหน้าฉงน
“อาจารย์ ประสาทรับกลิ่นของผมไวกว่าคนทั่วไป เชื่อผมนะครับ อย่าเพิ่งกิน ซี่โครงหมูย่างนี่มีอะไรไม่ชอบมาพากล” หลัวเฟยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
จากนั้นหลัวเฟยก็ลุกขึ้น เดินไปทางเตา
ยิ่งเข้าใกล้เตา กลิ่นคาวเหม็นก็ยิ่งเข้มข้น
“มีธุระอะไร” เถ้าแก่ร่างอ้วนที่อยู่หลังเตาจู่ ๆ ก็หันมาถามหลัวเฟยซึ่งเดินเข้ามา
“กลิ่นคาวเหม็น กลิ่นเดียวกับซี่โครงหมูย่าง” เมื่อเห็นชายวัยกลางคนร่างอ้วนตรงหน้าและได้กลิ่นจากตัวเขา หลัวเฟยก็เข้าใจในทันที
“เถ้าแก่ น้ำซุปหม้อนี้ต้มจากอะไรครับ ทำไมถึงหอมขนาดนี้” หลัวเฟยถามอย่างสงสัยพลางมองหม้อน้ำซุปใบใหญ่ข้างชายวัยกลางคนร่างอ้วน
“ก็ใช้กระดูกหมูต้มน่ะ สูตรลับที่สืบทอดกันมาในครอบครัว” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนตอบเสียงเรียบ
“เถ้าแก่ ข้าวซี่โครงหมูย่างของพวกเราได้หรือยัง” ลูกค้าคนหนึ่งตะโกนถาม
“ได้แล้ว มาแล้ว” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนตอบ ก่อนยกซี่โครงหมูย่างไปส่งให้
หลัวเฟยฉวยจังหวะนั้นเดินไปข้างหม้อน้ำซุป เขาคว้ากระชอนที่วางอยู่ข้าง ๆ แล้วช้อนลงไปก้นหม้ออย่างแรง กระดูกเต็มกระชอน
“นี่มัน...กระดูกนิ้วเท้าหรือ” หลัวเฟยพบกระดูกนิ้วเท้าของมนุษย์ชิ้นหนึ่งในกองกระดูกอย่างรวดเร็ว
“แกทำอะไร!” เสียงคำรามด้วยความโกรธดังขึ้น ที่แท้ชายวัยกลางคนร่างอ้วนกลับมาแล้ว
“ตำรวจ! ผมสงสัยว่าคุณเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ทันที! เอามือประสานไว้บนหัว แล้วย่อตัวลง!” หลัวเฟยตวาดเสียงเข้ม
“ไอ้เวรเอ๊ย ไอ้เด็กเหลือขอ คิดจะขู่ใครวะ กูจะฆ่ามึง!” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนแสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียม ก่อนคว้ามีดสับเนื้อบนเขียงแล้วฟันใส่หลัวเฟยอย่างแรง
ในช่วงคับขัน สมองของหลัวเฟยกลับปลอดโปร่ง เขาคว้ากระทะก้นแบนข้างตัวได้อย่างว่องไว แล้วฟาดใส่อีกฝ่าย
เสียงดังเคร้ง!
มีดสับเนื้อในมือชายวัยกลางคนร่างอ้วนถูกหลัวเฟยฟาดกระเด็นออกไป
ชายวัยกลางคนร่างอ้วนทำมีดหล่น รีบมองซ้ายมองขวา หวังหาอาวุธที่จับถนัดมือ
ฉวยโอกาสนั้น หลัวเฟยฟาดกระทะก้นแบนใส่ศีรษะของชายร่างอ้วนอีกครั้งอย่างแรง
เสียงดังเพียะ! ชายวัยกลางคนร่างอ้วนถูกฟาดจนมึนงง ร่างโงนเงน
หลัวเฟยไม่ลังเล เตะถีบชายวัยกลางคนร่างอ้วนจนล้มลงกับพื้น แล้วพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว ก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ตั้งตัว เขาก็บิดแขนอีกฝ่ายไปด้านหลังและกดมือทั้งสองข้างไว้
