หน้าต่างกระจกบานใหญ่ตรงทางเดินด้านนอก เย่ฉงหยิบรายงานอีกฉบับออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขามองฉินมู่ไป๋ที่เดินออกมาจากห้องพักฟื้นของอวิ๋นซิงเหลียว แล้วพูดเสียงเบา
“รายงานตรวจสุขภาพล่าสุดของนายในไตรมาสนี้”
ใบหน้าหล่อเหลาของฉินมู่ไป๋ปรากฏแววมืดมนขึ้นมาทันที
เขายื่นมือรับมา ก่อนหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดไฟ
เย่ฉงขมวดคิ้วถามอย่างอดไม่ได้
“ไม่ดูก่อนเหรอ?”
“ไม่ต้องดูแล้ว ร่างกายฉัน ฉันรู้ดี ไม่จำเป็นต้องวิจัยต่อแล้ว”
ฉินมู่ไป๋มองรายงานตรวจสุขภาพที่กำลังไหม้อยู่ในมือด้วยแววตาหม่นหมอง
สองปีก่อน ร่างกายของเขาเริ่มมีสัญญาณว่าจะกลายสภาพเป็นสัตว์ทีละน้อย
เขาคิดถึงความเป็นไปได้มาหลายอย่าง ทั้งยังดึงเย่ฉงเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลของตระกูลฉิน เพื่อรับผิดชอบการวิจัยร่างกายของเขาโดยเฉพาะ
“ตลอดสองปีนี้ อาการกลายสภาพเป็นสัตว์ของนายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ”
เย่ฉงลดเสียงลง พลางมองรายงานที่กำลังไหม้อยู่ในมือฉินมู่ไป๋อย่างจริงจัง
เปลวไฟจากรายงานลามมาถึงมือของฉินมู่ไป๋แล้ว
แต่มือเขากลับไม่เป็นอะไรเลย
เย่ฉงไม่ได้แปลกใจ สำหรับฉินมู่ไป๋แล้ว นี่เป็นเพียงหนึ่งในความสามารถที่ได้มาหลังร่างกายกลายสภาพเป็นสัตว์
เย่ฉงพูดต่อ
“แต่นายก็ไม่ต้องกังวลเกินไป ถึงพวกเราจะไม่รู้สาเหตุ แต่ถ้านายยังมีสติแจ่มชัด ไม่ได้มีอาการเลอะเลือนหรือผิดปกติทางจิตใจ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
ตอนสัมผัสกับการกลายสภาพเป็นสัตว์ของฉินมู่ไป๋ครั้งแรก เย่ฉงทั้งตื่นเต้นและกังวล
ที่ตื่นเต้นก็เพราะปรากฏการณ์ที่มนุษย์กลายสภาพเป็นสัตว์แบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์
ส่วนที่กังวลก็เพราะคนที่กำลังกลายสภาพเป็นสัตว์คือเพื่อนสนิทที่เขารักและพร้อมลุยไปด้วยกันที่สุด
