“กินอะไรอีกหน่อยไหม? โจ๊กขาว เติมน้ำซุปเนื้อนิดเดียว ดีไหมคนเก่ง?”
ยามเย็น ฉินมู่ไป๋รับโจ๊กขาวจากคนรับใช้ที่นำมาให้ พลางปลอบเด็กสาวตัวน้อยในอ้อมแขนที่ดูไม่มีเรี่ยวแรงมาตลอด
เธอกินได้น้อยอยู่แล้ว หากฝืนบังคับให้กิน เธอก็จะอาเจียน
ตอนฉินมู่ไป๋รับเธอมาเลี้ยง เธอถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้า ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
พ่อแม่ของเธออธิบายว่า เพราะเธอไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมกินข้าวดี ๆ แถมยังแย่งของเล่นกับน้องชาย พวกเขาถึงได้ขังเธอไว้
แต่หลังจากฉินมู่ไป๋พาเหลียวเหลียวกลับมาตระกูลฉิน เขาถึงได้พบว่าเธอมีระบบย่อยอาหารอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ยอมกินข้าว แต่เป็นเพราะอาหารเนื้อชิ้นโตของตระกูลอวิ๋นมันเลี่ยนเกินไป คนที่กินได้น้อยมาตั้งแต่เกิดพอเห็นเข้าก็พาลคลื่นไส้ขึ้นมาทางจิตใจ
เพราะอย่างนั้นอวิ๋นซิงเหลียวจึงกินแต่อาหารมังสวิรัติมาตลอด หลายปีมานี้กินอาหารรสอ่อน ไม่แตะของคาวเลยสักนิด
การไม่กินอาหารเนื้อเลยสักอย่าง ที่จริงก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพของเธอ
ต่อมาฉินมู่ไป๋จึงคิดวิธีเคี่ยวเนื้อให้เป็นน้ำซุป แล้วนำไปต้มโจ๊กขาวให้เธอกิน
เขาคิดว่าเหลียวเหลียวที่เพิ่งกินโจ๊กขาวไปชามหนึ่งตอนกลางวันคงปฏิเสธ
ฉินมู่ไป๋เองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
ใครจะคิดว่าอวิ๋นซิงเหลียวจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนพูดเสียงอ่อยว่า
“ได้ค่ะ”
ฉินมู่ไป๋ชะงักไป ก่อนจะรีบบอกให้คนรับใช้หยิบโจ๊กขาวออกจากกระติกเก็บความร้อน
เขาอุ้มเหลียวเหลียวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือหยิบช้อนกระเบื้องสีขาวมาเป่าที่ขอบช้อนเบา ๆ แล้วป้อนถึงริมฝีปากของเด็กสาว
