อวิ๋นซิงเหลียวจะไม่รู้อะไรเลยได้ยังไง?
เธอไม่ใช่คนปัญญาอ่อนสักหน่อย
พอเธอเริ่มหลบหน้าฉินมู่ไป๋ เขาก็รู้แล้วว่าเธอจับสังเกตได้
แต่ทั้งคู่ต่างก็ไม่พูดอะไร
เธอคิดว่าเขาไม่ควรมีความรู้สึกแบบนั้นกับเธอ
ส่วนเขาคิดว่าเธอไม่ควรหลบหน้า
เธอจะหลบหน้าได้ยังไง?
อวิ๋นซิงเหลียวไม่ใช่ไม่รู้ว่าฉินมู่ไป๋รักและทะนุถนอมเธอมากแค่ไหน
ขอเพียงเธอยอมอ่อนท่าที เปิดใจรับความรู้สึกอันเร่าร้อนและผิดปกติของเขา
ฉินมู่ไป๋ก็พร้อมจะมอบทุกอย่างให้เธอ
แต่เธอกลับไม่ยอม
เธอจงใจขังตัวเองไว้ในสถานะนี้ ดื้อดึงขีดเส้นแบ่งระหว่างทั้งสองคนให้ชัดเจน
สุดท้ายทั้งคู่จึงแยกจากกันไปนานกว่าสิบปีในชาติก่อน
ชาตินี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม
แม้อวิ๋นซิงเหลียวจะไม่หลบหน้าฉินมู่ไป๋อีกแล้ว และยอมอ่อนท่าทีลงบ้าง
แต่เธอก็ยังคิดว่าฉินมู่ไป๋ไม่ควรทำแบบนี้
อย่างน้อยเขาก็ไม่ควรพูดจาตรงไปตรงมาและเปิดเผยขนาดนี้
เขาเรียกร้องเอาจากเธอตรง ๆ ราวกับโจร
อวิ๋นซิงเหลียวบอกว่าไม่ไหวแล้ว
แต่เธอพูดว่าไม่ไหวแล้วจะมีประโยชน์อะไร? เขายังคงจูบเธอ จูบจนเธอแทบขาดใจ
อากาศเบาบาง ลมหายใจหอบกระชั้น ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิง
จากตอนแรกที่อวิ๋นซิงเหลียวดิ้นรนขัดขืน สุดท้ายก็ถูกฉินมู่ไป๋จูบจนหมดแรงต่อต้าน
มือทั้งสองข้างของเธอถูกตรึงไว้ข้างศีรษะ แล้วค่อย ๆ เลิกขัดขืน
ฉินมู่ไป๋เลียทุกซอกมุมในปากเธออย่างพึงพอใจ ก่อนจะใช้ริมฝีปากบดคลึงริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของเธอ
“เบบี๋ เธอเต็มใจเองนะ เธออนุญาตแล้ว ดูสิ ฉันจูบจนเธอรู้สึกดีใช่ไหม?”
ดวงตาของอวิ๋นซิงเหลียวแดงก่ำ น้ำตาไหลจากหางตา
“ตรงไหนที่รู้สึกดี? ฉันแทบจะขาดอากาศหายใจอยู่แล้ว”
