ฉินมู่ไป๋ยังคงอยู่ในท่าก้มตัวหลังโซฟา
เขาเงยหน้าขึ้นโดยแนบแก้มกับแก้มของอวิ๋นซิงเหลียว คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะมองเย่ฉง
“ไม่เป็นไรนะ ที่รัก กินต่อเถอะ”
น้ำเสียงของฉินมู่ไป๋เรียบนิ่ง เขายืดตัวตรงแล้วเดินไปยังโซฟาอีกตัว ดวงตาเรียวยาวฉายแววเย็นเยียบ
“เล่ามา”
เย่ฉงเดินเข้าไปพลางพับแขนเสื้อขึ้น แล้วพูดอย่างอ้อมค้อมว่า
“คนที่เราส่งไปเกิดปัญหาขึ้น”
สิ่งแรกที่ฉินมู่ไป๋จัดการคือรถพ่วง 100 คันกับรถบรรทุก 100 คันที่ขนส่งเสบียง
แต่ในบรรดารถขนเสบียงเหล่านั้น แทบไม่มีคันไหนส่งมาถึงบ้านเก่าตระกูลฉินได้อย่างราบรื่น
ฉินมู่ไป๋จึงเร่งระดมเสบียงทั้งหมดเท่าที่หาได้
ไม่ว่าจะยังไง ก็ให้ทุกอย่างมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่าตระกูลฉิน
รถขนเสบียงที่เกิดปัญหามีมากเกินไป
ที่เย่ฉงพูดถึงคือขบวนรถขนเสบียงที่เพิ่งเกิดเรื่องล่าสุด มีรถทั้งหมด 20 คัน
“ถ้าเป็นเพราะภัยพิบัติ หรือสาเหตุอื่นก็ยังพอว่า”
เย่ฉงขมวดคิ้วแน่น
หัวหน้าขบวนรถขนเสบียงเป็นคนที่เคยอยู่หน่วยรบพิเศษเดียวกับพวกเขา
นี่ควรเป็นขบวนรถที่ไม่น่าจะเกิดปัญหามากที่สุด
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยบอกเป็นนัยไว้แล้วว่า ระเบียบสังคมอาจเกิดปัญหา
ฉินมู่ไป๋ยังเคยบอกด้วยว่า ถ้าติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่ได้ ให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียม
ในฐานะยอดฝีมือจากหน่วยรบพิเศษ
ฉินมู่ไป๋มีวิธีติดต่อผู้คนที่เขาต้องการได้หลายทาง แม้สัญญาณสื่อสารสำหรับพลเรือนจะใช้การไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม
เย่ฉงเดินวนไปมาอย่างหัวเสียต่อหน้าฉินมู่ไป๋กับอวิ๋นซิงเหลียว
“ไม่มีทางติดต่อไม่ได้หรอก”
“หลินโส่วจื้อถึงกับลืมวิธีเข้าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมของพวกเราแล้วหรือไง?”
