เจียงเฉินเหยียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความฝัน
เขาไม่ใช่เด็กชายวัย 9 ขวบที่ขดตัวอยู่บนพื้นโคลนอีกต่อไป
เขานอนอยู่บนเตียงของตัวเอง
ผ้าปูเตียงสีเข้มที่คุ้นเคย แสงจันทร์เหนือท้องทะเลที่คุ้นตา
จากนั้นเขาก็เห็นนาง
เด็กสาวในเสื้อคลุมสีขาว
นางยืนอยู่ตรงปลายเตียง
แสงจันทร์ลอดผ่านผ้าม่าน ตกกระทบร่างนางจนเสื้อคลุมสีขาวบางเบาตัวนั้นดูโปร่งแสง
นางกำลังยิ้ม
ดวงตากลมโตหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ลักยิ้มบนแก้มปรากฏเลือนราง
นางเพียงยิ้มแย้มมองเขาเช่นนั้น
ราวกับเขาไม่ใช่คนที่ขุมอำนาจใต้ดินทั่วโลกหวาดเกรงที่สุด
ราวกับเขาเป็นเพียงชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่อาจพ่ายแพ้ให้รอยยิ้มของนางได้
นางไม่ได้สวมรองเท้า เท้าเล็กขาวเนียนเหยียบลงบนพรมหนานุ่ม
แล้วค่อย ๆ เดินตรงมาหาเขาทีละก้าว
ในดวงตากลมโตคู่นั้น ไม่มีความหวาดกลัวต่อสีหน้าเย็นชาของเขาแม้แต่น้อย
กลับเป็นประกายระยิบระยับ เปี่ยมด้วยความเชื่อใจอย่างไม่ปิดบัง
“พี่ใหญ่” นางเรียกเสียงอ่อนหวาน
เจียงเฉินเหยียนนั่งอยู่บนเตียง ร่างกายแข็งทื่อราวกับก้อนหิน
สติสัมปชัญญะส่งสัญญาณเตือนอย่างบ้าคลั่ง บอกเขาว่าควรชักปืนที่เอวออกมา
หรือไม่ก็จับคอผู้หญิงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้ แล้วโยนนางลงทะเลไปเสีย
แต่เขากลับไม่ขยับ
ยิ่งนางเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นดอกสาลี่บนร่างก็ยิ่งเข้มข้น
หนึ่งก้าว สองก้าว
นางไม่สนใจแรงกดดันเย็นเยียบรอบกายเขาที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวแม้แต่น้อย ยังคงเดินเข้ามาหาอย่างไม่ลังเล
จากนั้นนางก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้น พาดคร่อมลงบนตักเขาอย่างกล้าหาญและเป็นธรรมชาติ
แขนเรียวขาวทั้งสองข้างโอบรอบคอเขาอย่างคุ้นเคย
ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ไม่รู้จักอันตราย ยื่นตัวเข้าไปใกล้ปากของสัตว์ร้ายด้วยตัวเอง
ร่างของนางเบาราวขนนก
แต่แรงกระแทกจากสัมผัสนั้นกลับรุนแรงยิ่งกว่ากระสุนที่เจาะทะลุอก
