ไม่นานนักจากในครัวก็ส่งกลิ่นหอมของเนื้อออกมา หอมเสียจนคนข้างนอกถึงกับกลั้นน้ำลายไว้ไม่อยู่
เนื้อไก่ถูกยกขึ้นโต๊ะ ติงต้าจุ่ยให้เจียงลิ่วลิ่วกินก่อน
เจียงลิ่วลิ่วกินอย่างว่าง่าย รสชาตินับว่าไม่เลว เพียงแต่ขาดพริกไปหน่อย
ติงต้าจุ่ยผู้นี้ค่อนข้างระมัดระวัง
เห็นติงต้าจุ่ยเอ่ยว่าอร่อยติดกันสามครั้ง เจียงลิ่วลิ่วจึงถือโอกาสเอ่ยปาก "นายท่าน ข้าน้อยอยากเอาอาหารไปให้พ่อแม่บ้าง ข้าน้อยโตป่านนี้ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลย อยากจะแสดงความกตัญญูสักหน่อย"
ระหว่างที่พูด ขนตาสั่นไหว แววตาดูแดงเรื่อขึ้นมา
นางมีรูปโฉมงดงามแต่เดิม สองตายายกลัวจะปกป้องนางไว้ไม่ได้ จึงจงใจเอาขี้เถ้าทาหน้าให้ดำมาตั้งแต่เด็ก
ติงต้าจุ่ยวันนี้ได้ผลประโยชน์ไม่น้อย อารมณ์ดี ก็ยอมขายบุญคุณให้เจียงลิ่วลิ่ว คุณหนูแท้ผู้นี้ก็น่าสงสารยิ่งนัก จึงเร่งให้นางรีบไป
เจียงลิ่วลิ่วไปในครัว หยิบขนมเปี๊ยะและน้ำแกงไก่ออกมา
พวกนายอำเภอตอนนี้กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีใครใส่ใจน้ำแกงซุปเล็กน้อยพวกนี้
ตระกูลลั่วทั้งบนล่างรวมสิบห้าชีวิต ตอนนี้ล้วนนั่งอยู่ตรงมุมกำแพง
"เจ้าเรียกหกหนุ่มใช่หรือไม่" หลี่ซื่อพอเห็นนางเดินมา ดวงตาก็แดงก่ำ
"อืม ข้าเจียงลิ่วลิ่ว กินอะไรสักหน่อยเถิด"
เส้นทางหลังจากนี้ล้วนต้องเดินทางไปกับคนตระกูลลั่ว นางต้องสืบให้รู้สถานการณ์ให้ชัดเจน
เจียงลิ่วลิ่วเริ่มแจกขนมเปี๊ยะและน้ำแกงไก่ เริ่มจากหลัวหวยที่นั่งอยู่หน้าสุด
ทั้งตระกูลลั่วรวมสิบหกชีวิต สามสายตระกูล
หลัวหวยเป็นสายหลัก เมื่อครั้งนั้นช่วยเหลือองค์จักรพรรดิจึงได้ปูนบำเหน็จเป็นหนิงอันโหว
บุตรที่เกิดจากหลี่ซื่อมีเพียงหลัวเวินหย่วนและเจียงลิ่วลิ่วสองคนเท่านั้น
คนอื่นๆ ล้วนเป็นบุตรหลานของสายสองสายสาม
อย่างไรเสียก็เป็นจวนโหว แต่ทั้งตระกูลมีเพียงสายสองที่มีบุตรีอนุภรรยาอยู่คนเดียว ดูออกได้ว่าธาตุแท้ของตระกูลนั้นค่อนข้างใสสะอาด
หลี่ซื่อถือชามน้ำแกงไก่อุ่นๆ ไม่รู้จะเอ่ยเช่นไร ใจรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก "ลูกของแม่ ไม่เคยได้เสวยสุขเลยแม้สักวัน มาบัดนี้ก็จะต้องมาลำบากไปกับพวกเรา"
"เป็นพ่อแม่ที่ผิดต่อเจ้า" หลัวหวยมองดูบุตรีที่มีคิ้วตาดุจเดียวกับตน ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ใครจะไปคาดคิดว่าสาวใช้ที่เคยเกือบสละชีวิตช่วยเหลือหลี่ซื่อนั้น จะกลับสลับตัวเด็ก
คนทั้งครอบครัวของพวกเขาก็โง่เง่าเช่นกัน หลายปีมานี้ไม่เคยสงสัยในรูปโฉมของหลัวอิงเจียวเลยสักครั้ง
เจียงลิ่วลิ่วรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่เก็บงำความรู้สึกไว้ลึก กลับชาติก่อนเติบโตขึ้นในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า อยู่ตัวคนเดียวตามลำพังจนคุ้นชิน หาได้ต้องการให้ผู้ใดรู้สึกผิดต่อนางไม่
ความสามารถในการปรับตัวของนางแข็งแกร่งยิ่ง จู่ๆ ก็มีครอบครัวเพิ่มมากมาย ในตอนนี้ก็เพียงแต่รู้สึกแปลกใหม่
ยามนี้เมื่อมองดู บิดามารดาแท้ๆ สองคนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นคนดี
เห็นหลี่ซื่อกำลังจะหลั่งน้ำตา เจียงลิ่วลิ่วจึงเปลี่ยนเรื่อง "เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ว่าบนเส้นทางเนรเทศ กินอะไรกันในแต่ละวัน"
ฟ้าดินใหญ่ยิ่ง เรื่องใหญ่สุดคือเรื่องกิน เจียงลิ่วลิ่วสนใจเรื่องนี้มากกว่า
นางหาได้รู้เรื่องการเนรเทศในยุคราชวงศ์นี้ไม่
หลัวหวยเอ่ยปากขึ้น "บนเส้นทางเนรเทศ แต่ละวันแต่ละคนจะแจกขนมหวัวโถวสองอัน และจะแจกน้ำดื่มตามเวลาที่กำหนดครั้งหนึ่ง"
อย่างน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็เป็นเช่นนี้
ด้านข้างนั้น เด็กหนุ่มที่มีเค้าหน้าคล้ายกับเจียงลิ่วลิ่ว มองดูเจียงลิ่วลิ่วแล้วเอ่ยปาก "น้องหญิง เจ้าวางใจได้ ข้าวะแบ่งหวัวโถวของข้าให้เจ้าหนึ่งอัน ไม่ให้เจ้าต้องหิวได้ดอก"
เขาคือซื่อจื่อแห่งจวนโหว พี่ชายแท้ๆ ของเจียงลิ่วลิ่ว หลัวเวินหย่วน
ตระกูลลั่วถูกริบทรัพย์กะทันหัน อีกทั้งยังมีคนตระกูลหวังคอยขัดขวาง ไม่มีเวลาเตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย
หนำซ้ำคนตระกูลหวังยังแทรกแซงขัดขวาง ให้หลัวหวยได้รับโทษโบย
"เจ้าเรียกว่าลิ่วลิ่ว ชื่อนี้ตั้งได้ไพเราะดี" หลัวเวินหย่วนพลางกินขนมเปี๊ยะ พลางมองดูน้องสาวแท้ๆ ของตน
เขาต้องกินให้อิ่ม จะได้ดูแลบิดาที่ได้รับบาดเจ็บในภายหลัง
ที่เหนือความคาดหมายคือขนมเปี๊ยะนี้อร่อยนัก น้ำแกงไก่ก็รสชาติดียิ่ง
หลัวเวินหย่วนลอบคิดในใจ น้องสาวแท้ๆ นั้น ดีกว่าหลัวอิงเจียวหมาป่าขาวนั่นนัก
คนในครอบครัวพวกเขาช่างตาฝาดเสียนี่กระไร
เจียงลิ่วลิ่วปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "ชื่อต่ำต้อยเลี้ยงง่ายเติบโตดี"
หัวใจของหลัวเวินหย่วนพลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมา
"ลุกขึ้น ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว!"
เพียงชั่วครู่ พวกนายอำเภอก็เริ่มเร่งเร้าให้คนตระกูลลั่วออกเดินทาง
ต้องไปถึงดินแดนเนรเทศภายในเวลาที่กำหนด จะชักช้าระหว่างทางมิได้
"พวกท่านรีบกินเถิด กินให้อิ่มที่สุด"
เจียงลิ่วลิ่วกล่าวจบ ก็สาวเท้าฉับๆ ไปตรงหน้าติงต้าจุ่ย "นายท่าน ขอให้เอาหม้อชามไปด้วยเถิด ข้าน้อยใช้รถเข็นลากไปก็พอ หนทางแห่งการเนรเทศไกลปานนี้ รอไปถึงที่ที่ไร้ผู้คน ข้าน้อยจะได้ทำอาหารให้นายท่านทั้งหลายได้"
นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่เจียงลิ่วลิ่วตั้งใจฆ่าไก่ทำอาหาร
เมื่อครู่อาหารไก่นั่นรสชาติดีแน่แท้ คนกินแล้วยังติดอกติดใจ ติงต้าจุ่ยคิดชั่งใจดูจึงให้เจียงลิ่วลิ่วเอาติดไปทั้งหมด
พวกนายอำเภอคนอื่นก็ไม่มีความเห็น อย่างไรเสียคนที่ได้ประโยชน์ก็คือพวกเขา
ถือโอกาสรื้อค้นไปรอบๆ บ้านอีกหน ยืนยันว่าไม่มีของมีค่าอันใดเลย
นอกจากหม้อชามแล้ว เจียงลิ่วลิ่วยังเอาหนังสัตว์ในบ้านติดไปด้วย ระหว่างทางจะได้นำมาใช้
เริ่มออกเดินทางในฤดูนี้ กว่าจะไปถึงซีเป่ยก็คงจะหิมะตกแล้ว ฤดูหนาวที่นั่นหนาวถึงกับแช่แข็งคนตายได้
ในมิติเก็บของของนางมีผ้าห่มนวม แต่ของชิ้นใหญ่เช่นนี้จะหยิบออกมาอย่างเปิดเผยมิได้
เจียงลิ่วลิ่วในชาติก่อน เติบโตถึงสิบห้าปีออกจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าไปแล้ว จึงเพิ่งพบว่าตนมีมิติ
นางอ่านนิยายยุคสิ้นโลกมามากนัก คิดว่าใกล้จะเกิดวันสิ้นโลกแล้วจึงได้ปลุกพลังพิเศษ ก็เลยหาเงินอย่างสุดชีวิต เอาสิ่งของที่กักตุนได้กักตุนเสียหมด แม้กระทั่งน้ำก็ยังกักตุนไว้
ไม่คาดคิดว่าเพียงหลับไปตื่นหนึ่ง ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็มาอยู่ในดินแดนอันไม่คุ้นเคยนี้เสียแล้ว
นางกลัวจะถูกมองว่าเป็นปีศาจแล้วถูกเผาทั้งเป็น จึงไม่เคยคิดจะใช้สิ่งของในมิติเก็บของตามอำเภอใจ ด้วยเหตุนั้นจึงพยายามอย่างสุดชีวิตศึกษาค้นคว้าการเพาะปลูก
ตอนนั้นสิ่งของที่นางกวาดมานั้น ส่วนใหญ่ก็ย่อมซ่อนอยู่ในมิติแล้ว
เจียงลิ่วลิ่วลากรถเข็น ก่อนจะจากไปก็ปรายตามองเรือนเล็กทรุดโทรมนั่นแวบหนึ่ง
หนทางแห่งการเนรเทศสามพันลี้ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว