เจียงลิ่วลิ่วร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงเกินจริง
“ฟืด...”
ไม่รู้ว่าใครกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงหัวเราะลั่นขึ้นรอบหนึ่ง
ปลายจมูกอบอวลด้วยกลิ่นเหม็น หลัวอิงเจียวกรีดร้องลั่นแล้วลุกขึ้นยืน หน้าอกและใบหน้าเปื้อนคราบสกปรกเป็นวงกว้าง
เดือนห้าอากาศอบอ้าว กองมูลนี่ถูกหมักซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นช่างแสบสันเหลือเกิน
หลัวอิงเจียวคลื่นไส้จนขย้อนกลางที่เกิดเหตุหลายครั้ง
“คุณหนู ไม่เป็นไรนะเพคะ?”
ผู้ที่ตามหลัวอิงเจียวมาคือยายหวังจากตระกูลหวัง เพียงเอ่ยถามคำหนึ่ง แต่ไม่มีทีท่าจะเข้าไปช่วย
บ่าวไพร่เดิมของตระกูลลั่วถูกขายทิ้งหมดแล้ว
“อีชั่วเอ็ง...”
หลัวอิงเจียวอัปยศอดสู เมื่อนึกได้ว่าท่านกู้เผยยังอยู่ จึงหันหน้ามากัดฟันเอ่ยว่า “ท่านใต้เท้า นางใส่ใจกองวัชพืชกองหนึ่งถึงเพียงนี้ ข้างในต้องซ่อนหลักฐานความผิดอื่นๆ ของตระกูลลั่วไว้เป็นแน่!”
เมื่อเห็นกู้เผยยกมือปิดจมูกถอยหลัง หลัวอิงเจียวพลันน้ำตาร่วงทันที
นางจะต้องเชือดอีชั่วนี้ให้ตายทั้งเป็น! สมควรถูกฟันพันดาบ!
“ท่านผู้พิพากษาผู้เที่ยงธรรมเพคะ! นี่คือต้นกล้าข้าว คุณหนูสูงศักดิ์ผู้สูงส่ง หาได้รู้จัก นี่ล้วนเป็นชีวิตของพวกเราชาวบ้านนะเพคะ”
เจียงลิ่วลิ่วหยิกตัวเองแรงหนึ่งครั้ง ร้องไห้ด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดยิ่งกว่าหลัวอิงเจียวเสียอีก
ภายใต้สายตาคนนับร้อย ต้นกล้านางนำไปไม่ได้แล้ว นางอยากยกให้หมู่บ้าน บางทีอาจปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตสูงได้
“ท่านใต้เท้า ข้าน้อยขอส่งต้นกล้าข้าวให้ผู้ใหญ่บ้านได้หรือไม่เพคะ?”
เจียงลิ่วลิ่วแววตามีประกายน้ำตา มองไปที่กู้เผยอย่างซื่อบริสุทธิ์
หลัวอิงเจียวหน้าซีด ตระกูลกู้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงที่สุด ภาพลักษณ์ของนางต่อหน้ากู้เผยถือว่าพังทลายสิ้นแล้ว
“ย่อมต้องเก็บไว้ในหมู่บ้าน” กู้เผยจ้องมองต้นกล้าข้าวในมือเจียงลิ่วลิ่ว
มือที่เปื้อนโคลนดำ กำถือความเขียวขจีอ่อนนุ่ม
เจียงลิ่วลิ่วเดินไปตรงหน้าผู้ใหญ่บ้าน “ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ข้าน้อยขอบอกวิธีปลูกให้ก่อน หากปลูกได้ผล ต้องให้ผลผลิตสูงกว่าเดิมแน่”
“เจ้าเด็กหกหนุ่ม นับว่าเจ้าเป็นคนฉลาด ทั้งยังเป็นมือดีด้านการทำไร่ ไปถึงซีเป่ยก็อยู่ดีนะ” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวกำชับด้วยอารมณ์เลื่อนลอย
“ข้าน้อยจะทำเช่นนั้น!”
ใต้ตาเจียงลิ่วลิ่วแฝงรอยยิ้ม ไปที่ใดนางก็จะมีชีวิตอยู่ดี
หลัวอิงเจียวเห็นกู้เผยหันหลังกลับไป ก็ไม่อาจสะกดความแค้นไว้ได้อีกต่อไป กดเสียงต่ำเอ่ยขึ้น
“ได้ยินว่าซีเป่ยไม่มีหญ้าขึ้น ตลอดปีมีแต่พายุทราย! ถึงเจ้าจะทำไร่ได้ก็แล้วอย่างไร ที่นั่นไม่มีอะไรปลูกขึ้นได้เลย!”
“รูปร่างหน้าตาเหมือนเจ้าอย่างนี้ แค่บนทางเนรเทศก็คงไม่ตายดี! เชยชมให้เต็มที่เถิด!”
เจียงลิ่วลิ่วพลันเร่งเสียงดังลั่น “หือ? เจ้าชอบท่านกู้เผยผู้นี้หรืออย่างไร ผู้อื่นเห็นกับตาว่าเจ้าคลานเข้าไปในกองมูล ต่อไปทุกครั้งที่เจอเจ้าเขาก็คงนึกถึงภาพที่เจ้ากินขี้ได้เลย!”
“เจ้าถอยไปให้ไกลข้า เจ้าเหม็นนัก!”
เท้าที่จะก้าวจากไปของกู้เผยหยุดชะงัก
หลัวอิงเจียวทนอยู่อีกไม่ไหว แสร้งก็แสร้งไม่อยู่แล้ว ในแววตาเต็มไปด้วยความแค้นต่อใบหน้าเจียงลิ่วลิ่ว แทบอยากจะกรีดให้ยับเยินในบัดดล พลอยจะตัดลิ้นของนางทิ้งเสียด้วย
ผิวพรรณดำถึงเพียงนี้ยังดูงดงาม หากได้รับการเลี้ยงดูอย่างประณีตตั้งแต่เด็ก เกรงว่าสตรีอันดับหนึ่งแห่งซั่งจิงก็คงเทียบนางมิได้
“อาศัยแต่ปากไวจะเป็นความสามารถอันใด! เจ้าคอยดูเถิด ตระกูลหวังจะดูแลเจ้าอย่างดีแน่!”
เจียงลิ่วลิ่วเร่งเสียงสูงขึ้นอีกสามระดับ
“ตระกูลหวังบอกว่าจะฆ่าทั้งตระกูลข้า?!”
“ฮ่องเต้ยังลงโทษตระกูลลั่วแต่เนรเทศ พวกเจ้าตระกูลหวังกลับจะล้ำหน้าการตัดสินของฮ่องเต้ ท่านใต้เท้า หากคนตระกูลลั่วตายระหว่างทาง ต้องเป็นฝีมือตระกูลหวังเป็นแน่!”
กู้เผยที่เดิมจากไปแล้วพลันกลับมาปรากฏที่หน้าลานบ้านอีกครั้ง สายตาเฉียบคมจับจ้องไปที่เจียงลิ่วลิ่วและหลัวอิงเจียว
“เจ้ากุเรื่อง!”
“ท่านกู้เผย ข้ามิได้กล่าวเช่นนี้ นางจงใจบิดเบือนความจริง”
หลัวอิงเจียวตัวสั่นระรัว น้ำตาไหลพราก เรื่องนี้หากแพร่ถึงพระกรรณฮ่องเต้ นางก็จบสิ้น
ตระกูลหวังไม่ปล่อยนางไปแน่
“เอ็งกล้าสาบานต่อฟ้าหรือไม่ ว่าเอ็งมิได้ขู่ว่าจะให้ตระกูลหวังดูแลอย่างดี? หากเอ็งมีคำเท็จแม้ครึ่งคำ ขอให้ปากเป็นแผลพุพอง ร่างกายเน่าเปื่อยหนองไหลตาย!”
เจียงลิ่วลิ่วมองนางด้วยแววเย้ยหยัน ตอนนางแข่งโต้วาทีนางเล่นช่องโหว่คำพูดเก่งที่สุด
คนโบราณเชื่อเรื่องเทพเจ้าที่สุด หลัวอิงเจียวจึงไม่กล้าสาบานเป็นธรรมดา
หลัวอิงเจียวราง ๆ ได้ยินเพียงท่านกู้เผยบอกว่าจะทูลรายงานตามจริงต่อฮ่องเต้ แทบจะคลานปนปีนขึ้นรถม้าแล้วหนีไป
ลานบ้านเล็กพลันเงียบสงัด
พื้นสว่างวาบหนึ่ง เจียงลิ่วลิ่วตาฉับไวมือไวก้มเก็บขึ้นมา
คือเครื่องประดับสองชิ้นที่นางขว้างลงพื้นเมื่อครู่
ท่านกู้เผยผู้นั้นคงรังเกียจเกินไป กลับไม่ยอมเก็บ
นายเวรจับตามองของในมือเจียงลิ่วลิ่วทันที
เจียงลิ่วลิ่วยิ้มบางให้กับผู้นำ ยกมือคำนับด้วยท่าทางประจบสอพอ เอ่ยขึ้นว่า
“ท่านใต้เท้า นี่คือสิ่งเล็กน้อยที่ข้าน้อยขอถวายเพื่อตอบแทนท่านและคุณนายเวรทั้งหลาย หวังว่าตลอดเส้นทางจะได้ช่วยดูแลข้าน้อยสักหน่อย”
ชาติก่อนนางเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ดิ้นรนต่อสู้มาตลอด เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ถ่องแท้ จอมมารร้ายนั้นรับมือดี แต่ภูตน้อยนั้นยุ่งยาก
ตระกูลลั่วเคยสูงส่งยิ่ง บัดนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือเหล่าภูตน้อยพวกนี้ ย่อมรู้ดีว่าชะตากรรมบนเส้นทางเนรเทศจะเป็นเช่นไร
ติงต้าจุ่ยพร้อมด้วยนายเวรอีกสี่นาย รับผิดชอบคุมตัวนักโทษตระกูลลั่วไปเนรเทศ ถูกผู้บังคับบัญชาหักรอนลดทอนลงมาเป็นชั้นๆ ถึงมือเขาก็ไม่ใช่งานที่ได้กำไรมากแล้ว กลับไม่คิดว่าคุณหนูแท้ผู้นี้จะรู้จักที่ต่ำที่สูงถึงเพียงนี้
“คุณหนูแท้อย่างเจ้าช่างรู้จักที่ต่ำที่สูงดี แต่ทรัพย์สินของนักโทษล้วนต้องถูกยึดเป็นของหลวง”
ติงต้าจุ่ยกล่าวพลางทำทีเสแสร้งเก็บเข้าไป
ขุนนางสาวแค่ถอนขนเส้นเดียว ก็เป็นความมั่งคั่งที่ชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าคิด ปิ่นสองเล่มนี้ราคามหาศาลนัก
“ท่านใต้เท้า งานวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ พวกท่านคงหิวแล้วกระมัง ในบ้านข้าน้อยยังมีเสบียงอยู่บ้าง ไก่อีกสองตัว จะทิ้งเปล่าก็น่าเสียดาย รับประทานอาหารสักมื้อก่อนค่อยไปเถิด ฝีมือครัวของข้าน้อยพอใช้ได้”
เจียงลิ่วลิ่วเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เจ็บใจ ไก่พวกนี้นางอุตส่าห์เลี้ยงจนใกล้จะออกไข่แล้วแท้ๆ กลับต้องมาเนรเทศเสียก่อน
ติงต้าจุ่ยก็โลภอยากได้ไก่สองตัวนั้นจริงๆ เมื่อเห็นว่าคนอื่นก็เห็นด้วย จึงอยู่รับประทานอาหารเลย
ที่นี่มิใช่เมืองซั่งจิงที่คนมากผู้คนซับซ้อน ท่านกู้เผยก็จากไปแล้ว ชายในตระกูลลั่วล้วนใส่ขื่อคา สตรีก็มีโซ่ตรวนที่ข้อมือข้อเท้า
มีเพียงเจียงลิ่วลิ่วสตรีอ่อนแอคนเดียวจะหนีไปไหนได้?
กินเสร็จแล้วค่อยออกเดินทางก็ยังทัน ให้รีบทำอาหารเถิด
เจียงลิ่วลิ่วทำสีหน้าค่อนข้างลำบากใจ “ท่านใต้เท้า ข้าน้อยเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ ไก่นี่...”
ติงต้าจุ่ยอาสาฆ่าไก่ให้ พลางเย้ยหยันว่าเป็นสตรีแท้ๆ แม้แต่ไก่ยังไม่กล้าฆ่า
เจียงลิ่วลิ่วหิ้วตีนไก่สองตัว เข้าไปในครัว ต้มน้ำถอนขน
มือร่วงมีดลง ไร้สีหน้า เต็มสมองมีแต่คำด่าทอ