คืนนั้นสือทิงอวี่บอกว่าจะเอาหนังสือไปซ่อน แล้วขนหนังสือส่วนหนึ่งออกไป
พ่อสือจะตามไปช่วย แต่เธอปฏิเสธ
“เรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยยิ่งดี ถ้าคนที่มาตรวจถามขึ้นมา จะได้ช่วยกันปิดบังได้”
“พ่อกับแม่คลุกคลีกับงานวิชาการมาตลอดชีวิต พอพูดโกหกก็ออกทางสีหน้าหมด เดี๋ยวเกิดพิรุธขึ้นมาจะไม่ดี”
พ่อสือกับแม่สือมองหน้ากัน ก่อนจะเห็นแววรู้สึกผิดในดวงตาของอีกฝ่าย
สุดท้ายสือทิงอวี่ก็หอบหนังสือกองโตเดินหายเข้าไปในความมืด
บ้านที่พวกเขาอยู่เป็นเขตบ้านพักของสถาบันวิจัย ตรงประตูมีทหารยามเฝ้าอยู่ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งสือทิงอวี่ก็ไม่ได้ออกไปนอกเขตบ้านพัก
เธอออกจากห้อง พอแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น ก็แอบเก็บของเข้าไปในมิติ จากนั้นเดินเล่นในบริเวณบ้านพัก ทำทีเหมือนออกมายืดเส้นยืดสาย
พอเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว สือทิงอวี่จึงกลับเข้าไป
เมื่อพ่อสือกับแม่สือเห็นเธอกลับมามือเปล่า ก็รู้ว่าเธอซ่อนของเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่จำคำพูดของลูกสาวได้ จึงไม่ได้ถามซ้ำว่าซ่อนของไว้ดีหรือยัง
วันรุ่งขึ้นพ่อสือกับแม่สือไปทำงานที่สถาบันวิจัย
สือทิงอวี่อยู่บ้าน เก็บของทั้งหมดเข้าไปในมิติ
พอพ่อสือกับแม่สือกลับจากที่ทำงาน คางแทบหล่นลงพื้น
หนังสือมากมายขนาดนั้น...
สือทิงอวี่อธิบายสั้น ๆ ว่า “พ่อแม่วางใจได้ หนูจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
พ่อสือเดินวนดูในห้องอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ซอกมุม พอแน่ใจว่าในบ้านไม่มีของพวกนั้นเหลือแล้ว ก็ไม่พูดอะไรอีก
เขายังวางใจลูกสาวได้ เธอไม่เคยทำอะไรที่ตัวเองไม่มั่นใจ
มื้อเย็นสือทิงอวี่เป็นคนทำ พ่อสือกับแม่สือทำอาหารไม่เป็น ปกติก็ยุ่งมาก ต่อให้ฝืนทำได้ ก็แค่ทำให้สุกเท่านั้น ส่วนรสชาติอย่าได้หวัง
เพื่อปากท้องของตัวเอง พี่ชายคนโตของบ้านสือกับเจ้าของร่างเดิมจึงฝึกทำอาหารจนเก่ง เรื่องนี้ทำให้สือทิงอวี่โล่งใจ ไม่ต้องกลัวว่าฝีมือทำอาหารของตัวเองจะเผยออกมาต่อหน้าคนบ้านสือ
แต่ถึงเจ้าของร่างเดิมจะรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด เธอก็ไม่ได้มีชื่อเสียงดีนักในเขตบ้านพัก
เพื่อนบ้านต่างพูดว่าเธอขี้เกียจเกินไป
แต่ความจริงคือเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบทำงานประจำ ก่อนหน้านี้ก็อยู่ต่างประเทศ ตอนนี้สถานการณ์กำลังตึงเครียด พ่อสือกับแม่สือกลัวว่าเธอจะพูดอะไรไม่เหมาะสมตอนทำงานจนพาเรื่องเดือดร้อนมาให้ จึงไม่ได้ให้เธอออกไปทำงาน
ครอบครัวสือเป็นครอบครัวพิเศษ เป็นบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทางการส่งทหารไปรับกลับประเทศ ไม่อย่างนั้นคนหนุ่มสาวมีความรู้แต่ไม่มีงานทำอย่างเจ้าของร่างเดิม คงต้องลงชนบทไปเป็นยุวปัญญาชนแล้ว
ฝีมือทำอาหารของสือทิงอวี่เกิดจากการถูกบีบให้ฝึก
เดิมทีเธอเป็นเด็กกำพร้า หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก็อยู่คนเดียว จะให้กินข้าวนอกบ้านทุกวันไม่ได้ จึงฝึกทำอาหารจนเก่ง
สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นโต่วอินหรือเสี่ยวหงซู ก็หาสูตรอาหารได้สารพัด ตอนแรกเธอทำตามคลิปไปก่อน ต่อมาก็ค่อย ๆ ทำเองได้โดยไม่ต้องเปิดคลิป
เมื่อทุกคนนั่งลงที่โต๊ะอาหาร พ่อสือกับแม่สือก็ชมฝีมือของสือทิงอวี่เหมือนเช่นทุกครั้ง
พวกเขารู้สึกขอบคุณที่มีลูกสาวแบบนี้
ในฐานะพ่อแม่ พวกเขาทำอาหารให้ลูกสาวไม่ได้ เมื่อได้กินอาหารที่ลูกสาวลงมือทำ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือให้คำชมและกำลังใจอย่างเต็มที่
ฟังคำชมจากพ่อสือกับแม่สือแล้ว สือทิงอวี่อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเดิมหลงระเริงไปกับคำชมซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือเปล่า ถึงได้วิ่งหน้าตั้งบนเส้นทางการทำอาหารตั้งแต่นั้นมา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของบ้านสืออบอุ่นดี พวกเขามักคุยกันแต่เรื่องสบาย ๆ
หากมีเรื่องสำคัญก็จะไม่พูดกันบนโต๊ะอาหารเด็ดขาด จะได้ไม่ทำให้เสียบรรยากาศระหว่างกิน
หลังกินข้าว พ่อสือกับแม่สือดึงลูกสาวมานั่งบนโซฟา มองเธอเหมือนมีเรื่องอยากพูดแต่ก็ลังเล
“พ่อกับแม่มีเรื่องอะไรจะพูดหรือเปล่าคะ?”
สุดท้ายแม่สือก็เป็นฝ่ายเอ่ยปาก “วันนี้ที่สถาบันวิจัย พวกเราได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายลูก เขาจะกลับมาพรุ่งนี้”
“เป็นเรื่องดีนี่คะ” พี่ชายคนโตของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้กลับบ้านมาปีกว่าแล้ว
“เพื่อนร่วมหน่วยของพี่ชายลูกก็จะมาด้วย แค่ช้ากว่าพี่ชายลูกหนึ่งวัน” พ่อสือพูด
ถ้าใครถูกหยิบยกขึ้นมาเน้นเป็นพิเศษระหว่างพูด ย่อมต้องมีจุดประสงค์แน่นอน
โดยเฉพาะเพื่อนร่วมหน่วยที่พ่อสือพูดถึง
เธอลองนึกย้อนดู ภาพบางส่วนก็ผุดขึ้นมาจากมุมหนึ่งในความทรงจำ
เพื่อนร่วมหน่วยของพี่ชายที่พ่อสือพูดถึงชื่อเสิ่นจื้อหมิง เป็นนายทหารฝ่ายการเมืองที่ทำงานคู่กับพี่ชายสือ เคยมาบ้านพวกเขา และดูจะสนใจเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง
เจ้าของร่างเดิมเองก็รู้สึกดีกับเขาอยู่เหมือนกัน ใครใช้ให้เขาหน้าตาดีล่ะ
ท่าทางหน้าแดงของเสิ่นจื้อหมิงทุกครั้งที่เห็นเจ้าของร่างเดิม ทำให้เธอหวั่นไหวอย่างคาดไม่ถึง
เพียงแต่ในค่ายทหารมีงานยุ่งอยู่ตลอด ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
เห็นลูกสาวเงียบไป แม่สือจึงพูดว่า “พี่ชายลูกบอกว่าเสี่ยวเสิ่นชอบลูก คราวนี้เขามาเพราะอยากให้พวกเธอได้ดูตัวกัน ถ้าตกลงกันได้ ก็รีบจัดงานแต่งเถอะ ถึงตอนนั้นลูกจะได้ไม่ต้องถูกส่งลงชนบทไปพร้อมพ่อแม่”
นี่ก็เป็นทางออกทางหนึ่งที่พวกเขาคิดไว้ให้ลูกสาว
สือทิงอวี่ไม่ได้คัดค้านข้อเสนอนี้
ไม่ต้องพูดถึงเจ้าของร่างเดิมเลย แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนที่ทนลำบากได้
ยิ่งเธอสวยสะดุดตาขนาดนี้ ยิ่งไม่กล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เธอเพิ่งได้มีชีวิตอีกครั้ง จะตายตอนนี้ก็ยังไม่คุ้มเลย
ปฏิกิริยาของสือทิงอวี่เป็นไปตามที่พ่อสือกับแม่สือคาดไว้
พวกเขาเองก็มองออกว่าลูกสาวกับเสี่ยวเสิ่นมีใจให้กันอยู่บ้าง
แม่สือเร่งให้เธอรีบพักผ่อน “พรุ่งนี้ให้พี่ชายพาลูกไปซื้อเสื้อผ้าสักหน่อย มะรืนตอนดูตัวจะได้แต่งตัวสวย ๆ”
สือทิงอวี่รับคำอย่างว่าง่าย
วันรุ่งขึ้นพี่ชายคนโตของบ้านสือ สือมู่หาน กลับมาถึงบ้านในเวลาอาหารพอดี
สิ่งที่รอต้อนรับเขาคืออาหารอร่อยเต็มโต๊ะฝีมือสือทิงอวี่
สือทิงอวี่มองพี่ชายที่เพิ่งก้าวเข้าประตู แล้วค่อย ๆ ผสานภาพตรงหน้าเข้ากับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
ปีนี้สือมู่หานอายุยี่สิบสี่ รูปร่างสูงโปร่ง แววตาซื่อตรง คิ้วตาเปิดเผย มองไกล ๆ ดูโดดเด่นราวกับดวงดาวและจันทรา บุคลิกสง่างาม เดิมทีใบหน้าของเขาควรจะดูมีเสน่ห์ราวกับเซียน ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับทำลายความห่างเหินลงไป เพิ่มความเย้ายวนชวนให้คนหลงใหลขึ้นมาแทน
สือมู่หานมองน้องสาวแล้วหัวเราะ “ยืนเหม่อทำอะไรอยู่?”
สือทิงอวี่ได้สติ รีบเดินเข้าไปจะช่วยสือมู่หานถือกระเป๋า แต่เขาหลบไปเสียก่อน
“แขนขาเล็กนิดเดียว ไปเล่นทางโน้นเถอะ กระเป๋าพี่หนัก”
นั่งรถไฟมาตลอดทั้งคืนและช่วงเช้า สือมู่หานหิวมานานแล้ว พอเห็นอาหารที่น้องสาวเตรียมไว้ ก็เริ่มกินอย่างไม่เกรงใจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิตสำนึกที่เจ้าของร่างเดิมหลงเหลืออยู่หรือเปล่า สือทิงอวี่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือแปลกแยกเมื่ออยู่กับสือมู่หาน ทั้งคู่เข้ากันได้อย่างกลมกลืน
เห็นสือมู่หานเริ่มกินช้าลง สือทิงอวี่จึงถามถึงชีวิตในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา
คำตอบที่ได้มีแต่ทำนองว่าทุกอย่างดี ไม่มีอะไรต้องห่วง เป็นแบบฉบับของคนที่บอกแต่เรื่องดี ไม่ยอมเล่าเรื่องร้าย
เมื่อกินอิ่มแล้ว สือมู่หานเก็บชามตะเกียบ ก่อนเริ่มพูดถึงเสิ่นจื้อหมิงกับสือทิงอวี่
“เรื่องจื้อหมิง พี่ไม่พูดอะไรมากแล้วกัน เขาเป็นคู่หูเก่าของพี่ นิสัยก็พอใช้ได้” สือมู่หานพูดด้วยน้ำเสียงเจือความหึงหวงเล็กน้อย
ถ้าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เร่งด่วน เขาคงไม่รีบจัดให้ทั้งคู่ดูตัวกันเร็วขนาดนี้
ยังไม่ต้องพูดถึงฐานะทางบ้านของน้องสาว แค่หน้าตาของเธอก็ไม่ใช่ใครจะเทียบได้แล้ว
เขากับน้องสาวต่างได้ดวงตาหงส์ของแม่มา ดวงตาวาวระยับราวกับมีระลอกน้ำ สวยสะดุดตา จมูกโด่งปลายเชิด เวลาไม่ยิ้มก็เย็นชาราวกับฝนปลายสารทอันหนาวเหน็บ แต่พอยิ้มขึ้นมา ลักยิ้มตรงมุมปากกลับซ่อนความหวานเอาไว้ คิ้วตาโค้งมน มองแล้วชวนให้ลืมความกังวล
หน้าตาแบบนี้ ผู้ชายคนไหนเห็นแล้วจะไม่ใจละลาย?
ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นจื้อหมิงคอยหยั่งเชิงถามเรื่องน้องสาวของเขาอยู่หลายครั้ง เขาก็คงไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้คิดกับน้องสาวของเขาเกินเลยไปกว่านั้น
แต่สถานการณ์ของครอบครัวพวกเขาในตอนนี้ คงมีเพียงการแต่งงานกับเสิ่นจื้อหมิงเท่านั้นที่จะช่วยคลี่คลายทางตันได้
พ่อของเสิ่นจื้อหมิงเป็นผู้บัญชาการกองพลในค่ายทหารของพวกเขา ตระกูลมีอิทธิพลอยู่บ้างในกองทัพ อย่างน้อยก็ช่วยไม่ให้น้องสาวพลอยเดือดร้อนจากการถูกส่งลงชนบทของพ่อแม่
