ปีนี้คือปี 1975 อีกไม่นานช่วงเวลาพิเศษนี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว สือทิงอวี่คิดว่า ต่อให้หลีกเลี่ยงการถูกส่งไปใช้แรงงานชนบทไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็ยังลองถามพ่อแม่ดูได้ว่าพอจะฝากฝังใครได้บ้าง จะได้หาทางส่งพวกเขาไปอยู่ในที่ที่มีคนรู้จัก อย่างน้อยก็มีคนคอยช่วยเหลือกัน
พ่อกับแม่สือเห็นลูกสาวฟื้นแล้ว จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”
สือทิงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “พ่อคะ แม่คะ ตอนนี้หนูรู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ”
พ่อสือลูบศีรษะเธอ ถอนหายใจแล้วพูดว่า “อย่าคิดมากเลยนะ ถ้าถึงที่สุดแล้วไม่มีทางอื่นจริง ๆ ลูกก็ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ตัดขาดกับพวกเราเสีย จะได้ไม่ต้องถูกส่งไปใช้แรงงานชนบทพร้อมกับพวกเรา”
แต่สือทิงอวี่กลับส่ายหน้า
“หนูไม่ตัดขาดกับพ่อแม่หรอกค่ะ”
แม่สือร้อนใจขึ้นมา “ลูกนี่ ทำไมถึงดื้อเอาตอนนี้นะ ชีวิตที่ต้องไปใช้แรงงานชนบทจะสบายตรงไหนกัน?”
หลังถูกส่งไป พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในคอกวัว ทำงานที่หนักและเหนื่อยที่สุด ทั้งยังถูกลากออกมาประณาม ที่ร้ายกว่านั้นคืออาจถูกโกนผมครึ่งหัวครึ่งข้าง ถูกคนในคอมมูนรังแก แค่คิดว่าลูกสาวจะต้องเผชิญเรื่องพวกนั้น เธอก็รู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว
พ่อสือช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยว่า “แม่พูดถูกแล้ว การตัดขาดเป็นแค่คำพูดที่เอาไว้บอกคนอื่น ขอแค่ใจของพวกเรายังอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก”
สือทิงอวี่ไม่ใช่คนยึดติดกับพิธีการ อย่างที่พ่อสือพูด การตัดขาดเป็นเพียงคำพูดไว้บอกคนภายนอก เธอแค่คิดว่าการตัดขาดไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักสำหรับตัวเธอในตอนนี้
“พ่อคะ แม่คะ ต่อให้ตัดขาดกันแล้ว ด้วยอายุเท่าหนูตอนนี้ ทั้งยังไม่มีงานทำ สุดท้ายก็ต้องถูกส่งลงชนบทอยู่ดี พอไปถึงก็ไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปที่ไหน อยู่คนเดียวสู้ไปกับพ่อแม่ดีกว่า อย่างน้อยก็ยังช่วยเหลือกันได้”
สือทิงอวี่ไม่ได้รู้เรื่องยุค 70 อย่างละเอียดนัก แต่ก็พอเข้าใจอยู่บ้างว่า ในยุคนั้นมีปัญญาชนสาวหน้าตาสะสวยไม่น้อยที่ถูกอันธพาลเจ้าถิ่นย่ำยีจนต้องจำใจยอมเป็นของพวกเขา
หลังจากนั้นเมื่อกลับมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง บางคนถึงกับถูกครอบครัวสามีขังไว้ไม่ให้ไปเข้าสอบ
ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ทนต่อความอัปยศไม่ไหวจนฆ่าตัวตาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงงานไร่นาที่ทำเท่าไรก็ไม่หมด ร่างกายบอบบางอ่อนแอของเจ้าของร่างเดิมจะทนไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
ถ้ายังมีทางเลือก ใครจะอยากไปใช้ชีวิตแบบนั้นกัน?
เมื่อพ่อกับแม่สือฟังจบ ทั้งคู่ก็ลังเลขึ้นมาทันที
พ่อสือสูดหายใจลึก พูดอย่างยากลำบากว่า “อย่าเพิ่งหมดหวัง ตอนนี้เรายังไม่ได้ถูกส่งไปใช้แรงงานชนบท เอกสารก็ยังไม่ออก ยังพอมีเวลาหาทางแก้ไข”
สือทิงอวี่เองก็ฮึดสู้ขึ้นมา “ค่ะ ต้องมีทางออกแน่ ๆ”
เธอมองเอกสารภาษาอังกฤษที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วพูดว่า “พ่อคะ แม่คะ ไม่ว่าเอกสารจะออกมาหรือยัง เอกสารพวกนี้จะวางไว้ในบ้านไม่ได้ค่ะ”
“หนังสือเล่มอื่น ๆ ในบ้านด้วย ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศก็ห้ามให้ใครเห็น แล้วยังมีวรรณกรรมคลาสสิกอีกหลายเล่ม ต้องซ่อนไว้ให้หมด”
พ่อกับแม่สือรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหนถึงจะไม่มีใครจับได้
หน่วยตรวจค้นมีประสบการณ์ในการค้นของมากแล้ว ซ่อนไว้ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น
สือทิงอวี่นึกถึงวิธีซ่อนของที่เคยเห็นในยุคหลัง พยายามหาวิธีที่เหมาะสมสักอย่าง
แต่คิดอยู่รอบหนึ่งก็ยังนึกอะไรไม่ออก
เธอไม่เคยมองใครต่ำเกินไป คนพวกนั้นล้วนเจนจัด จะคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนยุคนี้เพียงเพราะทะลุมิติมาจากอนาคตก็คงไม่ได้
ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก คนยุคนี้ก็ยิ่งคิดหาวิธีได้มากมาย หากวางแผนไม่รอบคอบ ผลที่ตามมาอาจถึงขั้นครอบครัวแตกแยกและมีคนตาย
สือทิงอวี่คิดในใจเงียบ ๆ ว่า ได้ยินกันว่าคนทะลุมิติมักมีพรพิเศษติดตัว ถ้าเธอมีมิติส่วนตัวก็คงดี จะได้ซ่อนของได้อย่างปลอดภัย
เพียงคิดเช่นนั้น สติของเธอก็พร่าเลือนไปชั่วขณะ วินาทีต่อมาก็เข้าไปอยู่ในโลกกว้างใหญ่เวิ้งว้างแห่งหนึ่ง
เธอมึนงงไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อมองภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าที่ราวกับสวนชนบทในบทกวี ความยินดีก็วาบผ่านหัวใจ
นี่เธอโชคดีสุด ๆ เลยหรือ?
นี่คือ...มิติส่วนตัวเหรอ?
สือทิงอวี่ข่มความตื่นเต้นเอาไว้ ค่อย ๆ เรียกสติกลับคืนมา เมื่อครู่เธอรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เข้ามาคือจิตสำนึก ตอนนี้พ่อแม่ยังอยู่ข้างนอก เธอต้องรีบออกไปให้ได้
เพียงขยับความคิด จิตใจก็พล่าเลือนไปเล็กน้อย เสียงพ่อสือที่ถามอย่างห่วงใยพลันดังขึ้นข้างหู “คิดอะไรอยู่หรือเสี่ยวอวี่? เมื่อกี้ใจลอยไปเลย”
สือทิงอวี่ตอบว่า “เมื่อกี้กำลังคิดว่าจะเอาของพวกนี้ไปซ่อนไว้ที่ไหนค่ะ เลยเผลอใจลอยไปหน่อย”
แม่สือตบมือเธอเบา ๆ เพื่อปลอบใจ “ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องพวกนี้แม่กับพ่อจะหาทางเอง”
สือทิงอวี่รับคำ แล้วพูดต่ออีกไม่กี่ประโยคก่อนจะรีบกลับห้อง
พ่อกับแม่สือมองตามแผ่นหลังของสือทิงอวี่ ต่างก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจ
พอเข้าห้องแล้ว สือทิงอวี่ก็ล็อกประตูจากด้านใน รีบเข้าไปสำรวจในมิติส่วนตัว
เธอท่องคำว่ามิติส่วนตัวในใจ แล้วจิตสำนึกก็เข้าไปในมิติอีกครั้ง
คราวนี้เธอจึงมีเวลามองสำรวจสถานที่แห่งนี้อย่างละเอียด
ที่นี่เป็นทิวทัศน์ชนบท อากาศสดชื่น ผืนดินสีดำแต่ละแปลงดูอุดมสมบูรณ์ ข้างผืนดินมีตาน้ำพุอยู่แห่งหนึ่ง ไอสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมา
เธอเคยอ่านนิยายที่นางเอกมีมิติส่วนตัวมาหลายเรื่อง จึงรู้เรื่องน้ำพุวิญญาณที่ว่ากันดีอยู่แล้ว
แต่ด้วยจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือความรอบคอบ เธอยังต้องทดลองดูว่าน้ำพุร้อนแห่งนี้มีสรรพคุณอย่างไร
เธอรักชีวิตมาก
ถ้าสรรพคุณของน้ำพุวิญญาณเป็นอย่างในนิยายจริง ๆ ทั้งรักษาโรค ขับสารพิษ และบำรุงผิวพรรณ เธอก็ต้องใช้แน่นอน
เธอชอบสิ่งสวยงามทุกอย่าง และการรักสวยรักงามก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่เรื่องพวกนี้ต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าจะถูกส่งไปใช้แรงงานชนบทหรือไม่
หน้าตาของเธอโดดเด่นสะดุดตาอยู่แล้ว ถ้าหนีชะตาที่ต้องถูกส่งไปไม่ได้ เธอก็จะไม่แต่งตัวให้สวยขึ้น
ถึงตอนนั้นคนที่เสียเปรียบก็ยังเป็นเธออยู่ดี
หลังจากดูตาน้ำพุแล้ว สือทิงอวี่ก็หันไปสนใจผืนดินสีดำที่อยู่ข้าง ๆ
เธอยื่นมือไปหยิบดินขึ้นมาหยิบหนึ่ง เนื้อดินชื้นและร่วนซุย
เธอยกขึ้นดมใกล้ปลายจมูก ไม่มีกลิ่นพิเศษอะไร มีเพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดิน
สำรวจผืนดินแล้ว สือทิงอวี่ก็เริ่มเดินลึกเข้าไปด้านใน
ทิวทัศน์ที่อยู่เลยน้ำพุวิญญาณและผืนดินออกไปมองไม่ชัด ที่นั่นถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา เธอเดินเข้าไปในหมอกได้ประมาณ 2 เมตรก็ถูกม่านที่มองไม่เห็นขวางเอาไว้
เธอครุ่นคิด หรือว่ามิตินี้จะอัปเกรดได้? ถ้าอัปเกรดแล้วพื้นที่จะใหญ่ขึ้นหรือเปล่า?
เมื่อเห็นว่าเดินต่อไปไม่ได้ สือทิงอวี่ก็ไม่คิดค้นหาคำตอบต่อ แล้วกลับไปยังบริเวณตาน้ำพุ
ตอนนี้เธอต้องทดลองดูว่ามิตินี้เก็บของจากข้างนอกได้หรือไม่
เธอนึกถึงรูปปั้นปูนปลาสเตอร์เดวิดบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วคิดในใจว่า เอาเข้ามา
วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้าพร่าไหว รูปปั้นปูนปลาสเตอร์ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นข้างน้ำพุวิญญาณ
ดวงตาของสือทิงอวี่เป็นประกาย แบบนี้ดีเลย
เดิมทีเธอไม่คิดว่าจะเก็บของเข้ามาในมิติได้ตอนที่ตัวเองอยู่ข้างใน เมื่อครู่แค่ลองดูเล่น ๆ ไม่คิดว่าจะทำได้จริง
มิตินี้เหนือความคาดหมายของเธอไปมาก
เมื่อถอนจิตสำนึกออกจากมิติแล้ว เธอก็นำรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ออกมาจากมิติอีกครั้ง
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย
จากนั้นเธอก็ทดลองเก็บของจากด้านนอกเข้าไปในมิติอีกหลายครั้ง
เธอพบว่าตอนเก็บของจากด้านนอกเข้าไป ต้องอยู่ห่างจากสิ่งของนั้นไม่เกิน 2 เมตร หากไกลกว่านั้นจะทำไม่ได้
เมื่อเก็บของในมิติเองก็เป็นเช่นเดียวกัน
เมื่อแน่ใจแล้วว่าสามารถเก็บของไว้ในมิติได้ สือทิงอวี่ก็ออกไปหาพ่อแม่
“พ่อคะ แม่คะ เอกสารพวกนั้นหนูจะเอาไปซ่อนให้ค่ะ”
พ่อสือถามขึ้นมาโดยไม่ทันคิดว่า “ลูกจะเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน?”
สือทิงอวี่ตอบอย่างคลุมเครือว่า “หนูเจอที่ซ่อนของดี ๆ รับรองว่าลับตาและปลอดภัยค่ะ”
เพราะเชื่อใจลูกสาว และรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะเสนออะไรส่งเดช พ่อกับแม่สือจึงยอมให้สือทิงอวี่เอาของไปซ่อนในที่สุด
เรื่องซ่อนของยิ่งเร็วยิ่งดี
สือทิงอวี่ตรวจค้นทุกซอกทุกมุมในบ้านสามห้องนอนของครอบครัว แม้แต่เศษกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน
ครอบครัวสือเป็นครอบครัวปัญญาชน ของที่มีมากที่สุดในบ้านก็คือหนังสือ
สุดท้ายแทบจะย้ายหนังสือออกจากชั้นจนเกลี้ยง
ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่มคือหนังสือแดง
เมื่อเห็นข้าวของที่กองอยู่ตรงหน้า
สือทิงอวี่ถึงกับเหงื่อเย็นไหลพราก
พ่อแม่ของเธอยังไร้เดียงสาเกินไปหน่อย
พวกท่านคิดว่ามีของหลายอย่างที่เก็บไว้ได้จริง ๆ เสียด้วย
