ซูจ้านชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหันไปมองเซวียหนิงอีกครั้ง “ที่นางพูด เป็นความจริงหรือ”
เซวียหนิงยิ้มเยาะตนเอง หัวใจแล่นร้าวเสียดแทง
ทั้งที่นางบอกตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ต่อหน้าเขา จะอ่อนแออีกมิได้
ทว่าเมื่อได้ยินคำถามนี้ในยามนี้ ก็ยังอดมิได้ที่ขอบตาจะร้อนผ่าว
ที่แท้ เขาก็มิได้จดจำสิ่งใดเลย
ทั้งที่ปีก่อน นางยังเคยอ้อนวอนให้เขาพานางมาที่วัดเจิ้นกั๋วซื่ออยู่เลย
เพียงข้ามปี ความทรงจำเหล่านั้นก็เลือนหายสิ้นจากใจเขา
ช่างเถิด นางมิใช่คนที่เขาชอบพอ เขาจะจำเรื่องราวเกี่ยวกับนางได้อย่างไร
นางกดความขื่นขมที่พลุ่งพล่านในอกไว้ มองตรงเข้าไปในดวงตาคมเข้มดุจสุราหมักของบุรุษเบื้องหน้า ก่อนเผยยิ้มบางเบา “ท่านพี่จะเข้าไปคารวะบิดามารดาของข้าสักหน่อยไหมเจ้าคะท่านพี่”
ซูจ้านขมวดคิ้วคม มองเข้าไปในวิหารด้านใน
เรียวขายาวก้าวเข้าสู่ภายในวิหาร ก็เห็นหน้าป้ายของแม่ทัพใหญ่เจิ้นเป่ยและภริยามีดอกไม้สดและผลไม้วางเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วจริงดังว่า
ยามนี้เขาพลันนึกขึ้นได้ ทุกปีในช่วงนี้ เซวียหนิงจะมาที่ศาลาหมิงรื่อเก๋อบ่อยครั้งกว่าปกติ
เพราะนางไม่ชอบออกนอกบ้านตั้งแต่เล็ก อีกทั้งยังขี้ขลาด ทว่าป้ายวิญญาณของแม่ทัพเจิ้นเป่ยและภริยาถูกอัญเชิญมาไว้ ณ วัดเจิ้นกั๋วซื่อ
นางจึงจำต้องให้เขาพามาคารวะด้วยกัน
ทว่าครานี้ เซวียหนิงมิได้บอกกล่าวเขา และมิได้อ้อนวอนให้เขาพามา
หางน้อยที่เคยตามติดอยู่ข้างหลังแต่ก่อน บัดนี้กลับมิได้เดินตามเข้ามา
เขารู้สึกรำคาญใจอย่างไรบอกไม่ถูก เม้มริมฝีปากแน่น สั่งให้ม่อไป๋ไปนำธูปเทียนมา แล้วคารวะตรงหน้าแผ่นป้ายนั้นอย่างเคร่งขรึมสามครั้ง
