นางรู้ว่าเจียงซื่อทำทุกอย่างเพื่อนางมาตลอดชีวิต
การแต่งงานที่ไม่ได้รับพรจากมารดาย่อมไม่ใช่เรื่องดี
ชาตินี้นางจะต้องเลือกการแต่งงานที่ทั้งตัวนางพอใจและเจียงซื่อก็พอใจ
นั่งเป็นเพื่อนเจียงซื่ออยู่ครู่หนึ่ง เซวียหนิงรู้สึกอ่อนล้า จึงขอตัวกลับศาลาชีอวิ๋น
แต่พอเปิดม่านประตูออก ก็ชนเข้ากับแผงอกกว้างหนาอย่างจัง
นางยกมือขึ้นกุมหว่างคิ้วอย่างเจ็บ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
ก็เห็นซูจ้านสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่อยู่หน้าประตู ไม่รู้ว่ายืนมานานแค่ไหนแล้ว
นางพลันตื่นตระหนก รีบถอยหลัง ส้นเท้าไปสะดุดกับธรณีประตู ร่างกายยืนไม่อยู่
เป็นซูจ้านที่ยื่นมือออกมาโอบรั้งเอวนางไว้
“เหตุใดถึงไม่ระวังเช่นนี้?”
ความรู้สึกที่คุ้นเคยจากชาติก่อนพลันถาโถมเข้าใส่เซวียหนิงในชั่วพริบตา
ดวงตาของนางพลันคลอด้วยไอหมอกบางๆ ทั้งตัวไม่ค่อยดีนัก พรวดพราดถอยออกจากอ้อมแขนของบุรุษ รีบร้อนคารวะเขาเมื่อยืนห่างออกไปสามก้าว “ท่านพี่กลับมาตั้งแต่เมื่อใด?”
ซูจ้านขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างแทบจะไม่ทันสังเกต
เขามาสักพักแล้ว และได้ยินคำว่า ‘ความรู้สึกแบบพี่น้อง’ นั้นด้วย หลังจากนั้นจึงไม่ได้เข้าไปในบ้าน
ต่อมาได้ยินท่านแม่พูดว่าจะหาคู่ให้หล่อนและอาหมัน
เขาอยากรู้คำตอบของนาง จึงย้อนกลับมาที่หน้าระตูอีกครั้ง
ไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่า “ท่านแม่ให้ข้าแต่งกับใคร ข้าก็จะแต่งกับคนนั้น”
มิน่าล่ะนางถึงกล้าอาจหาญเอ่ยข้อเรียกร้องเช่นนั้นต่อหน้าท่านย่า ที่แท้นางคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ตั้งนานแล้ว
ตระกูลเซวียสิ้นชีพในสนามรบทั้งสิ้น เหลือเพียงท่านลุงและลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ชายแดนห่างไกล
เรื่องการแต่งงานของนาง สรุปแล้วก็เป็นแค่ท่านแม่ที่จัดการให้
ถึงเวลานั้น หากนางร้องไห้เอะอะจะแต่งงานกับเขา ท่านแม่จะไม่ออกหน้าให้นางคิดอ่านหรือ?
